The Truth ความจริงแห่งชีวิต 108. ผู้ที่เข้าใจความอ่อนแอ
108. ผู้ที่เข้าใจความอ่อนแอ
093. เป็นคนที่มารกัดกินไม่ได้
091. ความเชื่อจดจ่อที่ความเต็มใจของพระเจ้า
084. ธรรมชาติความรักของพระเจ้า
082. พระคุณทำให้เกิดการขอบพระคุณ
071. เราได้รับการทรงสถิตย์ของพระเจ้า
066. สิทธิอำนาจเหนือวิญญาณชั่ว
052. พระเจ้าจะรักษาฉันไหม
050. ความเจ็บป่วยไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า
046. พระเจ้ามองหาคนที่แสวงหาพระองค์
045. คุณค่าที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
044. ของประทานที่ดีมาจากพระเจ้า
043. ด้วยหลักการพื้นฐานของพระเยซูคริสต์
042. พระพรที่กำลังทำงานอยู่ในคุณ
040. พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้แล้ว
039. การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์
037. เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น
034. พระเยซูผู้บุกเบิกความเชื่อ
025. มีสันติสุขกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
023. เสียงเรียกร้องจากพระโลหิต
020. สรรพสิ่งเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์
019. อย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย
018. ขอบพระคุณสำหรับสิ่งสารพัด
013. จากศักดิ์ศรีสู่ศักดิ์ศรี
012. ต่อสู้เต็มกำลังด้วยความเชื่อ
011. คุณมีคุณสมบัติเหมาะสมแล้ว
ทีมงานคือกลุ่มคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ทำงานด้วยกัน ทีมงานมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการทำงาน การทำงานเป็นทีมจะทำให้คนได้รับการช่วยเหลือด้านแรงกาย ได้รับคำแนะนำ และได้รับการหนุนใจ ทำให้งานได้รับความสำเร็จและคนที่ทำได้รับความสุขความยินดีในการทำงานไปพร้อมกัน พระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวถึงทีมงานที่เป็นครอบครัวของมนุษย์คู่แรกในโลกนี้ไว้ว่า “เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” (ปฐมกาล 2:24) พระเจ้าทรงสร้างคู่อุปถัมภ์ที่เป็นผู้หญิงให้สมกับผู้ชายขึ้นมา ให้ผู้หญิงและผู้ชายเป็นเนื้อเดียวกัน เขาจะได้อยู่ด้วยกันและช่วยเหลือกันตลอดไป นี่คือความผูกพันของการเป็นสามีภรรยาและความผูกพันของการเป็นเพื่อนร่วมกันที่จะต้องอยู่ด้วยกันเพื่อช่วยเหลือกันด้วย การเป็นเนื้อเดียวกันหมายถึงเข้ากันได้อย่างสนิท สิ่งนี้มีความสำคัญต่อการทำงานเป็นทีมมาก ถ้าคนที่ทำงานด้วยกันเข้ากันไม่ได้ เขาก็ไม่อาจสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ และถ้าคนที่ทำงานด้วยกันไม่สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ เขาก็ไม่อาจทำงานที่ยากให้บรรลุผลสำเร็จ คนที่จะเข้ากันได้นั้นจำเป็นต้องมีพื้นแพบางอย่างเหมือนกัน การที่จะทำให้ทีมงานมีบางอย่างที่เหมือนกันได้นั้น เราจำเป็นต้องเน้นไปที่การสร้างมากกว่าการหา การสร้างค่านิยมหรืออุดมการณ์ของคนงานให้เหมือนกันจึงเป็นภารกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้นำหรือผู้บริหารต้องเอาใจใส่ ถ้าคนงานในทีมมีค่านิยมหรืออุดมการณ์ที่เหมือนกันแล้วเขาจะช่วยเหลือกันเองโดยที่ผู้นำหรือผู้บริหารไม่จำเป็นต้องไปควบคุม การสร้างค่านิยมหรืออุดมการณ์ให้คนงานมีเหมือนกันจึงสำคัญมากกว่าการบังคับบัญชาคนงานเสียอีก
การมีผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้นำหรือผู้บริหารแล้วเท่านั้นยังไม่พอ เพื่อให้งานเจริญก้าวหน้าต่อไป จึงจำเป็นต้องมีการหาคนอื่นที่จะมาเป็นผู้ช่วยเพิ่มเติม งานที่ทำจึงจะเจริญก้าวหน้าได้ พระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวถึงการสร้างผู้ช่วยไว้ว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น’ … ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกมาจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น” (ปฐมกาล 2:18, 22) จากพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างคู่อุปถัมภ์ให้ชายคนแรกที่ได้รับมอบอำนาจจากพระองค์ คนที่เป็นคู่อุปถัมภ์นั้นเป็นภรรยาของเขาและได้รับการสร้างจากกระดูกของเขา ผู้ช่วยจำเป็นต้องมีพื้นแพเดียวกันกับผู้ที่เขาจะช่วย เขาทั้งสองจึงจะสามารถทำงานด้วยกันได้ ผู้ช่วยที่ดีที่สุดในชีวิตของมนุษย์คือคู่ชีวิต และคู่ชีวิตที่ดีที่สุดคือคนที่มีพื้นแพเดียวกัน ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างไม่ใช่ผู้นำที่จะกำหนดแผนและนโยบาย เขาไม่มีอำนาจหรือความสามารถที่จะทำอะไรได้ด้วยตัวของเขาเองทั้งหมด เขาจึงไม่อาจหาคนที่จะมาช่วยงานที่เขาทำได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของผู้นำหรือผู้บริหารที่จะหาคนมาช่วยงานของเขา เพื่อแบ่งเบาภาระของเขา ผู้ช่วยที่ดีต้องเข้ากับคนที่ได้รับมอบอำนาจก่อนหน้านั้นได้ ดังนั้นผู้ช่วยที่ดีจึงไม่อาจเกิดได้ด้วยการหาคนจากที่อื่นเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดได้ด้วยการสร้าง การสร้างผู้ช่วยจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ผู้นำหรือผู้บริหารต้องทำ จะมอบหมายให้คนอื่นทำแทนตนไม่ได้ ผู้บริหารที่เอาใจใส่ในการสร้างผู้ช่วยใหม่ที่จะมาช่วยคนงานที่มีอยู่แล้ว จะมีทีมงานที่เข้มแข็งได้ในที่สุด การมีผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้นำหรือผู้บริหารแล้วเท่านั้นยังไม่พอ เพื่อให้งานเจริญก้าวหน้าต่อไป จึงจำเป็นต้องมีการหาคนอื่นที่จะมาเป็นผู้ช่วยเพิ่มเติม งานที่ทำจึงจะเจริญก้าวหน้าได้ พระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวถึงการสร้างผู้ช่วยไว้ว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น’ … ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกมาจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น” (ปฐมกาล 2:18, 22) จากพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างคู่อุปถัมภ์ให้ชายคนแรกที่ได้รับมอบอำนาจจากพระองค์ คนที่เป็นคู่อุปถัมภ์นั้นเป็นภรรยาของเขาและได้รับการสร้างจากกระดูกของเขา ผู้ช่วยจำเป็นต้องมีพื้นแพเดียวกันกับผู้ที่เขาจะช่วย เขาทั้งสองจึงจะสามารถทำงานด้วยกันได้ ผู้ช่วยที่ดีที่สุดในชีวิตของมนุษย์คือคู่ชีวิต…
โกรธกันได้ไหม ความโกรธปิดกั้นการสื่อสารได้อ่างไร ความโกรธคืออะไร ทำไมคนเราจึงมีอารมณ์โกรธ พระคัมภีร์พูดถึงความโกรธไว้อย่าไร ปฏิกิริยาทั่วไปกับความโกรธ คุณจะตอบสนองความโกรธอย่างไร และเปลี่ยนท่าทีจากความโกรธนั้นได้อย่างไร คู่สมรสต้องการสื่อสารกัน โดยเฉพาะในเวลาโกรธยิ่งต้องการเป็นพิเศษ แต่มันมักเป็นชนวนสำคัญที่บ่อนทำลายการสื่อสารในชีวิตสมรส ความโกรธในด้านบวกและลบ ส่วนใหญ่เราอาจมองความโกรธในแง่ลบ แต่แท้จริงมันก็มีด้านดีซ่อนอยู่เช่นกัน เช่นเวลามีอะไรมาขัดขวางเป้าหมายที่เรากำลังมุ่งหน้าไป ความอัดอั้นตันใจจะทำให้เราโกรธ อารมณ์โกรธกระตุ้นให้เราทำสิ่งซึงปกติแล้วทำไม่ได้ เพื่อความอยู่รอดของเราเอง เหมือนดั่งเช่นสุนัขจนตรอก “จงให้ความยุติธรรมหลั่งลงมาอย่างน้ำ และให้ความชอบธรรมเป็นอย่างอย่างลำธารที่ไหลอยู่เป็นนิตย์ ” พระธรรม อาโมส 5.24 ส่วนมากพวกเราหวังเห็นความยุติธรรมและความชอบธรรมในสังคม แต่เมื่อไม่เป็นไปตามนั้นเราก็โกรธ โมโห ซึ่งเป็นสิ่งดี เมื่อคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือผจญกับความทุกข์ยากนั้น จะกระตุ้นให้เราเข้าไปแก้ไข แต่ความโกรธไม่ได้น่าชื่นชมอย่างนี้เสมอไป หลายครั้งเราโกรธเพราะห่วงตังเอง เห็นแก่ตัว อยากตามใจตนเอง เมื่อคู่สมรสไม่เห็นดีด้วยก็โกรธ “กลับบ้านต่างจังหวัดปีใหม่นี้ผมจองตั๋วรถไฟนะ” “คุณก็รู้ว่ารถไฟที่นั่งปรับเอนนอนไม่ได้ ฉันชอบรถทัวร์” “รถทัวร์น่าเบื่อ เดินไปดินมาไม่ได้ รำคาญจะตาย” “คุณจะเดินหรือนั่งรถเพื่อให้ถึงบ้านคุณ” ความขัดแย้งเพิ่มพูนขึ้นเนื่องจากรู้สึกขุ่นเคืองที่ไม่ได้ดั่งใจตน เป้าหมายอยากได้หรือทำตามใจชอบ เมื่อไม่สมใจก็โกรธ ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับคู่สมรสตึงเครียดขึ้น พระคัมภีร์พูดถึงความโกรธไว้อย่างไร อฟ. 4.31 “จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคืองและใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน …
กฎคือข้อบังคับเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ระเบียบคือแบบแผนเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย กฎระเบียบจึงเป็นกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้คนทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิต การงาน และทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย กฎระเบียบมีความสำคัญต่อชีวิต การงาน และความสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและทำอะไรก็ตามจะต้องมีกฎระเบียบไม่มากก็น้อย ชีวิต การงาน และความสัมพันธ์จึงจะราบรื่น พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงกฎระเบียบที่พระเจ้าทรงให้แก่มนุษย์ว่า “พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า ‘บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลไม้ของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่’” (ปฐมกาล 2:16-17) กฎระเบียบจะกล่าวถึงสิ่งที่ทำได้ว่าควรทำหรือต้องทำ และสิ่งที่ทำไม่ได้ ว่าไม่ควรทำหรือห้ามทำ สิ่งที่อนุญาตให้ทำได้จะเป็นสิ่งที่ดีหรือมีประโยชน์จึงควรทำ สิ่งที่ไม่อนุญาตให้ทำจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือมีโทษจึงไม่ควรทำ กฎระเบียบบางอย่างมีไว้เพื่อป้องกันผู้ปฏิบัติงานให้พ้นจากอันตรายที่อาจได้รับจากการทำงานหรือการดำเนินชีวิต บางอย่างมีไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สินหรือการงานที่ทำไม่ได้เกิดความเสียหาย และบางอย่างมีไว้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของผู้บังคับบัญชาและผู้ปฏิบัติงานระดับล่างให้ราบรื่น หน่วยงานทุกแห่งจึงต้องมีกฎระเบียบให้ทุกคนปฏิบัติตาม การตั้งกฎระเบียบและการชี้แจงกฎระเบียบเป็นหน้าที่ของผู้นำหรือผู้บริหารที่ต้องทำ งานหรือตำแหน่งหน้าที่ใหม่จำเป็นต้องออกมาพร้อมกับกฎระเบียบที่ชัดเจน และคนงานใหม่จำเป็นต้องได้รับการชี้แจงให้เข้าใจกฎระเบียบอย่างชัดเจน จึงจะป้องกันปัญหาได้
อาหารให้พลังงานแก่ร่างกาย อาหารทำให้คนมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยเหตุนี้อาหารจึงมีความสำคัญต่อชีวิต มีอาหารรับประทานก็สามารถมีชีวิตและทำงานได้ ไม่มีอาหารรับประทานก็ไม่อาจมีชีวิตและไม่อาจทำงานได้ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนมีชีวิตและเคลื่อนไหวได้ด้วยอาหารที่รับประทานเข้าไปทั้งนั้น พระคัมภีร์ไบเบิลได้เขียนไว้ว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมดซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า’” (ปฐมกาล 1:29) อาหารที่พระเจ้าทรงประทานให้มนุษย์รับประทานคือพืชที่มีเมล็ด เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว และงา เมล็ดพืชมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน เมล็ดพืชจึงเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายของมนุษย์ อาหารมีความจำเป็นต่อชีวิต ทุกคนจึงต้องรับประทานอาหาร แต่ปัญหามากมายในชีวิตของมนุษย์ก็มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร เช่นไม่มีอาหารรับประทาน รับประทานอาหารน้อยเกินไป รับประทานอาหารมากเกินไป และรับประทานอาหารผิดประเภท การรับประทานบางอย่างที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นการรับประทานผิดประเภทและเป็นการรับประทานที่มากเกินไป การรับประทานอาหารผิดประเภทเป็นการรับประทานบางอย่างที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายเข้าไป เช่น ขนม หรือยาเสพติด สิ่งเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ถ้าเรารับประทานเข้าไปจะมีผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นจนเป็นภาระ ถ้าผู้นำหรือผู้บริหารดูแลอาหารการกินของผู้ปฏิบัติงานให้เพียงพอ และผู้ปฏิบัติงานหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต ผู้ปฏิบัติงานก็จะมีสุขภาพแข็งแรงที่จะทำงานและไม่มีปัญหาที่มาจากภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
พรคือสิ่งที่ดีหรือประเสริฐ สิ่งที่ดีคือสิ่งที่ทำให้คนมีความสุขความยินดี ดังนั้นพรจึงเป็นสิ่งที่ใครก็ปรารถนาหรืออยากได้ ด้วยเหตุนี้การอวยพรจึงมีความสำคัญต่อการบริหารงานและบริหารคน ความสำเร็จหรือผลลัพธ์เป็นสิ่งที่ผู้นำหรือองค์กรจะได้รับจากผู้ปฏิบัติงาน อำนาจคือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับจากผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาเพื่อทำให้งานสำเร็จ ส่วนพรเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับจากผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเอง พรจึงเป็นรางวัลหรือผลตอบแทนพิเศษที่ผู้นำหรือผู้บังคับบัญชามอบให้ผู้ปฏิบัติงาน พระคัมภีร์ไบเบิลได้บรรยายถึงการที่พระเจ้าทรงอวยพรแก่มนุษย์ไว้ว่า “พระเจ้าทรงอวยพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า ‘จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน’” (ปฐมกาล 1:28) จากพระคัมภีร์ข้อนี้ พรที่พระเจ้าทรงให้แก่มนุษย์มีสองอย่างด้วยกันคือ การมีลูกดกทวีมากขึ้นและการมีอำนาจปกครองเหนือแผ่นดินโลก คำที่เป็นกุญแจไขข้อความนี้คือ “ลูก” “ดกทวี” “อำนาจ” และ “เหนือ” ลูกและอำนาจเป็นคำนาม ดกทวีและเหนือเป็นคำวิเศษที่ทำหน้าที่อธิบายคำนามที่เป็นพระพรทั้งสองอย่าง ลูกเป็นองค์ประกอบของครอบครัว การมีลูกดกทวีมากขึ้นเป็นพรให้ครอบครัวของผู้ปฏิบัติงานเจริญเติบโต อำนาจเป็นองค์ประกอบของงาน การมีอำนาจเหนือแผ่นดินเป็นพรให้งานที่ทำมีความเจริญก้าวหน้า ถ้าผู้นำหรือผู้บริหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาให้พรหรือรางวัลที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและการงานของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ปฏิบัติงานทุกคนย่อมมีชีวิตที่ดีและการงานย่อมจะเจริญก้าวหน้าได้แน่นอน
บุคลากรที่เป็นผู้ตามไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย เขาจึงไม่รู้ว่าเขาจะต้องทำอะไรบ้าง ผู้นำจึงมีหน้าที่มอบหมายงานให้เขาทำ การมอบหมายงานจึงเป็นภารกิจหนึ่งของการบริหารที่มีความสำคัญมาก ความล้มเหลวในการทำงานนั้นบางครั้งเกิดจากความผิดพลาดในการชี้แจงงาน เช่นอธิบายลักษณะของงานไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่รู้ว่างานที่เขาต้องทำนั้นมีอะไรบ้าง การมอบหมายงานที่ดีจึงได้แก่การอธิบายลักษณะของงานให้ชัดเจนว่า คนที่จะทำหน้าที่ปฏิบัติงานนั้นมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง พระคัมภีร์ไบเบิลได้บันทึกถึงลักษณะที่พระเจ้าทรงมอบหมายงานให้มนุษย์ทำไว้ว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไปและสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:26) พระคัมภีร์ข้อนี้ได้กล่าวไว้ว่าพระเจ้าทรงมอบหมายให้มนุษย์ปกครองดูแลสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตทั้งหมดและแผ่นดินที่เป็นสิ่งไม่มีชีวิต นี่คือคำอธิบายลักษณะงานของมนุษย์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล การอธิบายลักษณะของงานเป็นการสื่อสารให้ผู้ปฏิบัติงานรู้ว่าขอบเขตความรับผิดชอบของเขามีอะไรบ้าง คำอธิบายต้องมีความชัดเจนผู้ปฏิบัติงานจึงจะรู้ได้ว่า หน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบมีอะไรบ้าง การอธิบายลักษณะงานให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเป็นทักษะการเป็นผู้นำแบบชี้นำ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นมากโดยเฉพาะกับคนงานใหม่ และนโยบายใหม่ เพราะถ้าไม่อธิบายหรืออธิบายได้ไม่ชัดเจน ผู้ปฏิบัติงานก็ไม่อาจทำตามได้ บางครั้งการชี้แจงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องชี้แจงซ้ำหลายๆ ครั้งผู้ปฏิบัติงานจึงจะสามารถทำตามได้
บุคลากรที่เป็นผู้ตามไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย เขาจึงไม่รู้ว่าเขาจะต้องทำอะไรบ้าง ผู้นำจึงมีหน้าที่มอบหมายงานให้เขาทำ การมอบหมายงานจึงเป็นภารกิจหนึ่งของการบริหารที่มีความสำคัญมาก ความล้มเหลวในการทำงานนั้นบางครั้งเกิดจากความผิดพลาดในการชี้แจงงาน เช่นอธิบายลักษณะของงานไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่รู้ว่างานที่เขาต้องทำนั้นมีอะไรบ้าง การมอบหมายงานที่ดีจึงได้แก่การอธิบายลักษณะของงานให้ชัดเจนว่า คนที่จะทำหน้าที่ปฏิบัติงานนั้นมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง พระคัมภีร์ไบเบิลได้บันทึกถึงลักษณะที่พระเจ้าทรงมอบหมายงานให้มนุษย์ทำไว้ว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไปและสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:26) พระคัมภีร์ข้อนี้ได้กล่าวไว้ว่าพระเจ้าทรงมอบหมายให้มนุษย์ปกครองดูแลสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตทั้งหมดและแผ่นดินที่เป็นสิ่งไม่มีชีวิต นี่คือคำอธิบายลักษณะงานของมนุษย์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล การอธิบายลักษณะของงานเป็นการสื่อสารให้ผู้ปฏิบัติงานรู้ว่าขอบเขตความรับผิดชอบของเขามีอะไรบ้าง คำอธิบายต้องมีความชัดเจนผู้ปฏิบัติงานจึงจะรู้ได้ว่า หน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบมีอะไรบ้าง การอธิบายลักษณะงานให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเป็นทักษะการเป็นผู้นำแบบชี้นำ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นมากโดยเฉพาะกับคนงานใหม่ และนโยบายใหม่ เพราะถ้าไม่อธิบายหรืออธิบายได้ไม่ชัดเจน ผู้ปฏิบัติงานก็ไม่อาจทำตามได้ บางครั้งการชี้แจงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องชี้แจงซ้ำหลายๆ ครั้งผู้ปฏิบัติงานจึงจะสามารถทำตามได้
บุคลากรทำหน้าที่ควบคุมดูแลงานและวัตถุสิ่งของ บุคลากรจึงต้องมีคุณภาพมากกว่าวัตถุสิ่งของเหล่านั้น ถ้าบุคลากรมีคุณภาพต่ำกว่างานหรือวัตถุสิ่งของก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถทำให้ผลงานที่ออกมามีคุณภาพได้ ผู้นำที่ต้องการประสบความสำเร็จในระดับสูงจำเป็นต้องเอาใจใส่การสร้างคนงานหรือการผลิตบุคลากร ถ้าละเลยการสร้างบุคลากรก็ไม่อาจคาดหวังความเจริญก้าวหน้าในระยะยาวได้ พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า พระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไปและสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:26) พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ด้วยพระองค์เอง มนุษย์จึงถูกสร้างให้มีฉายาหรือลักษณะเหมือนพระองค์เพื่อตอบสนองพระประสงค์ของพระองค์ ถ้าพระเจ้าทรงปล่อยให้ผู้อื่นสร้าง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้มนุษย์ที่มีลักษณะเหมือนพระองค์และสามารถสนองพระประสงค์ของพระองค์ได้ การสร้างบุคลากรเป็นหน้าที่ของผู้นำที่เป็นผู้บริหาร เพราะมีแต่ผู้นำที่ทำหน้าที่บริหารเท่านั้นจึงจะรู้ได้แน่นอนว่าตนหรือองค์กรมีแผนการอะไร และบุคลากรแบบใดที่สามารถจะช่วยทำให้แผนการนั้นประสบความสำเร็จได้ ถ้าผู้บริหารเน้นการสร้างวัตถุหรืองานโดยละเลยการสร้างคน งานก็จะไปถึงทางตันเพราะขาดบุคลากรที่จะช่วยสานงานให้ก้าวหน้า บุคลากรที่มีความคิดหรืออุดมการณ์เหมือนกับผู้นำหรือองค์กรนั้นไม่อาจเกิดได้ผ่านการสร้างของบุคคลอื่น การสร้าบุคลากรเพื่อเป็นทีมงานที่เข้มแข็งจึงเป็นหนึ่งในภารกิจที่มีความสำคัญ จะละเลยไม่ได้ และจะมอบหมายหน้าที่นี้ให้คนอื่นทำแทนตนทั้งหมดไม่ได้
บุคลากรต้องมีเป้าหมาย ความคิด ค่านิยม หรืออุดมการณ์เหมือนกับผู้นำ เขาจึงจะสนับสนุนภารกิจของผู้นำได้ ถ้าเขามีอุดมการณ์ที่แตกต่างออกไป เขาก็จะทำงานเพื่อสร้างอุดมการณ์ของเขา จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะทำให้เป้าหมายของผู้นำสำเร็จ บุคลากรที่เป็นผู้ตามจึงต้องมีลักษณะเหมือนกับผู้นำ แม้จะมีสถาบันการศึกษาทำหน้าที่ผลิตบุคลากรเพื่อป้อนให้แก่องค์กรธุรกิจต่างๆ แต่บุคลากรเหล่านั้นก็ไม่เป็นที่พอใจของผู้นำองค์กรธุรกิจทุกแห่ง เพราะมีลักษณะบางอย่างที่เขาไม่ต้องการ และขาดคุณลักษณะสำคัญบางอย่างที่เขาต้องการไป พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างสิ่งต่างๆ เสร็จแล้วพระองค์ตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไปและสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:26) พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีลักษณะเหมือนพระองค์เพื่อให้มนุษย์มีอำนาจครอบครองโลกแทนพระองค์ ถ้ามนุษย์มีลักษณะแตกต่างออกไป เขาก็ไม่อาจที่จะสนองแผนการของพระเจ้าได้ บุคลากรจำเป็นต้องมีลักษณะสำคัญเหมือนผู้นำ โดยเฉพาะเป้าหมายหรืออุดมการณ์ เขาจึงจะสามารถช่วยผลักดันให้ภารกิจของผู้นำประสบความสำเร็จได้ การสร้างบุคลากรจึงต้องสร้างให้เหมือนกับผู้นำ ปัญหาและความล้มเหลวในการทำงานมากมายไม่ได้เกิดจากผู้ตามหรือบุคลากรขาดความสามารถ แต่เกิดจากผู้ตามหรือบุคลากรมีความคิดหรือเป้าหมายแตกต่างออกไปเท่านั้น การสร้างบุคลากรให้มีอุดมการณ์ร่วมกันจึงเป็นเคล็ดของความสำเร็จในการบริหารงานและบริหารคน
การสร้างวัตถุสิ่งของก็มีความสำคัญมาก แต่เราจะสร้างวัตถุสิ่งของเพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็ไม่เพียงพอ เมื่อมีวัตถุสิ่งของมากเกินกว่าที่เราจะบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องหาคนมาช่วยดูแล วัตถุและการงานที่เราทำไว้จึงจะเจริญก้าวหน้าได้ การหาคนมาบริหารจัดการวัตถุหรือการงานที่เราสร้างไว้เป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ในรายละเอียดมากกว่าการสร้างวัตถุสิ่งของ เพราะถ้าคุณภาพของคนไม่มากไปกว่าวัตถุสิ่งของที่เขาจะบริหารจัดการ ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถบริหารจัดการวัตถุสิ่งของนั้นได้ พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างสิ่งต่างๆ เสร็จแล้ว พระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไปและสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:26) พระคัมภีร์ข้อนี้ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามฉายาของพระองค์ให้ครอบครองสิ่งสรรพสิ่งได้ทรงสร้างไว้นั้น ในการบริหารงานของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเรามีวัตถุสิ่งของ ธุรกิจ หรือการงานที่มากขึ้น เราก็จำเป็นต้องหาคนมาช่วยเราดูแล งานของเราจึงจะเจริญก้าวหน้าได้ ในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน เราไม่สามารถสร้างรูปร่างหน้าตาของคนตามใจคิดของเราได้ แต่เราสามารถสร้างตัวตนภายในของคนได้ องค์ประกอบของตัวตนภายในได้แก่ทักษะ ความสามารถ ความขยันอดทน ความรับผิดชอบ ค่านิยม จิตสำนึก และความจงรักภัคดี ลักษณะของตัวตนภายในเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่ารูปร่างหน้าตาภายนอก องค์กรธุรกิจที่เจริญก้าวหน้าจึงไม่ได้เน้นแค่การผลิตสินค้าเท่านั้น แต่เน้นการสร้างบุคลากรด้วย
นิวไลฟ์ เรดิโอ จะทำการออกอากาศ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ๋ 2017 เป็นต้นไป เราจะอยู่เป็นเพื่อนกับคุณผู้ฟังที่ทำงานภาคกลางคืนจนถึงเช้า ด้วยรายการที่มีสาระให้ความรู้ พร้อมด้วยบทเพลงไพเราะแห่งการหนุนชูใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณผู้ฟังจะได้รับพระพรจาการออกอากาศเต็ม 24 ชั่วโมงนี้ครับ
มั่งคั่งหมายถึงมีมาก ยากจนหมายถึงขาดแคลนหรือมีไม่พอ ดังนั้นความมั่งคั่งและความยากจนจึงเป็นเรื่องของปริมาณ นอกจากนี้แล้วมั่งคั่งยังหมายถึงการมีสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิต ยากจนหมายถึงการขาดสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตด้วย ดังนั้นความมั่งคั่งและความยากจนจึงเกี่ยวข้องกับคุณภาพของสิ่งที่มีด้วย ทำอย่างไรเราจึงจะแก้ปัญหาความยากจนได้ ทำอย่างไรทุกคนจึงจะมีสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตได้เพียงพอ คำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลที่เขียนว่า “พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หก” (ปฐมกาล 1:31) คำว่าสิ่งทั้งปวงหมายถึงหลายสิ่งหลายอย่าง คำนี้จึงบ่งบอกถึงปริมาณของสิ่งที่สร้างว่ามีมากมาย ส่วนคำว่ามีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หกหมายความว่ามีการสร้างทั้งวันและสร้างทุกวันเป็นเวลาหกวัน ข้อความนี้ก็บ่งบอกถึงปริมาณของการสร้างว่ามีมาก ดังนั้นสิ่งที่สร้างได้จึงมีมากมาย แทนที่จะเป็นสิ่งหนึ่งก็กลายเป็นสิ่งทั้งปวง คำว่าดีนักหมายถึงดีมาก ดีหมายถึงมีคุณภาพหรือมีประโยชน์ นักหมายถึงมาก ดีนักจึงหมายถึงมีคุณภาพมาก ความยากจนไม่ได้เกิดจากการไม่ทำหรือทำน้อยเท่านั้น แต่เกิดจากการทำไม่ดีด้วย ถ้าทำไม่ดีผลที่ออกมาก็จะไม่มีคุณภาพ สิ่งที่ไม่มีคุณภาพก็ไม่มีประโยชน์ ขายก็ไม่มีใครซื้อ เราจึงต้องทิ้งไป หรือแม้จะมีคนซื้อก็ได้ราคาต่ำ จึงไม่ได้กำไรมากเพียงพอ เมื่อเราไม่ได้สร้างเพื่อเก็บหรือสร้างเพื่อขาย แต่สร้างเพื่อทิ้ง เราจึงยากจน ถ้าทุกคนเน้นการทำงานที่เป็นการสร้าง ไม่ใช่การทำลาย โดยเน้นการสร้างให้มากและสร้างให้ดีเป็นพิเศษ เราก็จะมีสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมากเพียงพอ และไม่มีใครยากจนเลย นี่คือกุญแจหลักสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง
ความมืดทำให้เรารับรู้อะไรไม่ได้และทำอะไรไม่ถูก ในชีวิตจริงของมนุษย์เรานั้น ไม่ได้มีแค่ความมืดในทางกายภาพที่ทำให้ตาเรามองไม่เห็นเท่านั้น แต่มีความมืดในทางสติปัญญา และความมืดในทางจิตวิญญาณด้วย ความมืดทางสติปัญญาทำให้เราหาทางออกของปัญหาที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมไม่ได้ ความมืดทางจิตวิญญาณทำให้เราขาดความหวัง กำลังใจ และความชื่นชมยินดี ความมืดตรงกันข้ามกับความสว่าง ความมืดเกิดจากการไม่มีความสว่าง ที่ใดมีความสว่างที่นั่นย่อมไม่มีความมืด เมื่อความสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็จะถูกขับไล่ออกไปโดยปริยาย ดังนั้นที่ใดมีความมืดก็แสดงว่าที่นั่นขาดความสว่าง เพราะความมืดเกิดจากการขาดความสว่าง เราจึงสามารถแก้ปัญหาความมืดได้ด้วยการทำให้เกิดความสว่าง ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น’”(ปฐมกาล 1:2-3) ความมืดอยู่ตรงกันข้ามกับความสว่าง เมื่อเกิดความมืดในทางสติปัญญาที่ทำให้เราหาทางออกไม่ได้ ถ้าเราสามารถหาทิศทางที่ตรงกันข้ามได้ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ ความสว่างทำหน้าที่ขับไล่ความมืด ดังนั้นเมื่อมีความมืดเราไม่จำเป็นต้องไปไล่ความมืด และเราจะไม่สามารถไล่ความมืดออกไปได้ แค่เราสร้างความสว่างหรือหาความสว่างมาตั้งไว้เท่านั้น ความมืดก็ถูกขับไล่ออกไปแล้ว โรคจิตโรคประสาทที่เกิดจากความเครียดในสังคมเมืองนั้นแก้ได้ด้วยการเดินทางไปพักผ่อนอยู่กับธรรมชาติ ความท้อแท้สิ้นหวังเพราะพึ่งตนเองไม่ได้นั้นสามารถแก้ได้ด้วยการเปิดใจแสวงหาพระเจ้าเป็นที่พึ่ง นี่คือหนทางสู่ความสว่างในทางจิตวิญญาณ
ความสว่างทำหน้าที่ขับไล่ความมืด ที่ใดมีความสว่าง ที่นั่นก็ไม่มีความมืด มีความสว่างเกิดขึ้นเมื่อใด ความมืดก็หายไปเมื่อนั้น ไม่มีอะไรจะไล่ความมืดได้นอกจากความสว่างเท่านั้น คนที่พยายามไล่ความมืดออกไปจะต่อสู้กับความมืดไม่ได้เลย แต่คนที่พยายามสร้างความสว่างจะไล่ความมืดได้ในที่สุด ถ้าอยากไล่ความมืดจึงต้องสร้างความสว่าง การสร้างความสว่างจึงเป็นภารกิจเริ่มแรกที่เราต้องเอาใจใส่เมื่อเราคิดจะทำการใหญ่ การคิดเป็นการสร้างข้อมูลในสมองของมนุษย์ ในการสร้างของเรานั้นโดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่เป็นนามธรรมต้องได้รับการสร้างให้เสร็จก่อนที่จะมีการลงมือทำให้เป็นรูปธรรม พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น’” (ปฐมกาล 1:3) พระเจ้าทรงสร้างความสว่างด้วยการตรัสหรือพูด นี่แสดงให้เห็นว่าการพูดสามารถทำให้สิ่งอื่นเกิดขึ้นได้ การพูดจึงเป็นพลัง เพราะการพูดเป็นพลัง การพูดจึงสามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้ แม้มนุษย์จะไม่สามารถพูดให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมาได้โดยตรงเหมือนที่พระเจ้าตรัสในพระคัมภีร์ข้อนี้ แต่ถ้ามนุษย์พูดถึงสิ่งใดบ่อยๆ สิ่งนั้นก็จะได้รับการสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างในชีวิตของเขา ไม่มีใครที่ชอบพูดถึงความทุกข์แล้วตนจะมีความสุข ไม่มีใครที่ชอบพูดถึงความท้อแท้แล้วตนจะมีกำลังใจ และไม่มีใครที่ชอบพูดถึงสิ่งที่เป็นอบายมุขแล้วตนจะหลีกพ้นอบายมุขเหล่านั้นได้ การพูดเป็นการสร้างข้อมูลไว้ในสมอง เป็นการตอกย้ำข้อมูลให้มั่นคง เป็นการสร้างค่านิยม เป็นการเร้าอารมณ์ เป็นการสร้างตัวตนภายใน และเป็นการเลี้ยงความคิดไม่ให้ตาย เราพูดถึงสิ่งใดบ่อยๆ สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา อยากได้รับสิ่งที่ดี ก็จงพูดถึงสิ่งที่ดี แล้วสิ่งที่ดีจะเกิดขึ้น
ความมืดทางสติปัญญา เป็นปัญหาแรกที่เราต้องแก้ เราจึงจะมีความรู้ความชำนาญพร้อมที่จะทำงานที่ใหญ่และยากได้สำเร็จ แต่ทุนที่เป็นวัตถุไม่อาจแก้ปัญหาความมืดทางสติปัญญาได้โดยตรง เหนือกว่ากำลังของร่างกายคือความฉลาดทางสติปัญญา เหนือกว่าความฉลาดทางสติปัญญาคือแรงขับเคลื่อนของจิตวิญญาณ ใจเป็นศูนย์กลางของชีวิตโดยมีจิตวิญญาณเป็นแรงขับเคลื่อน ถ้าจิตวิญญาณเข้มแข็งก็จะมีกำลังใจ และเมื่อมีกำลังใจก็ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้ เมื่อมีปัญหาที่ยากจนสติปัญญามืดมนหาทางออกไม่ได้ เราต้องแก้ด้วยกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:1-2) แม้จะมีความมืดอยู่เหนือน้ำแต่พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้นด้วย ความมืดจึงไม่อาจเป็นอุปสรรคขวางกั้นการทรงสร้างของพระเจ้า ในการทำงานของเราก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีปัญหาที่ทำให้เราจนปัญญา ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเรามีใจที่จะควบคุมงานนั้นให้ได้ เราก็ย่อมอยู่เหนือปัญหาและสามารถเอาชนะปัญหาได้ในที่สุด ปัญหาที่แก้ด้วยวิธีอื่นไม่ได้ จึงสามารถแก้ได้ด้วยใจที่มีกำลังฝ่ายจิตวิญญาณเป็นแรงผลักดัน ปัญหาที่แก้ด้วยวัตถุไม่ได้ ย่อมแก้ด้วยแรงกายได้ ปัญหาที่แก้ด้วยแรงกายไม่ได้ ย่อมแก้ด้วยความฉลาดทางสติปัญญาได้ และปัญหาที่แก้ด้วยความฉลาดทางสติปัญญาไม่ได้ ย่อมแก้ด้วยใจที่มีกำลังฝ่ายจิตวิญญาณเป็นแรงผลักดันได้ จิตวิญญาณจึงเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตที่ทรงพลังที่สุด จะทำอะไรที่ใหญ่และยากก็ต้องทำด้วยใจหรือทำด้วยกำลังฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้นจึงจะสำเร็จได้
การเริ่มต้นมักจะมีปัญหาที่ใหญ่กว่าการต่อยอดพัฒนาหลังจากที่เริ่มต้นได้แล้ว ดังนั้นเมื่อจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ก็ต้องมีการแก้ปัญหาตั้งแต่นั้น การเริ่มต้นจึงมีอะไรที่น่าท้าทายมากกว่า เมื่อพูดถึงปัญหาการเริ่มต้น คนส่วนมากจะมองว่าทุนเป็นปัญหาใหญ่ ถ้ามีทุนพอจะทำอะไรก็ทำได้ การมองว่าทุนไม่พอเป็นปัญหาหลักของการเริ่มต้น เป็นเหตุให้ต้องกู้เงินมาใช้ แต่ก็มีคนมากมายที่ล้มละลายจากธุรกิจเงินกู้จนเป็นหนี้เป็นสิน นี่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดตอนเริ่มต้นนั้นไม่ใช่เรื่องมีทุนไม่พอ การทำทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญ แต่ความรู้ความชำนาญไม่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเริ่มทำครั้งแรก ความไม่รู้ไม่ชำนาญในการเริ่มต้นทำสิ่งใหญ่ๆ จึงเหมือนกับความมืดที่ปกคลุมอยู่เหนือเส้นทางที่เราต้องเดินไป เหมือนที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:1-2) ความมืดทำให้เรามองไม่เห็นอะไร น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อชีวิต ถ้าน้ำถูกความมืดปกคลุมไว้ เราก็ไม่อาจเอาน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ ถ้าเราจะเอาน้ำที่อยู่ใต้ความมืดนั้นมาใช้ เราจำเป็นต้องทำให้ความมืดหายไปก่อน ในชีวิตจริงของมนุษย์เราก็เช่นเดียวกัน มีสิ่งที่มีประโยชน์มากมายอยู่รอบตัวเรา แต่สาเหตุที่เรานำมาใช้ไม่ได้ก็เพราะว่าเรามีความมืดด้านสติปัญญา ทำให้เรามองไม่เห็นช่องทางที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น ความมืดเป็นปัญหาแรกของการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ทุกอย่าง ความมืดทางกายภาพทำให้เราไม่อาจวิ่งให้เร็ว ความมืดทางสติปัญญาทำให้เราไม่อาจเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ความมืดจึงเป็นปัญหาแรกที่เราต้องแก้
เพราะทุกคนมีความต้องการ ดังนั้นจึงไม่มีใครชอบความว่างเปล่า แต่ละคนจึงคิดว่า ความว่างเปล่าคือความยากจน แร้งแค้น ขาดสน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความหิวกระหาย ความเจ็บป่วย ความทุกข์ ความเศร้า และความตาย ความเต็มล้นตรงกันข้ามกับความว่างเปล่า ใครๆ ก็อยากให้ตนมีทุกสิ่งทุกอย่างเต็มล้น แต่เมื่อชีวิตเต็มล้นไปด้วยของเก่า เราก็ไม่อาจใส่อะไรใหม่เข้าไปได้อีก เมื่อเต็มล้นมากเป็นเวลานานก็ไม่ต่างอะไรกับห้องเก็บของเก่าที่เราไม่อาจเชิญคนที่เรารักเข้าไปนั่งพักผ่อนได้ ดังนั้นถ้าจะให้ห้องที่เต็มไปด้วยของเก่าพร้อมที่จะใช้รับแขกก็ต้องรื้อของที่อยู่เต็มห้องนั้นออกไปทิ้งเท่านั้น ความว่างเปล่าจึงเป็นจุดเริ่มแรกที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการเติมเต็มได้ ถ้าไม่มีความว่างเปล่า เราก็ไม่อาจเริ่มต้นทำอะไรใหม่ได้เลย ห้องที่ว่างสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่าห้องที่เต็มไปด้วยของ และห้องที่ว่างสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่าห้องที่เต็มไปด้วยของ คนที่มีเวลาว่างจึงสามารถเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายกว่าคนที่มีงานล้นมือแล้ว จุดเริ่มต้นที่ดีจึงต้องมีความว่างเปล่า ไม่มากก็น้อย เราจึงจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:1-2) พื้นที่ที่ว่างเปล่า ชีวิตที่ว่างเปล่า และเวลาที่ว่างเปล่า คือโอกาสทองของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม ทุกคนสามารถมีการงานที่ก้าวหน้า มีฐานะที่ดี และมีชีวิตที่มีความสุขได้ โดยเริ่มต้นจากความว่างเปล่า หรือความไม่มี คนที่รู้จักเริ่มต้นสร้างสิ่งต่างๆ จากความว่างเปล่า จะมีทุกสิ่งที่เขาต้องการได้ เหมือนพระเจ้าที่ทรงเนรมิตสร้างโลกให้อุดมสมบูรณ์ โดยเริ่มจากแผ่นดินที่ว่างเปล่า
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาและดำรงอยู่ได้โดยอาศัยบางสิ่งบางอย่างเป็นรากฐาน ถ้ารากหรือฐานไม่มั่นคง สิ่งที่เกิดมานั้นก็ไม่อาจอยู่ได้นานหรือไม่อาจเจริญเติบโตใหญ่ขึ้นกว่าเดิมได้ เมื่อไรที่เติบโตมากกว่าเดิมและมีอะไรมากระทบกระแทกก็ย่อมจะพังทลายลงได้ จะสร้างอะไรให้เจริญเติบโตและอยู่ได้ตลอดไปก็ต้องสร้างฐานที่จะรองรับให้มั่นคงก่อน ถ้าฐานแข็งแรงจะต่อยอดให้สูงใหญ่และหนักเท่าไรก็ได้ ฐานจึงมีความสำคัญมากพอๆ กับสิ่งที่จะสร้างมาตั้งไว้บนฐานนั้น แต่ฐานจำเป็นต้องได้รับการสร้างก่อน ถ้าสร้างฐานได้ดีก็ต่อยอดได้ง่าย พื้นดินเป็นฐานรองรับทุกสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ เพราะมีพื้นดินต้นไม้จึงเกิดขึ้นมาได้ เพราะมีพื้นดินบ้านจึงตั้งอยู่ได้ พื้นดินเป็นฐานรองรับทุกอย่าง ดินเป็นอาหารของพืช ดินเป็นที่อยู่ของสัตว์ ดินเป็นวัสดุสร้างอิฐ สร้างบ้าน และภาชนะต่างๆ มากมาย ดินจึงเป็นฐานรองรับสิ่งต่างๆ และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะให้กำเนิดสิ่งต่างๆ ตามมาได้อีกมากมาย จะสร้างอะไรให้ยิ่งใหญ่จึงต้องคิดสร้างฐานให้มั่นคงก่อน เหมือนที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1) การค้าขายจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต้องมีการผลิตสินค้าเอง การผลิตสินค้าจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต้องมีวัสดุเอง ถ้าขาดวัสดุ ต้องซื้อวัสดุมา ก็ทำให้ไม่อาจผลิตได้เต็มที่ และถ้าผลิตเองได้ไม่เต็มที่ก็ไม่อาจค้าขายได้เต็มที่ วัสดุจึงเป็นฐานของการผลิต การผลิตเป็นฐานของการค้า และการค้าเป็นฐานของกำไร อยากค้าขายให้ได้กำไรมากก็ต้องทำการค้าให้ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่าย และถ้าอยากทำการค้าให้ครบวงจรได้ก็ต้องสร้างสิ่งที่เป็นพื้นฐานเริ่มแรกให้มั่นคง หรือเริ่มจากสิ่งที่มีพื้นฐานมั่นคงดีแล้วเท่านั้น
เมื่อพูดถึงผลสำเร็จ เราไม่เพียงแต่ต้องการให้ได้รับความสำเร็จธรรมดาเท่านั้น แต่เราต้องการได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ด้วย แต่เพราะเหตุใดความสำเร็จที่แต่ละคนได้รับจึงไม่เท่ากัน ขนาดของความสำเร็จขึ้นอยู่กับขนาดของสิ่งที่เราทำ ทำมากก็ได้รับความสำเร็จมาก ทำน้อยก็ได้รับความสำเร็จน้อย ถ้าอยากได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องทำอะไรให้ยิ่งใหญ่ เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1) ฟ้าคือท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ฟ้าจึงได้แก่ชั้นบรรยากาศ และอวกาศซึ่งมีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน และสวรรค์ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ ฟ้าจึงกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตจำกัด นี่คือสิ่งที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่าพระเจ้าทรงสร้าง เพราะพระเจ้าทรงสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ พระองค์จึงได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเราอยากได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เราก็ต้องตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ มีเจตนาที่ใหญ่ และสร้างสิ่งต่างๆ ให้ยิ่งใหญ่ เพียงแค่นี้เท่านั้นเราก็จะได้รับผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจเกิดได้ด้วยเป้าหมายที่เล็ก เจตนาที่ต่ำ และการกระทำที่ไม่จริงจัง ความสำเร็จเกิดจากการสร้าง ขนาดของความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับขนาดของการสร้าง ใครตัดสินใจทำอะไรใหญ่ คนนั่นก็ได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ใครตัดสินใจทำอะไรเล็กๆ คนนั้นก็จะได้รับความเสร็จที่เล็ก เมื่อมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ก็ย่อมจะต้องลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่มีเวลาที่จะไปทำอย่างอื่นที่ไม่สำคัญ เมื่อทุ่มเทกายใจให้เต็มที่เป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่องหลายปี ก็ย่อมจะได้รับผลมามากมายตามมา ยากที่คนอื่นจะตามทันได้ ชะตาชีวิตของคนก็ขึ้นอยู่กับการกระทำและขนาดของการกระทำเป็นหลักเท่านั้น
เมื่อเราอยากได้สิ่งที่เราไม่มี บางคนใช้วิธีขอจากคนอื่น บางคนให้วิธีหาจากธรรมชาติ บางคนใช้วิธีรอโชคช่วย บางคนใช้วิธีหาเงินซื้อ บางคนใช้วิธีทำเอง แต่ละวิธีย่อมให้ผลที่แตกต่างกันไป บางวิธีได้รับ บางวิธีไม่ได้รับ บางวิธีได้เร็ว บางวิธีได้ช้า บางวิธีได้มาก บางวิธีได้น้อย ถ้าอยากได้รับแน่นอนก็ต้องใช้วิธีที่ดีที่สุด เราขอจากคนอื่นได้บางครั้งแต่ไม่อาจขอได้ตลอดไป เราหาจากสิ่งรอบตัวได้ แต่ถ้าใช้ไม่ได้ก็ต้องนำมาดักแปรงใหม่ เราไม่อาจรอให้โชคช่วยเพราะเป็นวิธีที่ไม่แน่นอน เราหาเงินไปซื้อได้แต่ต้องใช้เวลาและขั้นตอนมากขึ้น เพราะต้องหาเงินให้ได้ก่อนจึงจะไปซื้อสิ่งที่เราต้องการได้ นอกจากนี้แล้วยังต้องเลือกวิธีหาเงินอีกว่าจะใช้วิธีใด จะขอ จะรอ จะหา หรือจะสร้างเงินเอง ดังนั้นวิธีที่จะทำให้เราได้รับสิ่งที่เราต้องการแน่นอนก็คือการลงมือสร้างด้วยตัวเอง เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1) การเริ่มต้นที่ดีที่สุดได้แก่การสร้าง การสร้างคือการทำให้สิ่งที่เราต้องการเกิดขึ้นมา การสร้างทำให้มี ทุกคนที่สร้างจึงได้รับสิ่งที่ตนสร้างแน่นอน สาเหตุที่คนส่วนหนึ่งยังขาดแคลนหรือยากจนก็เพราะว่าเขาใช้วิธีขอหรือรอ ไม่ได้ใช้วิธีทำ และบางคนอาจใช้วิธีทำแต่ทำในรูปแบบอื่น ไม่ใช่การสร้าง ถ้าทุกคนเริ่มต้นด้วยการสร้าง เหมือนที่เขียนไว้ว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง” ทุกคนจะได้รับสิ่งที่ตนต้องการแน่นอน ปฐมคือจุดเริ่มตน กาลคือเวลา ปฐมกาลคือเวลาเริ่มต้น ในเวลาเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงสร้าง ถ้าเราเริ่มต้นสิ่งต่างๆ ด้วยการสร้าง เราก็จะได้รับสิ่งที่เราต้องการ การสร้างจึงเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่สุด ใครเริ่มต้นด้วยการสร้าง คนนั้นได้รับความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในขณะที่คนที่เริ่มต้นด้วยการคิด การขอ หรือการรอ…
แม้จะมีสิ่งต่างๆ มากมายอยู่รอบตัวเรา แต่มิใช่ว่าทุกสิ่งจะเป็นของเรา และแม้เราจะมีบางอย่างเป็นของเรา แต่ก็มิใช่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากทุกอย่างที่เรามีได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงยังต้องการที่จะมีสิ่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตของเรา คำถามที่คนส่วนมากอยากรู้คำตอบจึงได้แก่คำถามที่ว่า “ทำอย่างไรจึงจะมี” หรือ “ทำอย่างไรจึงจะมั่งคั่งร่ำรวย” ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการทำอะไรก่อน หรือไม่มีผลใดเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเหตุ ทุกสิ่งล้วนเกิดมาได้เพราะมีการทำให้เกิด หรือสร้างให้มี เหมือนที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1) ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้เพราะมีการทำให้เกิด ดังนั้นการมีจึงเกิดจากการสร้าง การสร้างจึงเป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง การสร้างทำให้มี ดังนั้นการสร้างจึงเป็นต้นกำเนิดของความมั่งคั่ง ใครสร้าง คนนั้นก็มี ใครไม่สร้าง คนนั้นก็ไม่มี ใครสร้างมาก คนนั้นก็มีมาก ใครสร้างน้อย คนนั้นก็มีน้อย การมีหรือไม่มีจึงขึ้นอยู่กับว่าเราสร้างหรือไม่สร้าง และจะมีมากหรือมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับเราสร้างมากหรือสร้างน้อยเท่านั้น ใครไม่สร้างอะไรเลย เขาก็จะไม่มีอะไรเลย นี่คือสาเหตุที่ขาดแคลน ใครสร้างน้อย เขาก็มีไม่พอ นี่คือสาเหตุที่ยังยากจน ใครสร้างปานกลาง เขาก็มีพอกินพอใช้ นี่คือที่มาของความพอเพียง และใครสร้างมาก เขาก็มีเกินความต้องการ นี่คือต้นเหตุของความมั่งคั่งร่ำรวย จงทำแล้วจะเกิด จงสร้างแล้วจะมี สร้างให้เพียงพอแล้วจะไม่ขาดแคลน สร้างให้มากแล้วจะมีเหลือเฟือ เมื่อมีเหลือเฟือแล้วก็ไม่มีความจนให้ต้องทุกข์อีกต่อไป เหลือแต่การแบ่งปันให้ผู้อื่นเพื่อความสุขความยินดีเท่านั้น
เดือนที่ผ่านมา มีพายุร้อนเข้า เป็นเหตุให้อุปกรณ์บางอย่างและอินเตอร์เน็ตของนิวไลฟ์เรดิโอประสบปัญหาขัดข้อง ทางทีมงานของเราได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นทีเรียบร้อยแล้ว นิวไลฟ์เรดิโอต้องอภัยในการหยุดชะงักชั่วคราวนี้ และเราได้ดำเนินรายการตามปกติแล้ว ทั้งทางออกอากาศและทางออนไลน์ ขอกราบขอพระคุณทุกท่านที่รอคอย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตลอดฤดูฝนนี้จะไม่มีปัญหารบกวนอีก ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านครับ This past month New Life Radio has experienced some equipment failure due to the recent tropical storms and our internet was done, a soundcard was damaged and recently did maintenance to our broadcasting computer. The management of the radio station apologizes for the disruption…
ทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ อุปสรรคของการสื่อสารสี่ประการ การสื่อสารที่ต่างกันห้าระดับ ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเอง การยอมรับคนอื่นและการสื่อสารกับคนอื่น ตามคำสอนของพระคัมภีร์ การสื่อสารกับพระเจ้าเป็นตัวจักรสำคัญของการสื่อสารกับคนอื่น วิธีการปรับปรุงการสื่อสารกับพระเจ้าและคนอื่นให้ดีขึ้น มีสาเหตุหลายอย่างทำให้คนเราไม่สามารถเข้าใจกัน หรือคนอื่นไม่สามารถเข้าถึงตัวเรา พระคัมภีร์ให้หลักคำสอนเพื่อช่วยเราสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ “แต่ฉันไม่อยากพูดด้วยแล้ว” คุณเคยพูดหรือได้ยินคู่สมรสคุณพูดอย่างนี้ไหม เวลาหมดความอดทนและไม่รู้จะพูดต่อไปอย่างไรดี มีสาเหตุหลายอย่างทำให้คนเราไม่สามารถเข้าใจกัน หรือคนอื่นไม่สามารถเข้าถึงตัวเรา พระคัมภีร์ให้หลักคำสอนเพื่อช่วยเราสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ เหตุที่ไม่มีการสื่อสารกัน ทำไมบางคนไม่ยอมพูดจากัน เขาอาจมีสิ่งกีดขวางหรือจุดอ่อนคือ บางคนขาดความสามารถที่จะพูดจาสื่อสารกับคนอื่น เพราะเขาไม่เคยเรียนรู้การแบ่งปันความคิดเห็นกับคนอื่นอย่างเปิดเผยมาก่อน จึงยากที่จะพูด บางคนกลัวการเปิดเผยความคิดหรือความรู้สึกของเขาเพราะกลัวถูกปฏิเสธ กลัวช้ำใจเมื่อคนอื่นขัดแย้งจึงปกป้องตนด้วยการเฉยเสีย เมื่อคู่สมรสไม่พูดกันจุดบกพร่องไม่ได้ขึ้นกับความสามารถในการสื่อสาร แต่กลายเป็นปฏิเสธจะสื่อสารกันต่างหาก ทำให้การสื่อสารเกิดช่องว่าง บางคนมีท่าทีว่าการพูดคุยกันไร้ประโยชน์ จะคุยทำไม เมื่อเขาไม่สามารถเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งได้แล้วก็ เลิกความพยายามเสียเลย4 บางคนตีค่าตนเองต่ำ คิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญ ความคิดไม่ดี ขาดความมั่นใจ จึงมักเก็บความรู้สึกและความคิดเห็นไว้ในใจ การจะบอกว่าอุปสรรคการสื่อสารอยู่ที่ไหน บางครั้งก็ง่ายแต่บางครั้งก็ยาก เนื่องจากมีเหตุผลที่ซับซ้อน คู่สมรสจึงต้องทบทวนและพิจารณาให้ดีว่า อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง คุณไม่สื่อสารเพราะเหตุใด ก. ไม่สามารถพูดกับคนอื่นได้ ข. กลัวที่จะเปิดเผยความคิดของตัวเอง ค. รู้สึกไม่มีประโยชน์ ง. ความคิดฉันไม่มีคุณค่า …
New Life Radio and RISDAC Health Expo join hands
เราจะพิจารณาพระคัมภีร์ต่อไป สุภาษิต 29:20 “เจ้าเห็นคนปากไวหรือ ยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา” สามีหรือภรรยาที่ชอบพูดโพล่งออกไปโดยไม่ยั้งคิดคำนึงถึงผลจะเกิดขึ้นจะไม่เป็นผลเสียแน่นอน สุภาษิต 25:11 “ถ้อยคำที่พูดเหมาะ ๆ จะเหมือนลูกท้อทองคำล้อมเงิน มีอีกตอนกล่าว่า “ที่จะตอบให้เมาะสมก็เป็นความชื่นบานแก่คน คำเดียวที่ถูกกาละก็ดีจริง ๆ” ยังจำความรู้สึกที่สบายอกสบายใจตอนที่คุณทั้งสองคุยกันแบบเสริมสร้างกันได้ไหม ต่างฝ่ายต่างพยายามสรรหาคำไพเราะ เหมาะสมมาสนทนากัน ผลก็คือทั้งสองได้รับประโยชน์มาก สำหรับการฟังก็มีบอกไว้ว่า “ถ้าคนใดคนหนึ่งตอบก่อนที่เขาได้ยิน ก็เป็นความโง่และความอับอายของเขา” ตามพระคัมภีร์ข้อนี้การฟังหมายถึงการใช้เวลาทำความเข้าใจสถานการณ์ หรือเรื่องราวอย่างชัดเจนก่อนที่จะตัดสินหรือสรุปความคำใด ๆ ยากอบ 1:19 “ดูก่อนพี่น้องที่รักของข้าพเจ้าจงทราบข้อนี้ จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” พวกเราส่วนมากพร้อมที่จะพูด แต่ไม่พร้อมจะฟัง แต่กุญแจดอกสำคัญของคู่สมรสที่ประสบความสำเร็จคือ การมีใจปรารถนาจะฟังคู่สมรสของตน ทั้งสองฝ่ายต้องพยายามฟังซึ่งกันและกัน จริงอยู่การฟังต้องใช้ความพยายามมาก แต่เวลาเดียวกันมันปลดปล่อยเราให้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัว ทำให้รับรู้ความรู้สึก ความต้องการของอีกฝ่าย หลายครั้งที่การสื่อสารในชีวิตสมรสล้มเหลว เพราะแต่ละคนเอาแต่หมกมุ่นสนใจความคิดเรื่องของตนเองอย่างเดียว จนไม่สามารถเข้าใจคู่สมรสได้ หากทั้งสองเริ่มฟังกันและกัน การอัศจรรย์จะเกิดขึ้นแน่ นั่นคือต่างมีความรู้สึกและความเข้าใจที่ดีต่อกัน ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของการฟังคือ การเดาเอาเองว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอะไร ขณะที่คนพูดยังพูดไม่จบประโยค นั่นไม่ถูกต้อง หลายครั้งเขาไม่ได้หมายความอย่างที่คุณคิดสักนิดเดียว ต้องระวังอย่าพูดแทรกหรือขัดจังหวะ ขอให้อีกฝ่ายพูดจบก่อน เพื่อความเข้าใจ จงสื่อสารที่ดีต่อกัน…
ทำไมการสื่อสารจึงเป็นปัญหา การสื่อสารไม่ได้เป็นเรื่องของการพูดอย่างเดียว การฟังเป็นส่วนสำคัญยิ่งของการสื่อสารในชีวิตสมรส พระคัมภีร์ให้คำแนะนำที่มีคุณค่ามากต่อการสื่อสาร สามีภรรยาเกิดความรู้สึกหงุดหงิดใจต่อกันได้อย่างไร (และจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร) วิธีปรับปรุงทักษะในการสื่อสาร การสื่อสารเป็นกระบวนการ คำจำกัดความซึ่งตรง ง่ายที่สุดคือการสื่อสารเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนข่าวสารกับอีกคนหนึ่ง โดยคำพูดหรือวิถีทางอื่นๆที่เข้าใจได้ สิ่งที่พูด คุย ฟังและการเข้าอกเข้าใจล้วนรวมในกระบวนการสื่อสารทั้งสิ้น ปัญหาใหญ่ของการสื่อสาร คือการไม่เข้าใจกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารชี้ว่า ถ้อยคำเมื่อสื่อไปถึงผู้ฟังได้นั้นต้องผ่าน 6 ขั้นตอนต่อไปนี้ สิ่งที่ตั้งใจพูด สิ่งที่พูดออกมา สิ่งที่คนอื่นได้ยิน สิ่งที่คนอื่นคิดว่าเขาได้ยิน สิ่งที่คนอื่นพูดเกี่ยวกับสิ่งซึ่งคุณได้พูด สิ่งที่คุณคิดว่าคนอื่นได้พูดเกี่ยวกับสิ่งซึ่งคุณพูด แสดงว่าการสื่อสารนี่ซับซ้อนจริง ๆ คนโบราณเตือนว่า “ใจคุณคิดอย่างไรก็ให้ปากพูดออกไปอย่างนั้น และปากคุณพูดออกมาอย่างไร ก็ให้ใจคุณคิดอย่างนั้นด้วย” นี่เป็นกฎเกณฑ์อันทรงค่ายิ่ง แต่ทำได้ยาก คำถามนี้จะช่วยคุณประเมินผลตัวเองในฐานะผู้สื่อสารคนหนึ่ง คุณรู้สึกว่าการสื่อสารกับคู่สมรสของคุณเป็นเรื่องยากหรือไม่ ก. บ่อยครั้ง ข. บางครั้ง ค. ไม่เคย คู่สมรสคุณรู้สึกว่ายากที่จะเข้าใจคำพูดคุณหรือไม่ ก. บ่อยครั้ง ข. บางครั้ง ค. ไม่เคย คุณคิดว่าคู่สมรสจะพูดอย่างไรเกี่ยวกับความสามรถในการสื่อสารของคุณ ก. ดีมาก ข. พอใช้ …
พระคัมภีร์อธิบายว่า การเป็นภรรยาที่ดีนั้นควรยอมฟังสามี ไม่เห็นแก่ตัว ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์และเป็นที่น่านับถือ หมายถึง เธอจะไม่พูดหรือทำอะไรทำให้สามีอึดอัด ขายหน้า เสื่อมเสีย แต่เธอจะห่วงใย เสริมสร้าง มีชีวิตที่วางใจได้ เพราะภรรยาที่ดีจะสัตย์ซื่อต่อสามีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ส่วนเรื่องการแต่งกายของภรรยา พระคัมภีร์แนะนำว่า หญิงงามคือ หญิงที่มีความงดงามและมีสง่าราศีภายใน เป็นธรรมดาที่ผู้หญิงทั่วไปอยากจะสวย อยากทันสมัย และดูดีในสายตาของคนอื่น แต่ไม่ควรให้มากเกินไป สาว ๆ บางคนแต่งกายรัดรูป เน้นส่วนสัด เปิดตรงนั้น เว้าตรงนี้ เย้ายวนไปในทางเพศ น่าเสียดาย เพราะผู้หญิงเหล่านั้น ไม่เข้าใจถึงคุณค่าของความเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง นั่นเอง แรดตัวเมียมันหาคู่อย่างไร ธรรมชาติของแรดเป็นสัตว์ที่มีสายตาสั้น เมื่อแรดตัวเมียเห็นแรดตัวผู้ที่มันชอบ มันจะก้าวถอยหลังก่อน แล้วจึงวิ่งตรงรี่เข้าใส่ด้วยความเร็วประมาณ 50 กม./ชม. โดยมันจะพุ่งเข้าชนที่สีข้างของตัวผู้เพื่อให้ล้มลง จากนั้นแรดตัวเมียก็จะเริ่มปฏิบัติการโดยเข้าไปทั้งเตะ ถีบจนแรดตัวผู้ ช้ำระบมไปหมด นี่เป็นวิธีสื่อให้แรดตัวผู้ ได้รู้ว่า เธอรักเขาจริง ๆ สำหรับคุณสุภาพสตรีที่น่ารัก ไม่สมควรจะทำเช่นนั้นกับผู้ชายที่เป็นแฟนของตน แต่ควรปฏิบัติด้วยความนุ่มนวล สุภาพอ่อนโยนและมีความเมตตากรุณา เพราะสิ่งเหล่านี้คือ คุณลักษณะที่ดีของสุภาพสตรี เธอควรพัฒนาความงามภายในที่แสดงออกด้วยความเป็นกุลสตรี มีความสุภาพอ่อนน้อม รู้จักคิดอย่างสร้างสรรค์และแสดงออกด้วยเหตุผล …
มีเรื่องของบุคคล 2 คนในพระคัมภีร์ที่สะกิดใจดิฉัน จนอยากจะนำแบ่งปันท่านผู้อ่านวันนี้ค่ะ บุคคลแรกมีชื่อว่า อิสอัค อิสอัคเป็นลูกที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่าจะประทานให้แก่อับราฮัม และพระองค์ได้ทรงประทานให้จริงๆ ว่ากันไปแล้ว การเกิดของอิสอัคนับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่วงการแพทย์อธิบายไม่ได้นะคะ เพราะขณะที่นางซาราห์ภรรยาของอับราฮัมตั้งครรภ์นั้น เธอมีอายุ 90 ปี เรียกว่าชราแล้วและประจำเดือนก็หมดไปแล้วด้วย (ปฐมกาล 18:11) ขณะที่มีบุตรนั้น อับราฮัมอายุ 100 ปีค่ะ เมื่ออิสอัคแก่ตัวลง ตาของท่านก็มัว มองไม่เห็น ถ้าเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้ว ท่านผู้ฟังก็คงจะคิดว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติของผู้อาวุโส แต่ท่านผู้ฟังทราบไหมคะว่า อาหารที่อิสอัคชอบคืออะไร ให้เรามาอ่านกันจากพระคำ ปฐมกาล 27:1-4 นะคะ พระคัมภีร์กล่าวว่า “เมื่ออิสอัคแก่ตามัว ท่านก็เรียกเอซาวบุตรคนโตของท่านมา และกล่าวแก่เขาว่า “ลูกเอ๋ย” เขาตอบว่า “ขอรับ” ท่านว่า “ดูเถิด พ่อแก่แล้ว พ่อไม่รู้วันตายของพ่อ เจ้าจงเอาอาวุธของเจ้า คือแล่งธนูและคันธนูออกไปที่ท้องทุ่ง หาเนื้อมาให้พ่อ จัดเตรียมอาหารอร่อยมาให้พ่อ อย่างที่พ่อชอบนั้น แต่นำมาให้พ่อกิน เพื่อจะได้อวยพรแก่เจ้าก่อนพ่อตาย” อิสอัคให้บุตรชายคนโปรดไปล่าเนื้อเพื่อมาทำอาหารที่เขาชอบ อาหารที่อิสอัคชอบรับประทานก็คือเนื้อสัตว์นั่นเอง คราวนี้มาฟังถึงเรื่องราวของบุคคลอีกท่านหนึ่งในพระคัมภีร์นะคะ นั่นก็คือ โมเสส…
เราคงไม่อยากเห็นคู่สมรสใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยมีแต่วิชาการหรือหลักการเท่านั้น แต่เราควรประยุกต์หลักการ มาสู่การปฏิบัติจริง เพื่อจะทำให้ครอบครัวของเรามีความสงบสุขและมั่งคงยั่งยืนอย่างแท้จริง พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ได้ให้แนวทางในการทำหน้าที่ของภรรยาและสามีไว้ดังนี้ว่า “ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น ฝ่ายสามีจงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เอง เพื่อคริสตจักร เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์” ( เอเฟซัส 5: 22-33) “ เพื่อพระพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี ไม่มีตำหนิริ้วรอยหรือมลทินใด ๆ เลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรรักภรรยาของตน เหมือนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง มีแต่เลี้ยงดูแลทะนุถนอมเหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์ เพราะเหตุนี้ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน ” เราจะนำความจริงเหล่านี้ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตของตน โดยไม่ต้องห่วงถึงบทบาทของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ให้มีใจจดจ่ออยู่กับบทบาทในชีวิตสมรสของตนเองว่า ได้เป็นไปตามที่พระคัมภีร์สอนไว้หรือยัง เราส่วนมาก มักยกเอาคำสอนของพระคัมภีร์มาบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติ แต่ไม่ชอบนำมาใช้ปฏิบัติกับตนเอง เช่น ภรรยาบางคนอาจจะโต้ตอบว่า ” ดิฉันยินดีจะเชื่อฟังสามี ถ้าเขารักดิฉันอย่างที่ดิฉันต้องการ ” การตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการบอกว่า…
โรคต้อกระจก เป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาชนมานานแล้วนะคะ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ทำให้มีปัญหาสายตาพร่ามัว การมองเห็นลดลง บางรายอาจจะเกิดโรคต้อหินเฉียบพลันแทรกซ้อนทำให้ตาบอดในที่สุดได้ค่ะ ต้อกระจก คือโรคที่เกิดจากความขุ่นมัวของเลนส์แก้วตาธรรมชาติซึ่งปรกติจะใส สำหรับสาเหตุของโรคต้อกระจกนั้นมีหลายสาเหตุนะคะ ส่วนใหญ่เป็นการเสื่อมตามวัยค่ะ อายุที่มากขึ้นเลนส์แก้วตาก็จะเริ่มหนาและแข็งขึ้นที่จุดกึ่งกลาง ทำให้มีผลต่อความสามารถในการปรับสายตา สาเหตุอื่นๆที่พบได้เช่น โรคแทรกซ้อนทางตาบางชนิด เช่น โรคต้อหิน ผลจากยาบางชนิด เช่น สเตอรอยด์ โรคที่ผิดปกติทางพันธุกรรมหรือทางเมตาบอลิค โรคที่เกิดจากการขาดอาหาร อุบัติเหตุ การอักเสบทั้งจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ การรับรังสีก็ทำให้เกิดต้อกระจกได้ เด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อหัดเยอรมันในระยะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เป็นต้น นอกจากนี้ หากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้นค่ะ อาหารมีส่วนสำคัญนะคะ การรับประทานอาหารที่มีอนุมูลอิสระมาก เช่น ของทอด เนื้อสัตว์ ก็จะเร่งให้เกิดต้อกระจกเร็วขึ้นค่ะ สำหรับการรักษาด้วยยานั้น : บางกรณีก็ใช้ได้ผลคือทำให้เลนส์ที่ขุ่นใสขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้การขุ่นที่ค่อยๆมากขึ้นนั้น ขุ่นช้าลงกว่าเดิม แต่ไม่ค่อยได้ผลถ้าเลนส์ขุ่นมากแล้ว มักใช้ในกรณีที่เริ่มเป็นน้อยๆมากกว่า การรักษาที่ได้ผลส่วนใหญ่จึงยังคงเป็นการผ่าตัดค่ะ สิ่งที่ผู้ป่วยต้อกระจกทุกรายคาดหวังเมื่อตัดสินใจเข้ารับการรักษาก็คือ การกลับมามองเห็นได้ดีเหมือนหรือใกล้เคียงปรกติมากที่สุด นอกเหนือจากปัจจัยที่เกี่ยวกับพยาธิสภาพที่ตาแล้ว เทคนิคการผ่าตัด และการเลือกค่าสายตาและชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมให้เหมาะสมกับตาที่รับการผ่าตัดของผู้ป่วยแต่ละรายก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้หลังผ่าตัด ผู้ป่วยมองเห็นได้ดีมากน้อยเพียงใด ปัจจุบันการผ่าตัดแบ่งเป็น 2 วีธี คือ การผ่าตัดเพื่อนำเลนส์แก้วตาออกมา…
การที่คนเรามองเห็นได้นั้น เกิดจากการทำงานร่วมกันของเลนส์สองชนิดในการรวมแสงให้ไปตกบนจอประสาทตา เลนส์ที่อยู่ด้านหน้า เรียกว่า “กระจกตา” ส่วนเลนส์ที่อยู่ด้านใน เรียกว่า “เลนส์แก้วตา” ค่ะ กระจกตาและเลนส์แก้วตาจะรวมแสงที่เข้ามาในดวงตาเพื่อให้ไปตกบนจอประสาทตาเป็นจุดเดียว หลังจากนั้นแสงจะถูกส่งเป็นสัญญานไฟฟ้าไปที่สมองเพื่อตีความหมายเป็นภาพที่เห็นตรงหน้า นี่คือการทำงานของร่างกายอันอัศจรรย์ของเรา ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องต้อกระจกค่ะ ต้อกระจก เป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมานานแล้ว WHO ประเมินว่าทั่วโลก หกพันล้าน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้าน ซึ่งเป็นผลงานของต้อกระจกและโรคแทรกของมันถึง 45% โดยเฉพาะในแถบประเทศที่ไม่ร่ำรวยนักซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจัด ต้อกระจก คือ ภาวะที่เลนส์แก้วตาซึ่งอยู่ในตาของคนเรา ซึ่งปกติจะมีลักษณะใสเหมือนกระจกจะเริ่มขุ่นมัวขึ้นทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง อาการที่พบได้ คือ สายตาพร่ามัว ซึ่งมองเห็นไม่ชัดเจน เหมือนมีอะไรมาบังภาพบางส่วนไว้ ซึ่งจะเกิดขึ้นช้า ๆ โดยไม่มีอาการปวดตาร่วมด้วย บางท่านจะมองเห็นภาพซ้อนเหมือนมีวัตถุปกติมากกว่าหนึ่งอัน ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียว ตาไม่สู้แสง นอกจากนี้การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่างเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า หรือการมองดวงไฟในเวลากลางคืนจะทำได้ลดลง เมื่อเป็นมากขึ้นต้อกระจกจะเริ่มรบกวนการปฏิบัติภารกิจประจำวัน เช่น การขับรถ การอ่านหนังสือที่ยากขึ้น เป็นต้น หากทิ้งไว้นานโดยไม่รักษาอาจเกิดโรคต้อหินเฉียบพลันแทรกซ้อนทำให้ตาบอดในที่สุด อย่าลืมตรวจการมองเห็นของดวงตาทั้งสองข้างของท่านทุกวันนะคะ
– ทำไมทุกวันนี้หลายครอบครัวจึงขาดผู้นำ – พระคัมภีร์ระบุถึงบทบาทของภรรยาไว้อย่างไร – การยอมฟังสามีหมายความว่าอะไร – การรักภรรยาหมายความว่าอะไร สังคมไทยในปัจจุบัน มีความสับสนกับบทบาท และความรับผิดชอบของภรรยาในฐานะแม่ และสามีในฐานะพ่อเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นหัวหน้าครอบครัวกันแน่ หรือจำเป็นต้องมีหัวหน้าครอบครัวด้วยหรือ สมมุติว่า มนุษย์ต่างดาว เหินเวหาข้ามฟ้ามาจอดยานอวกาศหน้าบ้านคุณ ก้าวลงจากเครื่อง แล้วกดกริ่ง ลูกสาวคุณออกไปเปิดประตูให้ มนุษย์ต่างดาวนั้นพูดว่า “พาฉันไปหาหัวหน้าหน่อย” ลูกคุณจะพาเขาไปหาใคร ไปหาพ่อ หรือแม่ หรือ ไปหาทั้งคู่ หรือเด็กจะอ้างว่า ตัวหนูนี่แหละ คือหัวหน้า ทุกวันนี้ใครเป็นหัวหน้าหรือผู้นำในครอบครัว สมัยนี้ ดูเหมือนว่าสามีหรือพ่อมีภาพพจน์ใหม่ คือ รับบทเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว และมอบหน้าที่อื่นๆทั้งหมดให้ภรรยาสั่งการและตัดสินใจ ส่วนตัวสามีนั้นได้ละเลยความรับผิดชอบของการเป็นผู้นำครอบครัวไป ผันตัวเองกลายมาเป็นผู้ช่วยภรรยาแทน อีกสาเหตุหนึ่ง ก็เพราะหลายครอบครัวคิดว่า ต้องอยู่ด้วยกันแบบประชาธิปไตย ทุกคนรวมทั้งลูกมีสิทธิ์โหวดเสียงเท่า ๆ กัน การทำอย่างนี้ถูกต้อง หรือสอดคล้องกับพระคัมภีร์หรือไม่ คริสเตียนหลายครอบครัวเกือบบ้านแตกสาแหรกขาดเพราะขาดผู้นำ เนื่องจากมองข้ามคำสอนที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ จากเรื่องราวข้างต้น หลายครอบครัวขาดผู้นำที่เป็นผู้ชาย เพราะสามีมักทุ่มตัวให้กับอาชีพการงานมาก จนละเลยหน้าที่สำคัญในการเป็นผู้นำของเขา ประสบการณ์และข้อสังเกตของคุณ คุณเห็นด้วยหรือไม่…
พระคัมภีร์ กล่าวว่า “เพราะเหตุนั้น ผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน” (ปฐก. 2:24) คำว่า “จากไป” หมายถึง การละจากความสัมพันธ์ซึ่งเคยมีมาแต่เดิมกับพ่อแม่ เป็นการละจากพ่อแม่เพื่อไปสร้างความสัมพันธ์ใหม่หรือตั้งครอบครัวใหม่ แต่น่าเสียดายหลายคนไม่ได้ “ละจากความสัมพันธ์” ที่มีกับพ่อแม่ของเขา เมื่อแต่งงานไป แม้ร่างกายจะจากพ่อแม่ไปอยู่กับคู่สมรส แต่จิตใจเขายังยึดติดอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งตามจริงแล้วควรยึดติดกับคู่สมรสต่างหาก ที่สมควรเข้ามาแทน การละจากไม่ได้หมายความว่า ให้เขาละเลย ทอดทิ้ง หรือ ไม่ให้เกียรติพ่อแม่ของตนอีกต่อไป แต่สามีและภรรยาจำต้องละจากความสัมพันธ์ที่เคยยึดติดอยู่กับพ่อแม่ เป็นการออกจากการครอบครองของพ่อแม่ในครอบครัวเดิม เพื่อมาดูแลและรับผิดชอบต่อคู่สมรสของตน ในครอบครัวใหม่ นั่นเอง ส่วน “การผูกพัน” ของคู่สมรส เป็นการเชื่อมกัน เกาะกัน ติดกัน ฉะนั้นเมื่อผู้ชายไปผูกพันอยู่กับภรรยา เขาทั้งสองก็จะเป็นเนื้อเดียวกัน คำว่า “เนื้อเดียวกัน” ตามที่พระคัมภีร์ใช้นี้ เป็นคำที่สวยงาม หมายถึง การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตลอดไปของชีวิตสมรสตามพระประสงค์ของพระเจ้า การเป็นเนื้อเดียวกัน หมายถึง การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในลักษณะที่พิเศษ คือ คู่สมรสต่างทุ่มเท ทั้งตัวและหัวใจทั้งหมด เพื่อร่วมชีวิตอย่างสนิทสนม แนบแน่นในทุกด้าน โดย มีความสัมพันธ์…
วันนี้มีเรื่องของหลานสาวมาเล่าให้ฟังค่ะ เมื่อตอนที่หลานสาวของดิฉันอายุประมาณ 3 ½ ปี บ่ายวันหนึ่งคุณครูที่โรงเรียนโทรมาหาน้องสาวของดิฉัน บอกว่า ลูกสาวอาเจียนหลายครั้งและร้องไห้ น้องสาวของดิฉันก็ออกจากที่ทำงานไปรับลูกที่โรงเรียน พบว่า เด็กน้อยอาเจียนหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายมีน้ำเขียวๆ ออกมาด้วย ไม่มีไข้ ไม่ท้องเสีย ดิฉันมีโอกาสคุยกับน้องสาว ก็ถามยืนยันว่า หลานสาวร้องไห้หลังจากอาเจียนใช่ไหม ไม่ใช่อาเจียนหลังจากร้องไห้นะ ที่ถามเช่นนี้เพราะว่า ในเด็กเล็กนั้น ปัญหาการอาเจียน อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยๆ เช่น โรคทางเดินอาหารอักเสบเฉียบพลัน (gastroenteritis) เด็กก็อาจจะมีทั้งอาการอาเจียนและถ่ายเหลว การแพ้อาหาร การติดเชื้อหวัดไวรัสต่างๆ ก็ทำให้อาเจียนได้ ความเครียดวิตกกังวล เช่นเด็กพึ่งเข้าโรงเรียนต้องมีการปรับตัวมาก ก็ทำให้อาเจียนได้ อาหารเป็นพิษ การกินมากเกินไป หรือแม้แต่การร้องไห้มากๆ ก็ทำให้เด็กอาเจียนได้นะคะ รวมไปถึงโรคที่ต้องรักษาอย่างรีบด่วน เช่น สมองอักเสบและมีความดันในสมองสูง ซึ่งนอกจากอาเจียนแล้ว มักจะมีไข้ อาการอื่นๆ รวมทั้งอาการซึมร่วมด้วย เนื่องจากหลานไม่มีไข้ ไม่ซึม ชีพจรก็ปกติไม่มีลักษณะขาดน้ำ พอหยุดอาเจียนก็ดูร่าเริงดี ดิฉันกับน้องก็เลยใจเย็น และคิดว่า อาจจะเป็นจากอาหารที่กินเข้าไป ดิฉันถามหลานสาวทางโทรศัพท์ว่า ครั้งสุดท้ายที่อาเจียนสีเขียวๆ นั้นมีรสขมหรือเปล่า…
กล้ามเนื้อตาล้า คือการปวดหัว ปวดตา ที่เกิดขึ้นเวลาทำงานที่ต้องใช้สายตาใกล้ในงานละเอียด เนื่องจากตาทำงานใช้สายตาใกล้ๆนานๆไม่ได้ เรียกว่าดวงตาเกิดภาวะตึงเครียดขึ้น ซึ่งอาจตามด้วยความยากลำบากในการโฟกัสภาพหรือมองเห็น นอกจากนี้ปัญหาตาแห้ง ปวดศีรษะ การทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องฉาย-แสดงข้อมูล จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการกล้ามเนื้อตาล้า และนำไปสู่โรคการมองเห็น อันเนื่องมาจากคอมพิวเตอร์ได้ ท่านควรเข้ารับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละครั้ง หรือมากกว่านั้นหากสายตามีปัญหานะคะ อาการที่บ่งบอกถึงปัญหาทางสายตามีดังนี้ค่ะ มีปัญหาในการใช้สายตาหรือการอ่าน เห็นภาพซ้อน มีอาการปวดศีรษะเมื่อต้องใช้สายตามาก วิงเวียนหน้ามืดง่าย เจ็บปวดบริเวณดวงตา น้ำตาไหลบ่อยๆ หรือตาแห้งค่ะ สำหรับเคล็ดลับเพื่อลดอาการกล้ามเนื้อตาล้าจากการใช้งานคอมพิวเตอร์มีดังนี้ค่ะ จัดโต๊ะทำงานให้ได้ระยะ เพื่อให้ระยะห่างระหว่างตัวท่านผู้ฟังกับหน้าจอที่พอเหมาะคือประมาณ 50-70 ซม. โดยที่ท่านสามารถนั่งในท่าทางที่สบายและถูกสุขลักษณะ สายตาของท่านผู้ฟังควรอยู่ในระดับขอบบนของหน้าจอคอมพิวเตอร์ค่ะ ในกรณีที่ท่านผู้ฟังต้องพิมพ์งานจากเอกสารนะคะ ท่านควรกำหนดระยะห่างระหว่างเอกสารกับดวงตาให้เท่ากันกับระยะห่างจากดวงตากับคอมพิวเตอร์ เพื่อไม่ให้ประสาทตาต้องปรับระยะโฟกัสอยู่บ่อยครั้ง หรือจะหาที่วางเอกสารสูงเท่าหน้าจอมาวางไว้ข้างๆ จอคอมพิวเตอร์ก็ใช้ได้เช่นกันค่ะ ปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะกับสายตาของตัวเอง และดูให้แน่ใจว่าความสว่างของหน้าจอ และความสว่างของสภาพแวดล้อมหลังจอนั้นใกล้เคียงกัน ดวงตาจะได้ไม่ต้องปรับตัวทุก 5 วินาที เช่น ไม่ควรวางหน้าจอไว้ด้านหน้าต่างหรือมุมที่มืดทึบค่ะ ถ้าท่านผู้ฟังใช้แสงสว่างจากโคมไฟส่องไปยังหน้าจอ ควรให้แสงมาจากด้านบนหรือด้านหลังของท่านค่ะ และความสว่างที่เหมาะสมอยู่ที่ระดับ 300-500 Lux ควรติดแผ่นกรองแสงที่หน้าจอด้วยค่ะ ท่านควรเลือกขนาดและแบบตัวอักษรสำหรับใช้งานที่ทำให้ท่านรู้สึกสบายตา ขนาดที่เล็กเกินไปจะเป็นสาเหตุของความดันโลหิตและความเครียดสูงได้ เติมระดับความชื้นในอากาศ โดยวางแจกันดอกไม้หรือกระถางต้นไม้เล็กๆ ไว้ใกล้ๆ หรือสเปรย์น้ำขึ้นไปในอากาศ…
ขณะที่ครอบครัวในสังคมไทย กำลังเปราะบางและมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย เราจะทำอย่างไรเพื่อจะให้ชีวิตครอบครัว ยั่งยืนและมีความสุข แต่สิ่งนี้จะเป็นจริงได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีความรักและสติปัญญาจากพระเจ้า รวมทั้งมีกำลังใจในการใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้น ความรัก สติปัญญาและกำลังใจ จึง เป็นสิ่ง จำเป็น และสำคัญมากในการดำเนินชีวิตครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาบางคน ได้บอกว่า ชีวิตการแต่งงานแบบซึ่งเราคุ้นเคยกันมานาน กำลังจะหายไป อัตราการหย่าร้างสูงขึ้นทุกปี แม้แต่คู่ที่ทุกคนบอกว่า “สมกัน ยังกับ กิ่งทองใบหยก” ก็ยังไม่ยกเว้น คือ ทั้งทองและหยก หลุดหายไปหมด ไม่เหลือเลยแม้แต่กิ่งหรือใบ มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ประการ ที่เกิดขึ้นในชีวิตสมรสทุกวันนี้ คือ ความเข้าใจกันระหว่างคู่สมรสน้อยลง ขาดความตั้งใจที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไป คาดหวังในชีวิตสมรสสูงเกินความเป็นจริง ประการที่1. การไม่ค่อยเข้าใจกัน มักมีสาเหตุเกิดมาจาก การขาดการสื่อสารที่ดีต่อกัน สามีภรรยาหลายคู่มีจุดบกพร่องในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการครองชีวิตสมรสให้ยืนยาว การมีความเข้าใจกัน ไม่ใช่มีความคิดเห็นพ้องต้องกันทุกเรื่อง แต่หมายถึง ทั้งคู่สามารถพูดคุยปรึกษาหารือกัน ในจุดต่างนั้น สามารถเข้าใจและยอมรับความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งได้เป็นอย่างดี เพราะชีวิตแต่ละคนเติบโตมาจากพื้นเพครอบครัวที่ต่างกัน และมีประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับมาต่างกัน จึงมีความคิดและวิธีปฏิบัติที่แตก ต่างกัน ไม่ได้ปรับตัวเข้าหากัน เรื่องสำคัญหลายเรื่อง การที่สองคนรักกัน…
วันนี้เราจะมาคุยกันต่อนะคะว่า อุปนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีนั้นประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง 1. การรับประทานอาหารเป็นเวลา และถ้าเป็นได้ควรรับประทานอาหารเวลาเดียวกันทุกวัน (CD169 CD 179.5 ปัญญาจารย์ 10:17) และไม่ควรรับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อ (CD 180.1) แต่ถ้าหิวระหว่างมื้อให้ดื่มน้ำเปล่าค่ะ อาหารแต่ละมื้อควรห่างกันมื้อละ 5-6 ชั่วโมง (CD 173.4) มีคำแนะนำว่าการรับประทานอาหารวันละ 2 มื้อจะดีกว่า วันละ 3 มื้อค่ะ (CD 173.1) ทั้งนี้เราพบว่า อาหารแต่ละชนิดจะใช้เวลาในการย่อยไม่เท่ากัน ผลไม้ประมาณ 2 ชั่วโมง ผักประมาณ 5 ชั่วโมง ถ้าเป็นเนื้อสัตว์จะใช้เวลานานกว่านั้น นอกจากนี้ อาหารที่มีไขมันสูงยังทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ช้าลงด้วยค่ะ เพราะน้ำมันปริมาณจะไปปกคลุมอาหารในกระเพาะทำให้อาหารมัน เอนไซม์หรือน้ำย่อยที่จะย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ ผลก็คือ ร่างกายต้องละลายไขมันและเจือจางความเป็นกรดก่อนจึงย่อยได้ค่ะ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็คล้ายกับมือของเราที่มีน้ำมันเกาะอยู่ หยิบจับอะไรก็ลื่น มันไม่หมด ทำงานไม่ถนัด เราต้องละลายความมันด้วยสบู่และน้ำอุ่น ความมันจึงจะหมดไปและเราสามารถหยิบจับของได้ปกติค่ะ ถ้าปริมาณไขมันในอาหารมีไม่มากก็อาจมีผลเล็กน้อยต่อระยะเวลาการย่อย แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว อาหารทางตะวันตกมีไขมันเป็นส่วนประกอบสูงมาก จึงทำให้อาหารต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงหรืออาจจะนานกว่านั้นในการผ่านจากกระเพาะอาหารไปสู่ลำไส้ค่ะ การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด…
การมีอุปนิสัยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญมากและมีผลต่อสุขภาพของท่านค่ะ เรามาฟังกันต่อนะคะว่า อุปนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีนั้นประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง การรับประทานอาหารเป็นเวลา และถ้าเป็นได้ควรรับประทานอาหารเวลาเดียวกันทุกวัน (CD169 CD 179.5 ปัญญาจารย์ 10:17) และไม่ควรรับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อค่ะ ถ้าท่านตัดสินใจรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ โดยไม่มีอาหารว่าง ก็จะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพต่อไปนี้ได้ค่ะ คือ ปัญหาอาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับ สมองตื้อๆ น้ำหนักเพิ่ม และอาการเจ็บหน้าอกที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า heart burn มีงานวิจัยหนึ่งเกี่ยวกับผลของการรับประทานอาหารระหว่างมื้อที่มีต่อสุขภาพของเรา น่าสนใจเชียวค่ะ นักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งได้รับประทานอาหารเช้าซึ่งประกอบด้วย ซีเรียล ขนมปังปิ้ง ผลไม้ และไข่ 1 ฟอง ภายหลังจากมื้ออาหาร 4 ชั่วโมง ก็ได้ทำการทดสอบและพบว่า กระเพาะอาหารของพวกเขาว่างเปล่า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กระเพาะอาหารของพวกเขายังสามารถย่อยมื้อเช้าได้หมดภายใน 4 ชั่วโมง หลังจากนั้น 2-3 วันผ่านไป ผู้วิจัยก็ให้นักศึกษากลุ่มเดิมมารับประทานอาหารเช้าแบบเดิม แต่ครั้งนี้ภายหลังจากอาหารมื้อเช้า 2 ชั่วโมง ก็ให้นักศึกษากินอาหารว่าง บางคนกินแซนวิชเนยถั่วกับนม 1 แก้ว บางคนกินพายฟักทองกับนม 1…
เมื่อกล่าวถึงเรื่องอาหารการกิน เรามักจะกล่าวเน้นเป็นพิเศษในเรื่องของชนิดและประเภทอาหาร แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้น นอกจากจะรับประทานอาหารที่ดีแล้ว ระบบการย่อยอาหาร และระบบการขับถ่ายยังต้องดีด้วยค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน บางท่านที่รับประทานอาหารที่ดี กินผักสดและผลไม้สด แต่มีปัญหาท้องผูก เช่น ถ่าย 3 วันครั้ง เช่นนี้แล้ว อุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้ ของเสียที่ควรจะถูกกำจัดทิ้งไปกลับถูกดูดซึมกลับเข้ามา และอาจจะก่อให้เกิดโรคแก่ตัวท่านได้ ในขณะเดียวกัน ท่านอาจจะรับประทานอาหารที่ดีมาก กินผัก ผลไม้และข้าวกล้อง แต่ท่านเป็นคนกินเร็ว ไม่เคี้ยวอาหารให้ดี อาหารดีๆที่ท่านรับประทานเข้าไปนั้น ก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์เต็มที่เพราะกระเพาะอาหารของท่านไม่มีฟัน เลยต้องทำงานหนักในการย่อย ซึ่งอาจจะทำให้ย่อยอาหารและดูดซึมได้ไม่หมด ทำให้เกิดปัญหาท้องอืดและปัญหาอื่นๆตามมาได้ค่ะ ซึ่งการที่ร่างกายของเราจะย่อยอาหารได้ดีมากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยการรับประทานของคนคนนั้นค่ะ ในหนังสือ counsel on diet and food หน้า 51 ได้ให้คำเตือนเรื่องอุปนิสัยการรับประทานอาหารของเราไว้อย่างน่าฟังว่า “มีน้อยคนนักที่เข้าใจว่า อุปนิสัยในการรับประทานอาหารของเขามีผลอย่างมากเพียงไรต่อสุขภาพของเขา ลักษณะอุปนิสัยของเขา การที่เขาจะมีประโยชน์สำหรับโลกนี้ และชะตากรรมชีวิตนิรันดร์ของเขา” ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อเลยนะคะ แต่สิ่งนี้คือความจริงค่ะ เรามาดูกันนะคะว่า อุปนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีนั้นควรจะประกอบด้วย การรับประทานอาหารเป็นเวลา และถ้าเป็นได้ควรรับประทานอาหารเวลาเดียวกันทุกวันค่ะ ไม่ควรรับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อนะคะ แม้แต่ผลไม้สัก 1…
ครอบครัวที่มีลูกๆกำลังเติบโตจากเด็ก กำลังย่างเข้าวัยรุ่น หนุ่มสาว ก็ย่อมเป็นที่รัก หวงแหนดังแก้วตาดวงใจ และมีความหวังอยากจะให้เขาเป็นคนดี เป็นลูกที่มีความรับผิดชอบ นำความชื่นชม เกียรติมาสู่ครอบครัว วงศ์ตระกูล การเลี้ยงดูอบรมลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก การเลี้ยงลูกๆให้ถูกวิธีนั้น ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำหลักการซึ่งคนส่วนใหญ่นำไปใช้แล้วได้ผลดี เราจึงนำมาแบ่งปันในที่นี้ หลักการที่ 1 : มอบหมายงานรับผิดชอบที่จริงจังแก่ลูกๆบ้าง และคาดหวังให้ลูกทำ การเรียนรู้อย่างตรงไปตรงมา จะเปิดโอกาสให้ลูกๆได้ ลงมือทำงานจริงๆ แล้วพวกเขาจะค่อยๆ สามารถรับภาระ และเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบได้ในภายหลัง แม้จะมีลูกกี่คนก็ตาม ไม่ว่าเพียงคนเดียว หรือ 3-4 คน ก็สามารถฝึกฝนให้เขาเติบโตและมีความรับผิดชอบได้ ถ้าตัดสินใจที่จะทำตามวิถีทางที่แนะนำนี้ พูดถึง การทำงาน มิได้หมายความว่า จะให้ลูกไปขุดดิน หรือแบกหาม งานของเด็กวัย 5-8 ขวบ ได้แก่ เก็บข้าวของของตน(วันละ 3-4 ครั้ง) จัดเตียงนอนของตัวเอง ช่วยเช็ดโต๊ะ ช่วยเก็บกวาดสิ่งที่เด็กทำเลอะเทอะ และให้อาหารสัตว์เลี้ยงก็ได้ ส่วนงานของเด็กวัย 9-12 ขวบ ได้แก่ ให้เขาช่วยล้างจาน เก็บพับเสื้อผ้าที่ซักแล้ว ทำความสะอาดห้องนอนของตน…
การบริหารหรือการออกกำลังกล้ามเนื้อตา ไม่จำเป็นต้องทำทุกคนนะคะ การบริหารกล้ามเนื้อตาจำเป็นสำหรับบุคคลต่อไปนี้เท่านั้นค่ะ ได้แก่ 1. ไม่สามารถโฟกัสภาพเมื่ออ่านหนังสือ 2. มองเห็นภาพซ้อน (ในบางกรณี) 3. ตาเข ไม่ว่าจะเขออกนอกหรือเข้าใน 4. หลังรับการผ่าตัดดวงตา แพทย์จะใช้เพื่อช่วยคงการมองเห็นหรือช่วยให้ดวงตาตรง ไม่เขออก 5. มีภาวะตาขี้เกียจ การบริหารกล้ามเนื้อดวงตามีหลายวิธี โดยสรุปมักจะประกอบด้วยการบริหารกล้ามเนื้อเล็กๆที่อยู่รอบดวงตาและทำ หน้าที่กลอกดวงตาไปมาโดยการบริหารจะช่วยให้ฝึกให้การเคลื่อนไหวของดวงตา และการรับภาพที่สมองเป็นไปอย่างสัมพันธ์กัน ตัวอย่างการบริหาร เช่น – ใช้มือปิดตาข้างหนึ่ง และใช้ตาที่เหลือจ้องมองที่วัตถุที่ต่างๆ ใกล้ ไกลเปลี่ยนไปเรื่อยๆ – เปิดตาสองข้าง มือถือปลายดินสอหรือปากกายืดออกเท่าความยาวช่วงแขน บังคับดวงตาให้จ้องมองที่ปลายปากกาโดยให้เห็นเป็นจุดๆเดียว แล้วค่อยๆเคลื่อนปลายปากกาเข้าใกล้ดวงตาขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกัน บังคับให้ดวงตาทั้งสองข้างมองตามมาและให้เห็นเป็นจุดเดียว ไม่ให้เกิดเป็นภาพซ้อนจนใกล้ดวงตามากที่สุด ทำเช่นนี้อย่างน้อย 10-20 ครั้งเป็นประจำทุกวัน เป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อในการมองใกล้ และช่วยให้ดวงตาตรงไม่เขออก ดิฉันอยากขอฝากข้อพระคัมภีร์ใน 1 โครินธ์ 2:9 ดังนี้ค่ะ “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์” พระเจ้าทรงมีสิ่งดีอีกมากมายนับไม่ถ้วน จัดเตรียมไว้ให้แก่เรา ท่านผู้ฟังอยากมีส่วนในพระพรนี้ไหมคะ ขอเชิญมารู้จักพระองค์สิคะ…
จริงๆแล้ว ในพืชผักผลไม้ ธัญพืชและสมุนไพรต่างๆ พระเจ้าได้ทรงใส่สารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์เอาไว้เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา ถ้าท่านผู้ฟังศึกษาพระคัมภีร์ท่านจะพบว่า ในครั้งแรกสุดที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมานั้น อาหารของมนุษย์คือ ผลไม้ ธัญพืช เมล็ดต่างๆ ถั่วต่างๆ และนัท แต่เมื่อมนุษย์เริ่มทำบาป พระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้มนุษย์รับประทานพืชผักต่างๆ จากทุ่งนา ซึ่งก็คือ ผักต่างๆ รวมถึงพวกหัวๆ เช่นเผือกหรือมัน และสมุนไพรต่างๆ นั่นเอง ถ้าเรารับประทานหรือนำมาใช้อย่างถูกต้องด้วยวิธีการที่เหมาสมะ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหรืออาจจะช่วยบำบัดโรคของเราได้ค่ะ ธรรมชาติบำบัดวิธีหนึ่งที่พบว่าช่วยลดอาการปวดอักเสบของเข่าได้ก็คือ การประคบหัวเข่าที่ปวดด้วยกะหล่ำปลีค่ะ วิธีทำก็ง่ายๆ นะคะ ท่านเพียงแค่เด็ดกะหล่ำออกมาเป็นใบๆ ล้างน้ำให้สะอาด ตัดตรงส่วนกลางที่แข็งทิ้งไป แล้วก็ตำใบกะหล่ำให้แหลกเละพอสมควรจนมีน้ำออกมา แล้วก็นำมาพอกรอบข้อเข่าตอนกลางคืนขณะนอนหลับค่ะ จำนวนใบที่ใช้ก็ขึ้นกับขนาดเข่าของท่านค่ะ ท่านอาจจะพันทับด้วยกระดาษทิชชู่และ bandage ผ้ายืด หรือพันทับด้วยพลาสติก wrap ก็ได้ ซึ่งมีข้อดีคือ น้ำจะไม่แห้งเร็วจนเกินไป แต่ก็มีบางท่านอาจจะแพ้พลาสติกเกิดอาการคันได้ ท่านพันกะหล่ำปลีทิ้งไว้ทั้งคืนขณะนอนหลับ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ท่านก็แกะกะหล่ำปลีที่ประคบอยู่ออกและอาบน้ำแต่งตัวตามปกติ ทำเช่นนี้ทุกคืนประมาณ 5-7 คืน ควบคู่ไปกับการปฏิบัติอื่นๆ ซึ่งรายการของเราได้นำเสนอไปล้ว ก็จะช่วยให้อาการปวดอักเสบลดลงได้ค่ะ อย่าลืมที่จะรับประทานผักโดยเฉพาะผักใบเขียวสดและผลไม้นะคะ ซึ่งจะมีวิตามินและเกลือแร่ช่วยลดอาการอักเสบได้ ควรจะลดเกลือ…
เราควรจะปลูกฝังบุคลิกภาพที่ดีและถูกต้องให้แก่บุตรหลานของเรา ซึ่งจะต้องเติบโตขึ้นเป็นคนของสังคม เป็นความหวังของชาติในอนาคต เราจะต้องขยายความคิดและความตั้งใจของเราให้กว้างขึ้นจากการที่เราเพียงแต่คิดว่าเราจะเลี้ยงเขาให้เป็นเด็กดี มีงานทำ เลี้ยงชีพตนเองได้และมีครอบครัวเท่านั้นก็พอ เราจะต้องตั้งใจเพิ่มขึ้นอีกด้วยว่า เราจะเลี้ยงเขาให้เป็นความหวังของสังคมและเป็นอนาคตของชาติด้วย เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ในสังคมของเรายังต้องการทรัพยากรบุคคลอีกมากที่จะมาช่วยกันสร้างสรรค์ความเจริญในด้านต่างๆ อนาคตของชาติจะเป็นอย่างไรถ้าขาดคนที่มีคุณภาพ เรามักจะคิดถึงคนที่เฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์ ทำงานอย่างเสียสละอุทิศตนเองเพื่อสังคม นี่เป็นเรื่องส่วนใหญ่ที่เราคิดถึงกันถ้าเราอยากเห็นภาพเช่นนั้น เราก็ควรจะปลูกฝังสอนลูกหลานของเราในด้านนั้นตามภาพที่เราอยากจะเห็นในอนาคต ให้เขาเป็นคนดีมีคุณธรรมและความรัก ประการแรกที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ ความรัก ความรักไม่ได้หมายถึงการให้หรือการรับแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการแบ่งปันกันด้วย ทุกชีวิตต้องการความรักไม่ว่าจะเป็นที่รักหรือรักคนอื่น ความรักทำให้บุตรหลานของเรามีชีวิตชีวา มีพลังที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และสังคมของเราก็จะเจริญงอกงามด้วยทรัพยากรบุคคลจะมีประสิทธิภาพไม่ได้ ถ้าหากว่าเราไม่ได้ฟูมฟักเขาด้วยความรักหรือพวกเขาไม่ได้เติบโตขึ้นภายใต้บรรยากาศแห่งความรัก แท้จริงแล้วแหล่งแห่งความรักคือพระเจ้า เราสามารถที่จะรับเอาความรักแท้จากพระองค์ได้ ความรักเป็นความสัมพันธ์ เป็นสื่อสัมพันธ์ที่มอบให้แก่กันและกันทางจิตใจ ความรู้สึกและการแสดงออกที่ไม่สามารถจะทดแทนกันได้ด้วยสิ่งของหรือเกมส์คอมพิวเตอร์หรือมือถือราคาแพงๆได้ ความแห้งแล้งน้ำใจ การทดแทนความรักด้วยวัตถุสิ่งของในเหล่านี้ อาจจะทำให้บุตรหลานเติบโตขึ้นมาแบบที่ไม่รู้จักว่าความรักคืออะไร กลายเป็นผู้ใหญ่ที่รักใครไม่เป็น แล้วสังคมของเราจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด เราอาจจะเห็นมนุษย์คอมพิวเตอร์เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดก็ได้ การตัดสินใจ ตัดสินปัญหาก็คงจะอยู่ในลักษณะที่รวดเร็ว รุนแรงและเร่งด่วน ความเมตตาและความออมชอมคงจะหาพบได้ยาก ฉะนั้นจงสละเวลาให้กับบุตรหลานบ้างในวันนี้ แสดงความรักต่อพวกเขาทั้งคำพูดและการกระทำ ก็เท่ากับช่วยอนาคตของพวกเขาและช่วยให้สังคมมีอนาคตที่สดใส การให้เวลากับลูกอย่าลืมว่าคุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ ถ้ามีได้ทั้งสองอย่างก็จะยิ่งดี เวลาที่เรามีอยู่อันน้อยนิดในปัจจุบัน เราควรจะให้แก่บุตรหลานบ้างด้วยการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อชีวิตของพวกเขา มันจะประทับใจยิ่งกว่าอยู่ด้วยกันยาวนานเป็นวันๆ แต่เต็มไปด้วยการบ่นต่อว่า จับผิดดุด่าพวกเขา ถ้าเป็นเช่นนั้นลูกหลานก็ไม่อยากใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ ในปัจจุบันสังคมของเราเต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เห็นแก่ตัว…
บ้านนั้นเป็นสมบัติของทุกคนในครอบครัว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ บ้านเป็นอาณาจักรของพ่อ เป็นโลกของแม่ และเป็นสวรรค์ของลูกๆ ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจึงมีส่วนในการเป็นเจ้าของ ทุกคนมีส่วนที่จะสร้างบ้านให้เป็นสวรรค์ ถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ จะคิดว่า ธุระไม่ใช่ เป็นเรื่องของพ่อแม่เท่านั้น แน่นอนที่สุด บ้านที่ควรจะเป็นบ้านก็จะเกิดขึ้น ถ้าหากพ่อแม่และลูกๆมีความรู้สึกว่า นี่เป็นบ้านของเรา ทุกคนก็จะช่วยกันดูแลบ้านให้สวยงาม สะอาด น่าอยู่ และมั่นคงปลอดภัย ไม่ใช่เป็นเหมือนอย่างกับคนทำสวนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน เวลาทำสวนหรือรดน้ำต้นไม้ก็จะทำไปโดยหน้าที่ให้เสร็จๆไป ซึ่งต่างจากเจ้าของบ้านที่จะดูแลรักษาเป็นอย่างดีเพราะเป็นผู้ลงทุนชื้อต้นไม้มา ความรู้สึกเช่นนี้ ช่วยให้เราทุกคนมีส่วนร่วมอย่างจริงจังเพราะเป็นเจ้าของบ้านร่วมกัน หลายครอบครัว บ้านไม่ได้เป็นสวรรค์ ไม่มีความสุข ก็เพราะผู้เป็นพ่อไม่มีความรู้สึกว่า เป็นอาณาจักรของเขา เขาไม่ได้เป็นหัวหน้าของบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บ้านเป็นอาณาจักรของพ่อ พ่อหลายคนมีความรู้สึกว่า บ้านไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของภรรยา เพราะเขามาแต่ตัว ก็ต้องไปแต่ตัว อันนี้ถูกภรรยากรอกหู เวลาทะเลาะกับภรรยาหรือทะเลาะกับพ่อตาแม่ยาย จนพ่อบ้านมีความรู้สึกว่า บ้านนี้ไม่ใช่ของเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรับผิดชอบก็ไม่มี ความรู้สึกภูมิใจก็ไม่ตามมาและการที่จะทำบ้านให้เป็นสวรรค์ อยากอยู่บ้าน รักบ้านมันก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น คุณผู้หญิงที่เป็นภรรยาที่พ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ให้มาก และมีบ้านเป็นของตัวเอง เมื่อท่านมีสามี และตัดสินใจรักเขา อยู่ร่วมชีวิตกับเขาแล้ว ก็ไม่ควรยึดถือหรือคำนึงถึงทรัพย์สินภายนอกกาย แต่ควรคำนึงถึงทรัพย์สินภายในกาย คือ…
เราได้นำเสนอเรื่องเข่าเสื่อมกันไปบ้างแล้วนะคะ ขอทบทวนสั้นๆ ถึงวิธีที่จะช่วยลดอาการปวดข้อเข่าของท่านที่สามารถทำได้ นะคะ เช่น การประคบโดยใช้ความร้อนหรือความเย็น ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและการใช้ข้อเข่ามากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงท่างอเข่ามากๆ เช่น ท่าพับเพียบ ขัดสมาธิเป็นต้นค่ะ และที่สำคัญอย่าลืมควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันก็สำคัญสำหรับข้อเข่าเช่นกันนะคะ เพราะจะช่วยให้ร่างกายสร้างน้ำหล่อลื่นเข่าได้เพียงพอ ถ้าน้ำในข้อน้อยเกินไปก็อาจจะทำให้การเคลื่อนไหวฝืดๆได้ค่ะ มีผู้กล่าวว่า การตากแดดก็ช่วยลดอาการปวดข้อเข่าได้ท่านอาจจะปิดหน้าหรือส่วนอื่นของร่างกายที่ไม่ต้องการให้โดยแดดและให้แสงแดดส่องที่ข้อพับเข่าข้างที่ปวดค่ะ นานประมาณ 20-30 นาที วันละครั้ง ประมาณ 5-7 วันค่ะ ลองทำดูนะคะ ไม่เสียหาอะไรค่ะ แถมยังได้ผลดีอีกด้วย เพราะแสงแดดจะเปลี่ยนไขมันใต้ผิวหนังเป็นวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายค่ะ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง รองเท้าที่ท่านสวมใส่มีความสำคัญมากนะคะ ถ้าท่านใส่รองเท้าที่ดี จะช่วยรองรับน้ำหนักและแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับข้อต่อของเท้าและเข่าได้ ดิฉันเคยมีประสบการณ์ใส่รองเท้าสวยๆ เพราะอยากสวย แต่เดินก็ไม่ค่อยสบายเท้า แต่เพราะอยากสวยก็ทนเอานะคะ ปกติเป็นคนชอบเดิน ตอนนั้นต้องเดินขึ้นลงสะพานลอยข้ามถนนบ่อยๆ เวลาเดินลงก็จะรู้สึกปวดเข่าจี๊ดๆ เป็นแบบนี้บ่อยๆ ก็ชักกังวลว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วก็มานึกสงสัยว่า เอ เราก็อายุยังไม่มากจนน่าจะเกิดโรคข้อเสื่อม ทำไมถึงปวดเข่าได้ ก็ขอบคุณพระเจ้านะคะ เมื่อนึกไปนึกมาก็รู้ว่า เป็นจากรองเท้าคู่สวยนี่เอง จำได้ว่ารองเท้าคู่นั้นมีส้นซึ่งไม่สูงมากด้วย แต่เนื่องจากไม่เหมาะสมกับเท้า ทำให้การลงน้ำหนักไม่มีการกระจายที่ดี ก็เลยทำให้ปวดข้อขึ้นมา เมื่อเปลี่ยนรองเท้ามาเป็นคู่ที่ใส่สบาย ถึงแม้หน้าตาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่…
ข้อเข่าเสื่อม เป็นภาวะการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนที่บุอยู่บนผิวข้อต่อของกระดูกเข่า อาการของผู้ที่มีปัญหาข้อเสื่อมที่พบได้ ก็คือ อาการปวดเข่า หรือปวดขัดในข้อ โดยเฉพาะเวลานั่งยองๆ แล้วลุกขึ้นค่ะ บางท่านอาจจะมีเสียงในข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหวข้อ นอกจากนี้บางท่านจะพบว่า ข้อเข่าเริ่มแข็ง ติดขัด เมื่องอเข่าก็จะเหยียดได้ไม่สุด ถ้าเป็นมากหรือเรื้อรังนานๆ เข่าจะบวม และมีน้ำขังในข้อ บางรายเข่าจะผิดรูปไปจากปกติ เอ แล้วถ้าเช่นนั้น ควรจะทำอย่างไรดีคะ เมื่อปวดเข่าขึ้นมา เมื่อท่านมีอาการปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อม โดยไม่มีการอักเสบ บวมแดง ร้อนของข้อ ท่านสามารถลดอาการปวดได้ โดยใช้ผ้าขนหนูห่อกระเป๋าน้ำร้อน วางประคบรอบๆเข่า นาน 15-30 นาที วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น นอกจากนี้การถูเข่าด้วยน้ำแข็งก็ช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน ควรพักเข่าข้างที่ปวด อย่าพึ่งเดินเยอะนะคะ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้อาการปวดกำเริบ เช่น ยกของหนักเกินกำลัง การยืนหรือเดินนานๆ การเดินขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือเล่นกีฬาที่หักโหม ไม่ควรนั่งในท่างอเข่า เช่น พับเพียบ ขัดสมาธิ คุกเข่า หรือนั่งยองๆ เป็นต้น ท่านผู้ฟังควรจะนั่งบนเก้าอี้ห้อยขา หรือนั่งในท่าขาเหยียดตรง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรนั่งนานๆ…
ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนที่บุอยู่บนผิวข้อต่อของกระดูกเข่า จริงๆแล้ว พระเจ้าทรงสร้างให้กระดูกอ่อนที่บุอยู่บนผิวข้อกระดูกทำหน้าที่ลดแรงกระแทกค่ะ เมื่อเราเดินหรือกระโดด กระดูกอ่อนจะช่วยให้ข้อกระดูกไม่เสียดสีกันโดยตรง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและสารเคมีภายในข้อเกิดขึ้น ทำให้กระดูกอ่อนที่บุผิวข้อเกิดการสึกกร่อน ผลคือ เมื่อเราเคลื่อนไหวข้อ ผิวข้อกระดูกสองด้านที่สึกกร่อนและขรุขระก็จะมีการเบียดหรือเสียดสีกันโดยตรง และเกิดการอักเสบเรื้อรังขึ้นภายในข้อกระดูก ในขณะเดียวกันร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมข้อ ผลคือ ทำให้มีหินปูนหรือปุ่มงอก (osteophyte) เกิดขึ้น เกาะอยู่รอบๆ ผิวข้อ ในบางครั้งหินปูนนี้บางส่วนอาจจะแตกหัก เกิดเป็นเศษหลุดเข้าไปในข้อ ซึ่งทำให้ขัดขวางการเคลื่อนไหวของข้อได้ ผลคือ เกิดอาการปวดข้อ ข้อติด ข้อแข็ง และเคลื่อนไหวลำบาก บางท่านก็จะเดินกระเผลก ทรมานมากค่ะ ว่า มีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเสื่อมของข้อ เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมๆ กัน เช่น 1. อายุที่เพิ่มขึ้น – อายุที่เพิ่มมาพร้อมกับความเสื่อมของร่างกายค่ะ จะเสื่อมเร็วหรือช้า มากหรือน้อยขึ้นกับว่า คนคนนั้นดูแลตนเองดีมากน้อยแค่ไหน ผู้ที่ไม่ดูแลสุขภาพ เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก ร่างกายก็จะยิ่งทรุดโทรมและเสื่อมเร็วขึ้น 2. ข้อเข่าถูกใช้รับน้ำหนักมาก ต้องยืน เดิน เป็นประจำ หรือข้อเข่าอยู่ในท่าที่ถูกกดพับมากเกินไป เช่น นั่งคุกเข่า…
เรื่อง แนวทางการสั่งสอนบุตร ซึ่งเราจะพูดถึงเด็กในวัยเริ่มเข้าเรียน นั่นคือ เด็กอายุระหว่าง 6-12 ขวบ นะค่ะ เด็กในวัยระยะนี้จะค่อยๆเจริญเติบโตอย่างช้าๆ จนเมื่อมาถึงวัย 10-12 ปี เด็กก็จะเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง การเจริญขึ้นทางด้านความสามารถ เด็กในวัยนี้จะรู้จักใช้เหตุผลต่างๆอธิบายความคิดเห็นของตนได้แล้ว ในด้านภาษา เด็กเริ่มจะรู้จักภาษาได้กว้างขึ้นและเรียนรู้จักภาษาพูดมากขึ้น เด็กในวัยนี้ มีปัญหา 2 อย่างเกี่ยวกับการปรับตัวที่จะต้องเจออย่างแน่นอน เมื่อเริ่มไปโรงเรียน ซึ่งเป็นปัญหาที่อาจกระทบกระเทือน ต่อจิตใจและอารมณ์ของเด็กได้ ถ้าพ่อแม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไม่ถูกต้อง ปัญหาทั้ง 2 อย่างนี้ก็คือ (1) การปรับตัวของเด็กในระยะแรกๆของการเข้าโรงเรียน (2) การปรับตัวของเด็กให้เข้ากับพวกเพื่อนๆและครูบาอาจารย์ ปัญหาทั้ง 2 อย่างนี้ถ้าพ่อแม่ไม่เอาใจใส่หรือแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว ก็จะส่งผลเสียต่อจิตใจและชีวิตของเด็กเป็นอย่างมาก ประการแรก ปัญหาที่เด็กในวัยนี้จะต้องพบก็คือ การปรับตัวของเด็กในการเข้าโรงเรียนในระยะแรก การปรับตัวของเด็กในระยะแรกที่เข้าโรงเรียนใหม่ๆ นั้นเป็นระยะที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะโดยปกติแล้ว เด็กอายุ 1-5 ขวบ มักจะเคยชินอยู่กับบรรยากาศภายในบ้าน ซึ่งได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ พวกพี่ๆ และญาติๆทั้งหลาย เด็กก็ย่อมจะมีความรู้สึกอบอุ่นมาก จนไม่อยากจะออกไปไหน ไม่อยากจากอกแม่ไปไกล …
เราทุกคนทราบดีว่า ดวงตาเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นนะคะ ถ้าเรามองไม่เห็น ชีวิตของคงมืดมน วันนี้ทางรายการของเรามีคำแนะนำวิธีการดูแลดวงตามาฝากท่านผู้ฟังค่ะ 1. ไม่มองแสงแดดหรือจ้องไปยังดวงอาทิตย์ค่ะ 2. เมื่อท่านจะอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ ขอให้ทำในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอนะคะ 3. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยป้องกันโรคจอตาเสื่อม โรคต้อกระจก และโรคอื่นๆ ได้ค่ะ และอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอในแต่ละวันด้วยนะคะ อย่างน้อยประมาณวันละ 8-12 แก้วค่ะ 4. นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ เพราะขณะที่เรานอนหลับ ดวงตาของเราได้พักผ่อน และยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออีกด้วย นอกจากนี้การพักสายตาเป็นระยะขณะที่ท่านผู้ฟังอ่านหนังสือหรือทำงานที่ใช้สายตาก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน โดยควรพักครั้งละ 5-10 นาทีทุกๆ ชั่วโมงค่ะ โดยหลับตานิ่งๆ หรือปล่อยให้สายตาทอดมองวัตถุในระยะไกล 5. หลีกเลี่ยงฝุ่นหรือเชื้อโรคเข้าตาและอย่าใช้มือที่ไม่สะอาดขยี้ตานะคะ เพราะจะทำให้ตามีการอักเสบติดเชื้อได้ค่ะ 6. ระยะห่างระหว่างสายตากับหนังสือหรือคอมพิวเตอร์ก็มีส่วนสำคัญนะคะ เพราะอาจจะทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาทำงานหนักเพิ่มขึ้นได้ถ้าเรามองใกล้หรือไกลเกินไป สำหรับจอคอมพิวเตอร์ควรห่างประมาณ 50-70 ซม. ค่ะ ถ้าเป็นหนังสือ ควรห่างประมาณ 30-40 ซม. ค่ะ 7. ควรสวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่อออกแดดหรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมากเพื่อป้องกันโรคตาบางชนิด เช่น ต้อลม ต้อเนื้อ กระจกตาเป็นฝ้า ต้อกระจก…
ถ้าท่านผู้ฟังต้องการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่ให้ได้ผล ท่านจะต้องฝึกให้ร่างกายใช้พลังงานวันละ 500 กิโลแคลอรี นะคะ จะสามารถลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละประมาณครึ่งกิโลกรัมค่ะ พลังงาน 500 กิโลแคลอรี นี้ได้จาก การวิ่งเหยาะติดต่อกันนาน 30-45 นาที , เต้นแอโรบิคแดนซ์ 45 นาที, เล่นฟุตบอล 60 นาที, หรืออาจจะเป็นการว่ายน้ำ 30 นาที ค่ะ แต่สำหรับท่านผู้ฟังที่ต้องการใช้วิธีออกกำลังกายควบคู่ไปกับการจำกัดอาหาร ท่านควรฝึกการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานวันละ 250 กิโลแคลอรี และตัดพลังงานออกจากอาหารวันละ 250 กิโลแคลอรี ท่านก็จะลดน้ำหนักลงได้ สัปดาห์ละ ½ กิโลกรัมค่ะ พลังงาน 250 กิโลแคลอรี ได้จากการวิ่งเหยาะประมาณ 15 นาที , แอโรบิคแดนซ์ 25-30 นาที, ว่ายน้ำ 12-15 นาที, หรือเดินเร็ว 45 นาทีค่ะ ส่วนอาหารที่ให้พลังงาน 250 กิโลแคลอรี นั้นอาจจะมาจาก…
ปัจจุบันเด็กในสังคมมีปัญหามากมาย ขาดความรัก ความอบอุ่น ถูกทอดทิ้ง ว้าเหว่ บ้างมีพ่อที่ไปทางและแม่ไปทาง มีพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยงทำให้ไม่อยากอยู่บ้าน บางคนอาจจะมีพ่อแม่อยู่ครบ แต่อยู่ในบ้านที่ไม่เป็นบ้านสักเท่าไร จึงไม่เป็นที่น่าอยู่สำหรับลูก ทำให้เด็กไม่อยากอยู่ เลยหนีออกจากบ้านไป ประพฤติตัวเสเพล ทำตามใจตนเอง ใช้ชีวิตเหลวแหลก บ้างก็ประชดชีวิต ประชดพ่อแม่ มีพฤติกรรมอยู่ในมุมมืดที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง ตามที่เราเคยได้ยินได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเด็กๆที่น่าสงสารเหล่านั้น เราไม่ได้กล่าวเน้นถึงด้านการเลี้ยงดูหรือการดูแลลูกในแง่ของสภาพความเป็นอยู่ทางร่างกาย เช่น จะกินจะนอนอย่างไร เราอาจจะพูดถึงบ้าง แต่เน้นที่คุณภาพชีวิตด้านพฤติกรรม ระเบียบวินัย นิสัยใจคอ คุณธรรมและศีลธรรมมากกว่า ปัจจัยที่จะสร้างเด็กให้ได้ดีนั้น อันดับหนึ่ง ก็คือบ้าน ไม่ใช่โรงเรียน ไม่ใช่สิ่งแวดล้อม โรงเรียนและสิ่งแวดล้อมรอบบ้านเป็นอันดับสองและสามตามมา แต่อันดับแรกที่จะช่วยหล่อหลอมมนุษย์ ให้เป็นคนดีหรือคนไม่ดี เป็นคนมีระเบียบหรือเป็นคนไม่มีระเบียบ เป็นคนใจแคบหรือใจกว้าง ก็คือ บ้าน เพราะบ้านหรือครอบครัวเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง อย่าลืมว่าบ้านนั้นเป็นได้ถึงเจ็ดอย่างในชีวิตของเด็ก บ้านในลักษณะที่เป็นครอบครัวเป็นเหมือนศูนย์กลางของชีวิตคน ก็อยากจะขอเสนอดังนี้ว่า บ้านนั้นเป็นได้ถึงเจ็ดอย่างสำหรับลูก นั่นคือ บ้านเป็นบ้านสำหรับลูก 5. บ้านเป็นโบสถ์ วิหาร ศาสนา สำหรับลูก บ้านเป็นโรงเรียนสำหรับลูก 6. บ้านเป็นโรงพยาบาล สำหรับลูก…
วันนี้เราจะมาคุยกันถึงแนวทางการลดน้ำหนักผ่านทางการควบคุมอาหารกันต่อนะคะ ดิฉันขอสรุปแนวทางการควบคุมอาหารดังนี้นะคะ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง ไม่ว่าจะเป็นของทอด ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลมต่างๆ ดังที่เราได้เคยคุยกันไปในรายการที่ผ่านมา เลือกรับประทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำ เช่นอาหารที่ใช้วิธีการต้ม นึ่ง หรือ ลวก เลือกอาหารที่ไม่ได้ผ่านขบวนการและการขัดสี เพราะจะมีเส้นใยอาหารซึ่งจะช่วยให้อิ่ม เช่น เลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว ให้รับประทานผักและผลไม้มากกว่า 5 ส่วน/วัน ถั่วและธัญพืช 6 ส่วน/วัน รับประทานอาหารในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ผ่านขบวนการ เช่น ผักลวก ดีกว่า อาหารกระป๋องนะคะ รับประทานอาหารให้หลากหลายชนิด ที่สำคัญอาหารที่รับประทานควรมีความสมดุล คือมีความหลากหลาย ให้สารอาหารครบ 5 หมู่ และในสัดส่วนที่พอเหมาะ นี่คือหัวใจของการกินดีค่ะ เรียนรู้กรรมวิธีการประกอบอาหาร ลดการใช้น้ำมัน เช่น เลือกอาหารปิ้ง-อบ แทนอาหารทอด-ผัด หรือท่านอาจจะผัดผักด้วยน้ำแทนการผัดด้วยน้ำมัน เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำชนิดอื่นๆ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มสำเร็จรูป เช่น น้ำอัดลม กาแฟเย็น ชาเย็น เป็นต้น ลดการใช้น้ำมัน เนย น้ำจิ้ม น้ำซอสต่างๆ น้ำราดต่างๆ…
วันนี้เราจะมาคุยกันถึงแนวทางการลดน้ำหนักค่ะ นอกจากการออกกำลังกายและการเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการลดน้ำหนักแล้ว การควบคุมอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ขอสรุปแนวทางการควบคุมอาหารดังนี้นะคะ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ของทอด น้ำหวาน น้ำอัดลมต่างๆ ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบเล็กน้อยนะคะ ก๋วยเตี๋ยวน้ำน่องไก่ตุ๋น 1 ถ้วย ขนาด 450 กรัม ให้พลังงาน 428 กิโลแคลอรี แต่เมื่อนำเส้นก๋วยเตี๋ยวนี้มาทำเป็นผัดซีอิ๊วใส่ไข่ 1 จานขนาด 350 กรัม ให้พลังงาน 679 กิโลแคลอรี ให้พลังงานส่วนเกินเพิ่มขึ้นมาถึง 251 กิโลแคลอรี ถ้าท่านผู้ฟังรับประทานข้าวมันไก่ 1 จานขนาด 300 กรัม ท่านจะได้รับพลังงาน 593 กิโลแคลอรี แต่ถ้ารับประทานข้าวมันไก่ทอด จะได้ 693 กิโลแคลอรี เพิ่มมา 100 กิโลแคลอรี ค่ะ ในขณะที่ถ้าท่านเลือกรับประทาน ข้าวราดผัดผักบุ้งไฟแดงและไข่ดาว 1 จาน ขนาด 344 กรัม จะได้รับ…
ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่อง ความฉลาดทางอารมณ์กับครอบครัว ขอให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า ความฉลาดทางอารมณ์ ก่อน คำว่า “ความฉลาดทางอารมณ์” ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Emotional Quotient หรือ เรียกย่อๆว่า E.Q. นั่นเอง “ความฉลาดทางอารมณ์” หรือ I.Q. หมายถึง ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ ทั้งของตัวเองและของผู้อื่น ตลอดจนมีสามารถในการปรับอารมณ์หรือควบคุมอารมณ์ได้ดีและควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ E.Q. หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ นี้ แตกต่างจาก ความฉลาดทางเชาว์ปัญญา ในภาษาอังกฤษ คือ Intelligence Quotient หรือ I.Q. นั่นเอง เนื่องจาก ความฉลาดทางเชาว์ปัญญา เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดซึ่งจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก ความฉลาดทางเชาว์ปัญญา หรือ I.Q. นี้ คือ ความสามารถทางด้านการใช้ความคิด การใช้เหตุผล การคิดคำนวณ และ การเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆได้ E.Q. หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ นี้ ถึงแม้จะเป็นศักยภาพทางสมองเหมือนกัน แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยน…
สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับดิฉันแพทย์หญิงพรวิไล ตันตระรุ่งโรจน์ ในรายการสุขภาพดี มีพระพร รายการที่จะนำข้อคิดดีๆ มามอบให้แก่ท่านผู้ฟัง เพื่อท่านจะได้มีสุขภาพดีทั้ง 3 ด้าน คือ สุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณค่ะ สำหรับวันนี้ดิฉันมีแนวทางการลดน้ำหนักมาฝากค่ะ อันดับแรก ก็คือ ท่านต้องเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ร่างกายมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น จะได้ดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานค่ะ การเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การออกกำลังกายแบบแอโรบิคคือ การออกกำลังที่มีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นร่วมด้วยอย่างต่อเนื่อง เช่น การเดิน การวิ่ง การว่ายน้ำ เป็นต้น การออกกำลังกายแบบนี้นอกจากจะเผาผลาญพลังงานแล้ว ยังจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ขอยกตัวอย่างข้อระวังบางข้อสำหรับการออกกำลังกายชนิดนี้นะคะ คือ ถ้าท่านผู้ฟังมีน้ำหนักตัวมาก ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่มีแรงกระแทกต่อข้อต่อต่างๆ เช่น การกระโดดค่ะ และสำหรับท่านที่มีปัญหาโรคหัวใจร่วมด้วย ควรจะปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่านถึงวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมค่ะ นอกจากการออกกำลังแบบแอโรบิคแล้ว ท่านควรจะเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นบันได การซักผ้า การถูบ้าน แทนที่ท่านจะนั่งแล้วใช้ลูกให้ไปหยิบของมาให้ ท่านก็ลุกขึ้นและเดินไปหยิบของชิ้นนั้นเสียเอง นี่ก็เป็นการเพิ่มการใช้งานของร่างกายแล้วค่ะ การออกกำลังกายหรือการทำกิจกรรมแต่ละชนิด จะมีการใช้พลังานไม่เท่ากัน การนั่งรับประทานอาหารจะใช้พลังงานน้อยการการปรุงอาหาร ซึ่งจะใช้พลังงานน้อยกว่าการทำความสะอาดบ้านค่ะ ขอยกตัวอย่างตัวเลขสักเล็กน้อยนะคะ สมมติว่า ท่านผู้ฟังมีน้ำหนัก 50…
ปัญหาสุขภาพปัญหาหนึ่งที่พบมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน และเป็นปัญหาระดับโลก ก็คือ โรคอ้วนค่ะ โดยเฉพาะโรคอ้วนลงพุง จริงๆ นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1998 หรือพ.ศ. 2541 องค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายและบรรยายลักษณะโรคอ้วนลงพุงเอาไว้แล้ว โดยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคอ้วนลงพุงจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการป่วยเป็นโรคหัวใจและเบาหวานในอนาคต ลักษณะของโรคอ้วนลงพุงมีดังนี้ อินซูลินไม่ทำงาน ร่างกายผลิตอินซูลินได้แต่ใช้การไม่ได้ เรียกว่าเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ถ้าเจาะเลือดจะตรวจพบระดับอินซูลินในเลือดสูง ร่างกายใช้กลูโคสไม่ได้ จนเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และมีโอกาสเกิดโรคอย่างน้อยอีก 2 โรค ในข้อ 3-5 ดังนี้ ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยจะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอล และไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ความดันโลหิตสูง อัลบูมินถูกขับออกทางปัสสาวะในปริมาณต่ำๆ เรียกว่า ไมโครอัลบูมิน ปัจจุบันเกณฑ์การวินิจฉัยโรคอ้วนลงพุงจะดูจากตัวชี้วัด 5 ตัวด้วยกัน ได้แก่ ความยาวรอบเอว ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ระดับไขมันคอลเสเตอรอล ความดันโลหิตสูง และน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งถ้าเข้าเกณฑ์ 3 ข้อใน 5 ข้อ เท่ากับเป็นโรคอ้วนลงพุง รายละเอียดของตัวชี้วัดทั้ง 5 ตัว มีดังนี้นะคะ ท่านผู้ฟังลองฟังดูนะคะว่าท่านมีลักษณะเข้าได้กับโรคอ้วนลงพุงหรือไม่ รอบเอวเพิ่มขึ้น โดยสำหรับชาวเอเชีย…
ครอบครัวในระยะนี้ต้องเจอกับปัญหาหลายอย่าง ที่สำคัญคือ การเกษียณอายุ การสูญเสียบุคคลใกล้ชิด และ เรื่องสุขภาพ การเกษียณอายุทำให้เกิดความเครียดได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจกันมาก่อน หลายคนอาจจะเกิดความรู้สึกไร้คุณค่า ไม่มีประโยชน์และไม่เป็นที่ต้องการของใคร สภาพที่ไม่มีงานทำจึงไม่มีโอกาสสร้างผลงานอีกทั้งเมื่อไม่มีตำแหน่งในการงาน ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต จิตใจหดหู่ นอกจากนี้ความสัมพันธ์กับคู่สมรสอาจจะแย่ลงและเกิดปัญหาทางอารมณ์ตามมา การสูญเสียญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงจะเกิดขึ้นบ่อยในระยะนี้ และจะเป็นเครื่องเตือนว่า บั้นปลายชีวิตของตนก็กำลังใกล้จะมาถึงในไม่ช้า เช่นกัน ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์กล่าวว่า “ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา” ฉะนั้นชีวิตที่เหลืออยู่ ควรจะอยู่อย่างมีคุณค่าและคุ้มค่าเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น และพระเจ้ายังตรัสอีกว่า “ส่วนมนุษย์นั้น วันเวลาของเขาเหมือนหญ้า เขาเจริญขึ้นเหมือนดอกไม้ในทุ่งนา เพราะเมื่อลมพัดผ่านมันก็จะสูญเสียไป นี่แสดงให้เห็นว่าวันเวลาของเราในโลกนี้สั้นมากเมื่อเทียบกับนิรันดร์กาลในพระเจ้า เมื่อพูดถึงเรื่องการสูญเสีย ในบรรดาการสูญเสียทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น การเสียชีวิตของคู่สมรสทำให้เกิดความซึมเศร้าและความเครียดมากที่สุด และโดยทั่วไปแล้วผู้ชายที่สูญเสียภรรยามักจะมีปัญหาในด้านการปรับตัวมากกว่าผู้หญิงที่สูญเสียสามีไป ทั้งนี้เพราะผู้ชายขาดการดูแลเอาใจใส่ ดังที่เคยได้รับจากภรรยาและไม่สามารถดูแลตนเองได้ดี ในขณะที่ผู้หญิงสามารถดูแลตนเองได้ดีกว่า เพราะเคยดูแลทำหน้าที่ดูแลผู้อื่นมาตลอดเวลา ดังนั้นในช่วงนี้ผู้ชายจึงรู้สึกเหงามากกว่าผู้หญิง ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมาได้ถ้าไม่มีการเก็บออมหรือดูแลสุขภาพให้ดีตั้งแต่วัยก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่ารายได้ลดลงหลังจากเกษียณอายุ ร่างกายเสื่อมถอยและความสามารถทางสติปัญญาที่ลดลง เช่น สมองเสื่อม ดังนั้นจึงทำให้ความมั่นคงทางจิตใจลดลงด้วย ผู้สูงอายุหลายคนจึงมีความวิตกกังวล ซึมเศร้า และมีพฤติกรรมที่ถดถอยกลับกลายเป็นเหมือนเด็ก นอกจากนี้ ด้วยความกลัวว่าจะถูกลูกหลานทอดทิ้ง จึงอาจทำให้ผู้สูงอายุบางคนพยายามที่จะรักษาอำนาจของตนเองไว้ เช่น คนที่มีตำแหน่งบริหารในระดับสูง อาจจะไม่ยอมสละตำแหน่งให้ลูกชาย ทั้ง…
คุณคงเห็นด้วยนะคะว่า ไม่มีใครอยากอ้วน เมื่อเรายืนบนเครื่องชั่งน้ำหนักในแต่ละครั้ง เราก็มักจะลุ้นว่า เอ น้ำหนักเราขึ้นไหมนะ เรากำลังอ้วนขึ้นหรือเปล่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราอ้วนหรือไม่ วิธีสากลวิธีหนึ่งก็คือ การคำนวณดัชนีมวลกาย ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบน้ำหนักกับส่วนสูงนั่นเอง สูตรคำนวณมีดังนี้นะคะ เอาน้ำหนักกิโลกรัมเป็นตัวตั้ง แล้วเอาส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสองมาเป็นตัวหาร ขอยกตัวอย่างเล็กน้อยนะคะ สมมติว่าท่านผู้ฟังสูง 160 ซม หนัก 70 กิโลกรัม วิธีคำนวณก็คือ ส่วนสูง 160 ซม.ก็คือ 1.6 เมตร ยกกำลังสอง เท่ากับ 1.6 คูณ 1.6 = 2.56 นำน้ำหนัก 70 กก เป็นตัวตั้งแล้วหารด้วย 2.56 ผลลัพธ์คือ 27.34 ค่ะ ฟังทันนะคะ ลองคำนวณกันอีกครั้งนะคะ สมมติว่าท่านผู้ฟังสูง 155 ซม หนัก 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 155 ซม. เท่ากับ 1.55…
ใครชอบความอ้วนบ้างคะ ยกมือขึ้น คาดว่าน่าจะไม่มีใครยกมือนะคะ แล้วมีใครอ้วนบ้างคะ รู้สึกจะมีหลายคนยกมือนะ เราทุกคนทราบกันดีว่า ความอ้วนมีผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากทำให้รูปร่างไม่น่าชมแล้ว ภายในยังเกิดผลไม่น่าพึงประสงค์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเข่าอักเสบจากการที่ต้องแบกรับน้ำหนักมากเกินไป ความดันโลหิตที่สูงขึ้นจากปริมาณไขมันที่เพิ่มขึ้น ภาวะดื้ออินซูลินซึ่งนำไปสู่โรคเบาหวาน ไขมันอาจจะพอกตับทำให้ตับอักเสบหรืออาจจะสะสมในเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดอุดตัน ถ้าเป็นเส้นเลือดโคโรนารีก็อาจจะเกิดหัวใจขาดเลือด ถ้าเป็นเส้นเลือดที่เลี้ยงสมองอุดตันก็ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ได้ ช่องปอดที่แคบลงทำให้การหายใจเกิดขึ้นไม่เต็มที่ ขณะนอนหลับก็อาจจะเกิดภาวะนอนกรน หรือภาวะทางเดินหายใจอุดกลั้นซึ่งนำไปสู่สมองขาดเลือด หัวใจโตและหัวใจวายได้ เป็นอย่างไรบ้างคะ ฟังดูแล้วน่ากลัวจัง ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของคนคนหนึ่งเมื่อเขาอ้วนค่ะ ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน หรือสำหรับผู้ที่อ้วนไปแล้วจะลดน้ำหนักอย่างไรดี จริงๆแล้วร่างกายของเราต้องการความสมดุลระหว่างพลังงานที่เราได้รับเข้าสู่ร่างกายกับพลังงานที่เราใช้ เมื่อทั้งสองพลังงานนี้สมดุลก็จะไม่อ้วน ขอเปรียบเทียบโดยยกตัวอย่างง่ายๆเทียบกับเงินนะคะ พลังงานที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายก็เปรียบเหมือนกับเงินที่เราได้รับในแต่ละวัน ส่วนพลังงานที่เราใช้ก็เปรียบเหมือนกับเงินที่เราใช้ไปในแต่ละวันนั่นเอง ถ้าเราได้รับเงินวันละ 20 บาท แล้วเราใช้วันละ 20 บาท ผลลัพธ์ก็คือศูนย์ นั่นก็คือน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราได้รับเงินวันละ 20 บาท แต่ใช้เงินไปซื้อของวันละ 30 บาท เราก็ติดลบ เป็นหนี้ หรือน้ำหนักลดนั่นเอง แต่ถ้าเราใช้เงินซื้อของวันละ 15 บาท จากเงิน 20 บาท เราก็จะมีเงินเหลือเก็บวันละ 5 บาท…
จากครั้งที่แล้ว ได้เสนอไป 3 ระยะ ในระยะที่3 ซึ่งเป็นระยะที่ครอบครัวมีลูกเล็กทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คู่สมรส สามี-ภรรยามีบทบาทความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในฐานะเป็นพ่อแม่ เนื่องจากมีสมาชิกใหม่คือ ลูกเกิดขึ้นในครอบครัว ความสัมพันธ์และเวลาที่ให้ต่อกันระหว่างสามีและภรรยาจะลดลง เพราะต่างทุ่มเทความรักและเวลาให้กับลูก วิถีชีวิตประจำวันก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะมีภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบมากขึ้นในการเลี้ยงดูลูก ระยะที่ 4 คือระยะที่ลูกเป็นวัยรุ่นนั่นเอง ลูกๆมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม ครอบครัวเองจะต้องมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ แบบแผน ค่านิยมและความคาดหวังให้เหมาะสม ต้องมีการประนีประนอมกับลูกที่เป็นวัยรุ่นในเรื่องที่ขัดแย้งกันให้ได้ มิฉะนั้นจะเกิดความตึงเครียดภายในครอบครัวซึ่งจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาสร้างบุคลิกภาพของลูก ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตที่ดีของวัยรุ่น เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น ความผูกพันที่เคยแน่นแฟ้นกับพ่อแม่ก็จะลดลงลูกๆเริ่มห่างจากครอบครัวและไปสร้างความผูกพันใหม่กับผู้อื่น เช่น เพื่อนๆและครู เป็นต้น การสร้างความผูกพันใหม่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นด้วย เพราะจะทำให้วัยรุ่นมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น มีประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกับคนอื่น ที่สำคัญก็คือ จะมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวมากเกินไป เด็กวัยรุ่นมักมีอารมณ์และความรู้สึกแปรปรวนได้ง่าย จากการสำรวจของนักวิชาการ พบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้สึกซึมเศร้า รู้สึกว่าไม่มีใครรักและเคยคิดฆ่าตัวตาย ฉะนั้นความแปรปรวนทางอารมณ์ดังกล่าวประกอบกับความตึงเครียดหลายอย่างจึงทำให้วัยรุ่นมีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์เพิ่มขึ้นกว่าในวัยเด็ก อย่างไรก็ตามวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็สามารถที่จะพัฒนาไปสู่วัยผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี สติปัญญาของวัยรุ่นจะพัฒนาขึ้นมากกว่าวัยเด็ก ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และหาเหตุผลจะมีมากขึ้น เป็นคนช่างคิดช่างสงสัยในกฎระเบียบ บรรทัดฐานและค่านิยมของครอบครัว โรงเรียน และสังคม บวกกับความรู้สึกที่รุนแรงในวัยนี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยได้ ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นกับผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่จะมีความตึงเครียดสูง บางครั้งวัยรุ่นจะแสดงพฤติกรรมแบบต่อต้านไม่เชื่อฟัง ดูถูกความคิดเห็นของพ่อแม่และไม่ต้องการให้พ่อแม่เข้ายุ่งวุ่นวายในเรื่องของตน ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้สอนไว้ว่า“…
ปัญหาต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลันเป็นปัญหาหนึ่งที่พบอยู่เรื่อยๆ เวลาที่ดิฉันออกตรวจโอพีดีหรือผู้ป่วยนอกนะคะ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมาด้วยปัญหามีก้อนโต กดเจ็บ และอาจจะมีไข้ร่วมด้วย บางคนก็ไข้ขึ้นสูงเชียวค่ะ และอาจจะมีอาการหนาวสั่น อ่อนเพลียร่วมด้วย ตำแหน่งต่อมน้ำเหลืองอักเสบที่พบบ่อยในผู้ป่วยของดิฉัน ก็คือบริเวณลำคอค่ะ แต่จริงๆแล้วพระเจ้าทรงสร้างให้มีต่อมน้ำเหลืองกระจายอยู่ตามจุดต่างๆทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณขาหนีบ รักแร้ ข้อพับเข่า ในท้อง เป็นต้น ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้มีท่อน้ำเหลืองเชื่อมต่อถึงกัน ต่อมน้ำเหลืองเป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่จับเชื้อโรคค่ะ สาเหตุของต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่เป็นจากการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อวัณโรค ต่อมน้ำเหลืองที่โตในผู้ป่วยบางคนอาจจะเป็นจากมะเร็งก็ได้นะคะ เช่นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งที่ลามมาจากตำแหน่งอื่นๆ แต่ต่อมน้ำเหลืองที่โตจากสาเหตุมะเร็งนี้ มักจะมีลักษณะค่อนข้างแข็ง และอาจจะไม่มีลักษณะอักเสบ กดไม่เจ็บและขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมักจะเกิน 1 เซนติเมตรค่ะ สำหรับในเรื่องการติดเชื้อนั้นส่วนใหญ่แล้ว เราจะพบอาการอักเสบของผิวหนังหรืออวัยวะในบริเวณที่ใกล้เคียงควบคู่ไปกับต่อมน้ำเหลืองที่บวมโตและเจ็บ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบอักเสบ มักจะเป็นผลมาจากการอักเสบในบริเวณเท้า หรือต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางอักเสบมักเป็นผลมาจากทอนซิลอักเสบหรือฟันผุค่ะ แต่ส่วนใหญ่ที่พบบ่อยคือ เป็นจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งลุกลามมาจากโรคติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังในบริเวณใกล้เคียง เช่น บาดแผลอักเสบ ผิวหนังอักเสบค่ะ บางท่านอาจจะคิดว่า เรื่องต่อมน้ำเหลืองอักเสบนี่เป็นเรื่องเล็กๆ แต่จริงๆแล้ว ถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้อโรคอาจจะลุกลามกลายเป็นฝี หรือเข้ากระแสเลือดทำให้กลายเป็นโลหิตเป็นพิษซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ ในการรักษานั้น เราจะให้ผู้ป่วยรับประทานยาปฏิชีวนะนาน 10 วัน และอาจจะใช้น้ำอุ่นจัดๆประคบและยกแขนหรือขาส่วนที่อักเสบให้สูง อาการก็มักจะดีขึ้นและหายเป็นปกติค่ะ คะ…
เรื่อง “ วงจรชีวิตครอบครัว” ของคนเรา ทั้งนี้ ได้มีนักวิจัยครอบครัวซึ่งแบ่งครอบครัวออกเป็นระยะต่างๆ ความจริงก็มีการแบ่งหลายแบบด้วยกัน แต่ละแบบมีสาระคล้ายคลึงกัน เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียดบางอย่างเท่านั้น ในที่นี้เราจะมาพูดถึงวงจรชีวิตตามการแบ่งของ Carter และ Mc Goldrick ซึ่งแบ่งไว้ 6 ระยะ ในระยะแรก วงจรชีวิตครอบครัวเราเริ่มต้นเมื่อ สมาชิกคนหนึ่งแยกออกมาจากครอบครัวเดิม เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเริ่มต้นครอบครัวใหม่ของตนเอง ในระยะนี้ความสัมพันธ์กับครอบครัวจะเปลี่ยนไป เริ่มออกห่างกันเพื่อที่เขาจะไปใช้ชีวิตตามลำพัง พึ่งตนเองและมีอิสรภาพที่จะดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ตนเลือก บางคนอาจจะแยกตัวออกไปเช่าบ้านหรือคอนโดอยู่เองหรือรวมกับเพื่อน ในปัจจุบันการศึกษาเล่าเรียนค่อนข้างใช้เวลานาน จนทำให้ลูกต้องพึ่งพิงครอบครัวนานเกินไป นอกจากนี้การเลี้ยงดูลูกที่เป็นแบบปกป้องและตามใจมากเกินไป ไม่ได้สอนให้ลูกหัดคิดและทำด้วยตนเอง คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันจึงไม่สามารถแยกไปจากครอบครัวได้เมื่อถึงวัยอันสมควร ส่วนบางครอบครัวก็เป็นไปในลักษณะตรงกันข้าม คือ พยายามผลักดันให้ลูกเป็นผู้ใหญ่เร็วเกินไป โดยที่ลูกยังไม่พร้อม เช่น ให้ลูกที่อายุยังน้อย ออกไปหางานทำเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว หรือให้แต่งงานออกไป เพื่อจะไม่ต้องเป็นภาระกับครอบครัว การที่ลูกออกจากบ้านเร็วเกินไป โดยไม่พร้อม จะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนกับถูกปฏิเสธ อาจมีความรู้สึกโกรธและขมขื่นใจ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกมีปัญหาได้ สิ่งที่ควรทำในระยะนี้คือ ให้ครอบครัวมีความสัมพันธ์กับลูกอย่างเหมาะสม แบบผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ ส่งเสริม ให้ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง รับผิดชอบตนเองได้อย่างเต็มที่ และ พร้อมที่จะรับผิดชอบครอบครัวใหม่ ของตนเองในอนาคต ช่วยให้ลูกแยกออกจากครอบครัวได้โดยไม่เกิดการตัดขาดทางอารมณ์ ช่วยให้ลูกมีความผูกพันที่เหมาะสมกับครอบครัวเดิม เพื่อที่จะสามารถสร้างความผูกพันที่เหมาะสมกับครอบครัวใหม่ได้ต่อไป …
วันนี้เราจะมาตรวจสอบหัวใจของเราอย่างง่ายๆ กันนะคะว่า หัวใจของเรามีการทำงานอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ การตรวจสอบทำได้โดยการฟังหัวใจ หรือท่านผู้ฟังอาจจะตรวจสอบด้วยตนเองก็ได้นะคะ โดยการจับชีพจรค่ะ ชีพจรนี้คือ จังหวะที่เส้นเลือดขยายตัวตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ การจับชีพจรจึงสะท้อนบอกได้ว่า หัวใจมีจังหวะการทำงานที่สม่ำเสมอหรือไม่ ในภาวะปกตินั้น ชีพจรของแต่ละคนจะมีอัตราการเต้นในจังหวะที่สม่ำเสมอค่ะ ซึ่งแต่ละคนจะมีอัตราการเต้นไม่เท่ากัน ในผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หัวใจจะเต้นช้ากว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผู้ที่ดื่มน้ำน้อยหัวใจจะเต็นเร็วกว่าผู้ที่ดื่มน้ำปกติ ส่วนในคนอ้วนนั้น หัวใจจะเต้นเร็วกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ ในภาวะปกติขณะที่ร่างกายของเราพักผ่อนนั้น ชีพจรจะเต้นประมาณ 60 ถึง 80 ครั้งต่อนาที อัตราการเต้นของหัวใจไม่ควรจะเร็วจนเกินไป เพราะเท่ากับว่า หัวใจทำงานหนัก ทางการแพทย์จะนับว่าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เมื่ออัตราการเต้นหัวใจหรือชีพจรมีค่ามากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีค่ะ สาเหตุของหัวใจที่เต้นเร็วเกินไปนั้น เกิดได้จากการที่มีบางสิ่งมารบกวนการส่งสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจส่วนที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ เช่น โรคหัวใจ เกลือแร่ผิดปกติ ธัยรอยด์เป็นพิษ โรคความดันโลหิตสูง ยาบางชนิด การมีไข้ก็ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นด้วย นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสม เช่น กาแฟ น้ำอัดลม ช็อคโกแลต ก็ทำให้หัวใจเต้นเร็วได้เช่นกัน ส่วนหัวใจที่เต้นช้าเกินไปนั้น คือมีจังหวะการเต้นน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที ก็มีสาเหตุมาจากมีบางสิ่งมารบกวนการส่งสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจส่วนที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจค่ะเช่นเดียวกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ เกลือแร่ผิดปกติ…
พ่อแม่ที่ดูแลเลี้ยงดูลูกในวัยอนุบาล มีความจำเป็นต้องเข้าใจ ถึง ธรรมชาติของเด็กในวัยนี้ ก่อนว่าเป็นอย่างไร คือ ด้านร่างกาย ด้านความคิด-จิตใจและอารมณ์ ด้านการเข้าสังคม และด้านจิตวิญญาณเพื่อจะ สามารถช่วยให้เด็กมีความสุข และพัฒนาเด็กได้อย่างถูกต้อง เพื่อช่วยส่งเสริมให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต ทีนี้ เรามาพิจารณาดูว่า ลักษณะธรรมชาติพิเศษของเด็กในวัยนี้ เป็นอย่างไรบ้าง ประการแรก(1) คือ ธรรมชาติทางด้านร่างกาย – เด็กในวัยอนุบาลนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่แคล่วคล่องว่องไว และมักจะเคลื่อนไหวตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่จะต้องเข้าใจเด็กว่า นี่คือธรรมชาติของเขา เพราะพ่อแม่บางคนอาจคิดว่า ลูกของตนเองซน อยู่ไม่ค่อยสุข แต่ความจริงแล้ว เด็กกำลังตื่นเต้นและฝึกประสบการณ์ในการเดิน การวิ่งและการเล่นสิ่งต่างๆ – เด็กวัยนี้จะชอบถือของเล่นติดมือและเรียนรู้ไปพร้อมๆกับการเล่น แต่กล้ามเนื้อมือยังไม่คล่องแคล่วเท่าที่ควร พ่อแม่จึงควรจัดหาของเล่นที่เหมาะสม ไม่อันตรายและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก – เด็กในวัยอนุบาลนี้ เริ่มมีความรู้สึกชอบดนตรี ซึ่งโดยมาก มักจะชอบเครื่องเคาะจังหวะดนตรีเร็วๆทุกชนิด และเป็นวัยที่ชอบเลียนแบบ ทั้งการเต้นและการร้องเพลงตาม ประการที่ 2. ธรรมชาติทางความคิด จิตใจ และอารมณ์ – เด็กในวัยอนุบาลเป็นวัยช่างคิดช่างฝัน แต่จะไม่รู้ว่า อะไรคือความจริงและอะไรคือความฝัน บางเรื่องที่พ่อแม่…
พระธรรมสุภาษิต 4:23 ได้กล่าวไว้ว่า “จงรักษาใจของเจ้าไว้ด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” ชีวิตเริ่มต้นมาจากหัวใจก็เพราะ หัวใจทำหน้าที่ที่สำคัญคือ สูบฉีดเลือดส่งไปตามเส้นเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับปั๊มน้ำที่ส่งน้ำไปตามท่อประปาค่ะ แต่ตัวหัวใจเองจะไม่ได้รับประโยชน์จากเลือดที่ผ่านตัวเขานะคะ เขาเพียงแค่ให้เลือดผ่านและปั๊มส่งออกไปเท่านั้น ส่วนตัวหัวใจซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ต้องการเลือดมาเลี้ยงด้วยเช่นกัน จะได้เลือดผ่านทางเส้นเลือดที่ชื่อว่า โคโรนารี่ ค่ะ ฟังดูแล้วช่างเป็นอวัยวะที่เสียสละจริงๆ เส้นเลือดโคโรนารี่จะทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของหัวใจ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เส้นเลือดโคโรนารี่อุดตัน ก็จะส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายขึ้นได้ และถ้าเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างก็จะทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ เรามาดูกันนะคะว่าปริมาณเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกมาเพื่อส่งไปเลี้ยงร่างกายนั้นมีปริมาณแค่ไหน เราพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วในผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในขณะพัก หัวใจจะสูบฉีดเลือดมากกว่า 1 แกลลอนหรือประมาณ 5 ลิตรในเวลา 1 นาที เพื่อส่งไปตามเส้นเลือดยังส่วนต่างๆ ของร่างกายค่ะ ในการบีบตัวของหัวใจแต่ละครั้งนั้น จะใช้พลังงานเท่ากับกำลังแขนที่หยิบแอปเปิ้ลผลใหญ่ๆจากพื้นดินขึ้นมาสู่ปากนะคะ หัวใจทำงานในขณะที่เรานอนหลับ เช่นเดียวกับในขณะที่เราตื่น เมื่อเราวิ่ง หัวใจก็จะบีบตัวเร็วขึ้นเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอกับความต้องการ ลองเดาซิคะว่า เส้นเลือดทั่วร่างกาย ที่หัวใจต้องบีบตัวเพื่อส่งเลือดให้ไปได้จนสุดปลายทางนั้น ถ้านำเส้นเลือดทั้งหมดนี้มาต่อกันแล้วจะมีความยาวเท่าไร มีผู้ประมาณว่า มีความยาวมากกว่า 1 แสนกิโลเมตรค่ะ ซึ่งมีระยะเท่ากับการเดินทางรอบโลกถึง 4 รอบ เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดของเส้นเลือดเหล่านี้ ดิฉันก็ได้พบว่า พระเจ้าของเราทรงเป็นพระเจ้าที่มีระเบียบค่ะ…
คำว่า “ครอบครัว” ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “FAMILY” ความเป็นครอบครัวนั้น มีความสำคัญมากต่อมนุษย์ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ได้บอกถึงความจริวเกี่ยวกับครอบครัว ว่า พระเจ้าทรงได้ทรงสถาปนาครอบครัวของมนุษย์ขึ้นในโลกเป็นสถาบันแรก แม้ว่าเป็นหน่วยเล็กที่สุด แต่ มีความสำคัญมากที่สุดในสังคมของมนุษย์ในโลกนี้ ครอบครัวมีความสำคัญมากถึงเพียงนี้ แล้วเราจะสร้างหรือดำเนินชีวิตครอบครัวอย่างไร เพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคง มีความสุขและประสบความสำเร็จ จงระลึกไว้เสมอว่า… “ ไม่มีความสำเร็จใดๆในโลก ชดเชยความล้มเหลวของครอบครัว” การที่เราจะสร้างครอบครัวให้มั่นคงและมีความสุขได้นั้น มีแนวทางที่สำคัญอยู่ 6 ประการ ที่เราต้องปฏิบัติ ( ขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษ 6 คำ จากคำว่า “ F A M I L Y ” ซึ่งแปลว่า “ครอบครัว” ) F : Forgiveness ( การยกโทษ) ครอบครัวที่มีมั่นคงและมีความสุข จะต้องมีการยกโทษหรือให้อภัยต่อกันโดยไม่มีเงื่อนไข การยกโทษให้กันและกันโดยไม่มีเงื่อนไข เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ที่จะดำรงรักษาครอบครัวให้มั่นคง และยั่งยืนนาน มันไม่สำคัญว่า…
วันนี้เราเริ่มด้วยเสียงหัวใจเต้นนะคะ กษัตริย์ซาโลมอน ผู้ได้รับสมญานามว่า เป็นผู้ที่มีปัญญามากที่สุด ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์พระธรรม สุภาษิต 4:23 ว่า “จงรักษาใจของเจ้าไว้ด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” ถ้าผลแห่งกิจต่างๆ ในชีวิตเกิดมาจากจิตใจ ก็แสดงว่า หัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญ วันนี้รายการของเราจะมาคุยกันถึงลักษณะและการทำงานของหัวใจค่ะ หัวใจของเราตั้งอยู่ในช่องอกนะคะ โดยอยู่บริเวณกลางอกค่อนไปทางด้านซ้าย ถ้าเราค่อยๆ ผ่าตัดเปิดผนังอกของเราลงไปเรื่อยๆ เราจะพบกระดูกซี่โครงก่อน เมื่อตัดกระดูกซี่โครงลงไปก็จะพบปอดและหัวใจ เราจะเห็นได้ว่า หัวใจของเราได้รับการปกป้องอย่างดีอยู่ภายในช่องอกค่ะ จริงๆแล้วหัวใจของเราเป็นเพียงกล้ามเนื้อนิ่มๆ ถ้าหัวใจของเราตั้งอยู่บริเวณขา ข้อศอก หรือเข่า เพียงแค่เราคุกเข่าหัวใจของเราก็แบนแล้ว เราจึงเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงสร้างหัวใจของเราอยู่อย่างปลอดภัยภายในรั้วของกระดูกซี่โครงนี่เอง ลองกำมือของท่านนะคะ นั่นคือขนาดหัวใจของท่านค่ะ หัวใจมีขนาดประมาณเท่ากับกำปั้นของคนคนนั้น เมื่อเราผ่าหัวใจของเราออกเป็น 2 ซีก เราจะพบว่า ลักษณะของหัวใจ จริงๆ แล้วก็คือกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งนี่เอง คล้ายๆ กับกล้ามเนื้อแขนขา แต่เป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานอยู่นอกเหนืออำนาจของจิตใจ คือ เราไม่สามารถออกคำสั่งให้หัวใจทำงานหรือหยุดทำงานได้ หัวใจของเราถูกแบ่งออกเป็น 4 ห้อง คือ ห้องบนด้านซ้าย-ขวา และห้องล่างด้านซ้าย-ขวา โดยจะมีผนังกั้นหัวใจแต่ละห้องออกจากกัน หัวใจด้านซ้ายจะทำหน้าที่รับเลือดแดงจากปอดแล้วปั๊มเลือดแดงส่งออกไปยังเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าซึ่งจะส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ส่วนหัวใจด้านขวาจะรับเลือดดำจากร่างกายแล้วส่งไปฟอกที่ปอดซึ่งจะเปลี่ยนเลือดดำให้กลายเป็นเลือดแดงต่อไป ถ้าผนังกั้นหัวใจมีรูรั่ว…
วันหนึ่งขณะที่ดิฉันทำงานตรวจผู้ป่วยในแผนกผู้ป่วยนอก ก็มีผู้ป่วยหญิงท่านหนึ่ง อายุประมาณ 58 ปี มาพบด้วยอาการว่าประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีอาการปวดเมื่อยตามตัว ใจเต้นเร็ว และรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิมเวลาทำงานมากๆ ไม่มีไข้ รับประทานอาหารได้ตามปกติ อาการอื่นๆก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ภายหลังจากฟังประวัติแล้ว เธอรู้สึกกังวลมาก กลัวว่าจะเป็นโรคหัวใจ ดิฉันก็ตรวจร่างกายของเธอ พบว่า เธอดูซีดเล็กน้อย ความดันโลหิต 125/89 มม.ปรอท อยู่ในเกณฑ์ปกติ ชีพจร 86 ครั้ง/นาที ถือว่าเร็วเล็กน้อย ฟังเสียงปอดและหัวใจก็พบว่าปกติ ตรวจร่างกายอื่นๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ จากการตรวจร่างกายดิฉันคิดว่า ยังไม่ได้คำตอบสำหรับอาการของเธอ จึงเริ่มถามประวัติเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเธอตามหลักการของพระเจ้า คือ นิวสตาร์ท ก็พบข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจดังนี้ค่ะ เธอทำงานนวดแผนไทย โดยจะอยู่ในห้องแอร์ตลอด ในห้องมีอโรมาด้วย เธอดื่มน้ำ 2-3 แก้ว/วัน ส่วนอาหารก็รับประทานปกติ ออกกำลังกายโดยการทำงานนวด เธอไม่มีโรคประจำตัวใดๆ และไม่ได้กินยาประจำ จากข้อมูลทั้งหมดดิฉันคิดว่า สาเหตุอาการของเธอน่าจะเป็นจากการดำเนินชีวิตที่ไม่ถูกต้อง คือ ขาดอากาศบริสุทธิ์และดื่มน้ำไม่เพียงพอ รวมทั้งออกกำลังกายไม่เพียงพอ ดิฉันก็ได้อธิบายให้เธอฟังว่า เมื่อเราหายใจอยู่ในห้องแอร์นานๆ ไม่มีอากาศถ่ายเท…
ตามที่เราทราบกันดีว่า ในปัจจุบัน มีปัญหาสังคมมากมายเกิดขึ้น หลายรูปแบบ หลายด้าน และนับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อวิเคราะห์กันลึกลงไปแล้ว เราจะพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากปัญหาครอบครัวนั่นเอง เพราะครอบครัวขาดความรัก ความอบอุ่น ขาดความเข้าใจ รวมทั้งขาดการอบรมสั่งสอนบุตรหลานในทางที่ถูกที่ควร ครอบครัวเป็นหน่วยพื้นฐานของสังคม คนเราไม่สามารถพัฒนาไปได้ดีและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้หากปราศจากครอบครัวที่ดี ครอบครัวไม่ได้แต่มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของคนเท่านั้น แต่ยังเป็นสถาบันที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาคนให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ โดยผ่านประสบการณ์แห่งการอยู่ร่วมกัน มีความเข้าใจที่ดีต่อกัน มีการแบ่งปันกัน และ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เมื่อทารกเกิดมา ยังไม่มีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว มีเพียงศักยภาพที่ได้จากพันธุกรรมเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นบุคคลของทารกนั้นก็จะพัฒนาขึ้นตามลำดับ จากกระบวนการที่ทารก มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อ-แม่ และ กับสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว เขาจะเกิดการเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้นซึ่งนำไปสู่การหล่อหลอมเอกลักษณ์เฉพาะตัวในที่สุด ครอบครัวยังเป็นหน่วยพื้นฐานแห่งการแลกเปลี่ยน สิ่งสำคัญ ที่แลกเปลี่ยนกัน ก็คือ “ความรัก” โดยเริ่มต้นจาก พ่อ-แม่ ซึ่งเป็นผู้ให้ และลูกๆซึ่งเป็นผู้รับ ถ้าการแลกเปลี่ยนความรักกัน เป็นไปในบรรยากาศที่น่าพึงพอใจ มีทั้งการให้ และการรับในสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ละคนในครอบครัวก็จะพัฒนาเป็นไปอย่างราบรื่น จะเกิดเป็นความรู้สึกไว้วางใจคนในครอบครัว มีความเอื้ออาทรต่อกัน และพร้อมที่จะเสียสละให้แก่กัน แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ ดำเนินไปอย่างไม่เหมาะสม ก็จะก่อให้เกิด ความรู้สึกทุกข์ใจ คับข้องใจ …
มีอยู่วันหนึ่ง ดิฉันมีปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ รู้สึกปวดหน่วงท้องน้อย ปัสสาวะบ่อย แสบขัดและเป็นมากถึงขั้นมีลิ่มเลือดปนมาในปัสสาวะด้วย ตอนนั้นก็อธิษฐานขอพระเจ้าให้ทรงรักษา รีบดื่มน้ำมากๆ กินยาปฏิชีวนะ และไม่กลั้นปัสสาวะ ขอบคุณพระเจ้า ในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ปัสสาวะก็กลับมาใสปกติ แต่อาการอื่นๆ ยังคงมีอยู่ แต่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นดิฉันก็ยังกินยาต่อจนครบคอร์ส เหตุการณ์เจ็บป่วยในครั้งนี้ ดิฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าด้วยเหตุผล 2 ข้อ 1 คือ ได้มีโอกาสรู้ว่า ผู้ป่วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้นมีอาการเป็นอย่างไร ทำให้เข้าใจจิตใจของผู้ป่วยมากขึ้น และ 2 ดิฉันรู้ค่ะว่า พระเจ้าทรงเตือนให้ดูแลสุขภาพของตนเอง เพราะสาเหตุที่ทำให้ดิฉันมีปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบก็เพราะดิฉันกลั้นปัสสาวะนั่นเอง ท่านผู้ฟังคะ สุขภาพที่ดีนั้นเป็นพระพรที่พระเจ้าทรงมอบให้ ต้องรักษาไว้ให้ดี ดิฉันรู้สึกว่าเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ทรงอนุญาตให้ความเจ็บป่วยเกิดขึ้น และเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ และไม่รุนแรง จริงๆ แล้วกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้น อาจนำไปสู่การเกิดโรคกรวยไตอักเสบ ทำให้มีไข้สูงและเชื้อโรคอาจจะแพร่เข้าสู่กระแสเลือดทำให้ช็อคได้ ในพระธรรมโรม 8:28 กล่าวว่า “เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” สำหรับผู้ที่รักพระเจ้านั้น เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต พระเจ้าจะทรงช่วยให้เกิดผลอันดีค่ะ ขอเน้นคำว่า ทุกอย่างนะคะ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความเสียใจ…
แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ซึ่งทางรายการของเราได้นำเสนอไปแล้วบางส่วน ได้แก่ ฆ่าเชื้อโรค ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส แสงแดดยกชูจิตใจ ทำให้มีความรู้สึกผาสุกชื่นบาน แสงแดดช่วยในการสร้างวิตามินดี ซึ่งทำให้กระดูกแข็งแรง แสงแดดยังช่วยในการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้ร่างกายอ่อนเยาว์และนอนหลับได้ดีค่ะ เราจะมาคุยกันต่อนะคะว่า แสงแดดยังมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง แสงแดดช่วยให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรง แสงแดดช่วยบรรเทาอาการปวด เคยมีผู้ที่มีปัญหาปวดเข่า แล้วนำเข่าทางด้านข้อพับไปตากแดดทุกวัน วันละประมาณ 10-20 นาที พบว่า ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ด้วย น่าลองนะคะวิธีนี้ ได้ผลดีและไม่เสียเงินด้วย แสงแดดช่วยลดความดันโลหิตและลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงก็อย่าลืมออกแดดทุกวันนะคะ แสงแดดในปริมาณที่พอเหมาะป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่และต่อมลูกหมาก วิตามินดีจากแสงแดดช่วยยับยั้งการเติบโตของมะเร็ง รวมทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ แสงแดดมีข้อดีมากมายเช่นนี้ เราจึงควรจะให้ร่างกายสัมผัสกับแสงแดดทุกวัน แต่สิ่งดีที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดโทษได้ ถ้าเราได้รับแสงแดดมากเกินไปโดยเฉพาะเมื่อโดนแดดจนผิวหนังไหม้หรือ sun burn จะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นได้ sun burn จะทำลายเนื้อเยื่อที่ดีของผิวหนัง และเมื่อผิวหนังไหม้หรือ sun burn เกิดขึ้นซ้ำๆ จะทำให้เนื้อเยื่อชั้นผิวหนังถูกทำลายอย่างถาวรและเกิดมะเร็งได้มากขึ้น ผิวหนังไหม้ที่เกิดซ้ำๆเหล่านี้ ยังทำลายความยืดหยุ่นและต่อมไขมันใต้ผิวหนังอีกด้วยนะคะ ผลก็คือทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น และแก่กว่าวัยค่ะ ดังนั้นจึงไม่ควรตากแดดมากเกินไป อาหารก็มีส่วนป้องกันหรือส่งเสริมการเกิดมะเร็งผิวหนังด้วยค่ะ พบว่า อาหารที่มีไขมันสูง…
ครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลที่สุดต่อชีวิตของเด็กๆ บ้านเป็นที่หล่อหลอมบุคลิกและอุปนิสัย แม้ว่าอารมณ์ของเด็กๆเองจะสืบทอดผ่านพันธุกรรมได้ แต่อารมณ์ของเด็กๆนั้นยังขึ้นกับสภาพครอบครัวและวิถีการอบรมเช่นกันไม่น้อย เด็กที่เติบโตจากครอบครัวที่ไม่สนใจเขา มีพ่อแม่ที่ดื้อดึงต่อต้านกฎหมาย เมื่อเด็กคนนี้เติบโตขึ้น เขาจะมีแนวโน้มจะเป็นคนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น แต่เด็กที่เติบโตในบ้านที่เต็มไปด้วยความรัก ได้รับคำชมเมื่อประพฤติดี และสอนให้เคารพกฎหมาย ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่จะเกิดผลและบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม เราลองมาดูครอบครัวที่จะถูกยกตัวอย่าง สองครอบครัวต่อไปนี้ คือ ครอบครัวของ แม๊กซ์ จู๊กส์ และ ของ โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ ให้อุทาหรณ์ที่น่าตกใจแห่งความตรงกันข้ามนี้ แม๊กซ์ จู๊กส์ อาศัยในรัฐนิวยอร์ค เขาไม่เชื่อการอบรมของคริสเตียน แต่งงานกับหญิงที่มีลักษณะคล้ายเขา คู่สมรสคู่นี้มีลูกหลานสืบสายมา 1026 คน ปรากฏว่า 300 คนจากคนจำนวนนี้ตายก่อนกำหนด 100คน ถูกส่งเข้าสถานดัดสันดานอยู่ประมาณ 13ปีเฉลี่ยต่อคน 190คน กลายเป็นโสเภณีและ 100คนเป็นคนขี้เมา ถ้าเราใช้สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐบาลต้องเสียเงินกว่า 6ล้านเหรียญสหรัฐในการแก้ไขปัญหาที่ครอบครัวนี้ก่อขึ้น และไม่มีบันทึกใดที่แสดงว่าครอบครัวนี้ทำประโยชน์ต่อสารธารณะเลย โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ที่อยู่ในรัฐเดียวกัน แต่เชื่อในการอบรมแบบคริสเตียนและแต่งงานกับหญิงที่คล้ายเขา ได้มีการศึกษาและพบว่า ลูกหลาน 729คนจากตระกูลนี้ 300คนเป็นนักเทศนา 65คนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 13คนเป็นประธานมหาวิทยาลัย 60คนเป็นนักประพันธ์หนังสือ…
หลายๆท่านคงจะรู้สึกกลัวแสงแดดนะคะ เวลาต้องออกไปอยู่กลางแดดก็อดไม่ได้ที่จะกางร่มหรือทาครีมป้องกันแสงแดด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะแสงแดดที่แรงเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพของเราได้ แต่ท่านผู้ฟังทราบไหมคะว่า เมื่อร่างกายของเราได้รับแสงแดดในปริมาณที่พอเหมาะและในระยะเวลาที่เหมาะสมจะส่งผลดีต่อสุขภาพของเรามากทีเดียว พระเจ้าทรงสร้างโลกใน 6 วันนะคะ วันแรกเป็นวันที่ทรงสร้างแสงสว่าง ส่วนดวงอาทิตย์นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 4 สิ่งเหล่านี้พระเจ้าทรงเตรียมไว้พร้อมก่อนที่จะทรงสร้างมนุษย์ แสดงว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและมีความสำคัญต่อมนุษย์ค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงประโยชน์ของแสงสว่างนะคะ 1.แสงแดดเป็นนักฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพ ในปี 1903 ในประเทศ Switzerland นพ. Auguste Rollier ได้เปิด sun clinic หรือคลินิกดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นคลินิกที่ใช้ UV จากแสงอาทิตย์ในการรักษาโรค เช่น วัณโรค rickets หรือโรคกระดูกอ่อน ฝีดาษ lupus vulgaris หรือ skin tuberculosis และบาดแผลต่างๆ ซึ่งคลินิกของคุณหมอก็ได้ช่วยเหลือคนไข้มากมายเชียวค่ะ ซึ่งมีผู้ประมาณว่า ในช่วงเวลา 20 ปี คลินิกของคุณหมอได้รักษาผู้ป่วยวัณโรคของกระดูกและข้อมากกว่า 2000 ราย และมากกว่า 80% ของผู้ป่วยหายโรคค่ะ แสงแดดในปริมาณที่เหมาะสมทำให้ผิวพรรณผ่องใส เนียนลื่นและยืดหยุ่น และยังช่วยให้ต้านทานการติดเชื้อได้ดีขึ้น…
1ทธ.2:3-4 การกระทำเช่นนี้เป็นการดี และเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเราพระองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดและรู้ความจริง 1ทธ.3:15 …คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เป็นหลักและเป็นรากฐานแห่งความจริง มก.1:14-15 …ทรงประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าโดยตรัสว่า “เวลากำหนดมาถึงแล้วและแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐ” หนังสือ 1 ทิโมธี 3:15 วรรคหลังกล่าวว่า “คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เป็นหลักและเป็นรากฐานแห่งความจริง” กรณีนี้ก็บ่งชี้ว่าถ้าปราศจากความจริงก็ปราศจากคริสตจักร ความจริงจะนำมาซึ่งชีวิต และเมื่อเรามีชีวิตเราก็จะกลายเป็นคริสตจักรทันที ภารกิจเพียงหนึ่งเดียวของคริสตจักรในวันนี้ก็คือการประกาศกิตติคุณ และเนื้อหาของกิตติคุณก็คือความจริง ความจริงได้บ่งบอกถึงประเด็นที่เป็นศูนย์กลางให้กับเรา นั่นก็คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพผู้เป็นพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ประทานพระองค์เองเข้าสู่ภายในชีวิตของมนุษย์ที่เป็นคนบาป เพื่อความบาปของเราจะได้รับการอภัย ได้รับชีวิตของพระเจ้า และมีชีวิตองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ภายในเราทำให้เราเปลี่ยนแปลงเป็นบุตรของพระองค์ นี่ก็คือความจริงและก็คือพระกิตติคุณ เราจำต้องเรียนรู้พระกิตติคุณเหล่านี้ เปาโลกล่าวว่าการที่ท่านถูกใช้ออกไปนั้นไม่เพียงเพื่อประกาศกิตติคุณเท่านั้น แต่ยังต้องสอนความจริงให้กับผู้อื่นอีกด้วย (1ทธ.2:7; 2ทธ.1:11). นี่ก็หมายความว่าเพียงแต่ประกาศกิตติคุณเท่านั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน แต่ยังต้องสอนความจริงอีกด้วย. ประเด็นที่สำคัญในพระคัมภีร์ก็คือพระกิตติคุณและความจริงแท้ …เราจำต้องศึกษาพระคัมภีร์อย่างถ่องแท้ จนกระทั่งเราสามารถมองเห็นว่าพระกิตติคุณก็คือความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้า และความจริงก็คือองค์พระเจ้านั่นเอง พระกิตติคุณไม่เพียงเป็นข่าวสารอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่คือความรอดแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า และความจริงก็ไม่ใช่เพียงเป็นหลักธรรมเท่านั้น แต่ความจริงก็คือตัวของพระเจ้าเองเลยทีเดียว เราจำต้องตระหนักว่าสิ่งที่ทั่วโลกต้องการในวันนี้ก็คือพระกิตติคุณและความจริง. พระคัมภีร์ได้บันทึกสำเร็จแล้วตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อน และก็ได้มอบไว้ให้กับคริสตจักรแล้วด้วย. แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือเนื่องจากการตกต่ำลงของคริสตจักร ความสว่างของพระกิตติคุณจึงได้หายไป และความสว่างของความจริงก็มืดมนไป …จนกระทั่งมาถึงช่วงของการปฏิรูปศาสนา ประเด็นที่สำคัญแห่งการงานของนักปฏิรูปก็คือต้องปลดปล่อยความจริงในพระคัมภีร์ …แม้ว่าความสว่างในตอนนั้นจะมีเพียงน้อยนิด แต่ว่ายิ่งส่องสว่างแรงกล้าขึ้นทุกที…
ยน.14:6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา ยน.17:17 บัดนี้พวกเขารู้ว่าทุกสิ่งที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้นมาจากพระองค์ ยน.18:37 …พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลก เพื่อเป็นพยานให้กับสัจจะ ทุกคนที่อยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา” การฟื้นฟูชีวิตให้พ้นจากความบาปขององค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งอยู่บนหลักการที่สำคัญสี่ประการ คือหนึ่งหลักความจริง สองคือชีวิต สามคือคริสตจักร และสี่คือพระกิตติคุณ …พระคัมภีร์ได้บอกกับเราว่าตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองก็คือความจริง และตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองก็คือชีวิต. องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสในหนังสือยอห์น 14:6 ว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต”. ความจริงในที่นี้ก็คือหลักความจริงนั่นเอง. พูดอีกนัยหนึ่งก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าตัวของพระองค์เองก็คือชีวิตและหลักความจริง. หลักความจริงและชีวิตทั้งสองนี้ล้วนแต่เป็นตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง แต่ว่าต่างก็มีเงื่อนแง่ที่แตกต่างกัน. ซึ่งข้อแตกต่างก็คือหลักความจริงเป็นการอธิบายและการชี้แจงทางภายนอก ส่วนชีวิตเป็นเนื้อหาสาระที่อยู่ภายในและเป็นเรื่องทางภายในของเรา. องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ภายในเราทรงเป็นชีวิตของเรา ซึ่งประสบการณ์เช่นนี้จำต้องมีการชี้แจงเพื่อความเข้าใจ และการชี้แจงนี้ก็คือการเรียนรู้หลักความจริงนั่นเอง ถ้าเราต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าตามการชี้แจงนี้ เราก็จะได้รับชีวิต ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราต้องการมีประสบการณ์แห่งชีวิตของพระเจ้า เราก็ต้องเรียนรู้จักหลักความจริง ถ้าพูดในอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตที่ซ่อนอยู่ในหลักความจริงของพระองค์นั่นอง ดังนั้น ถ้าเราไม่มีความชัดเจน ไม่เข้าใจ หรือไม่รู้จักหลักความจริง เราก็ไม่อาจมีชีวิตร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราได้เลย ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องทุ่มเทเวลาอย่างเพียงพอในการเรียนรู้หลักความจริงของพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ให้เราคงอยู่ในที่มืด วันนี้หลักความจริงของพระองค์ล้วนแต่อยู่ในพระคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานให้กับเรา. เราจำต้องตระหนักว่าพระคัมภีร์เล่มนี้ก็คือหนังสือแห่งชีวิต. การที่พระคัมภีร์เป็นหนังสือแห่งชีวิตก็เพราะว่าเนื้อหาทั้งหมดล้วนแต่เป็นหลักความจริง …ไม่มีคนใดที่สามารถมีชีวิตในพระองค์ได้โดยไม่รู้จักพระคัมภีร์และไม่รู้หลักความจริงในพระคัมภีร์. วันนี้ถ้าเราต้องการให้ชีวิตในร่างกายของเราได้รับความชื่นชมยินดีในพระองค์…
สดุดี 127 : 1. ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้านบรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนครคนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า 2. เป็นการเหนื่อยเปล่าที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด นอนดึก และกระหืดกระหอบกินอาหารเพราะพระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์ ให้หลับสบาย มัทธิว 7 : 24 เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา 25 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยวลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลงเพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ทุก ๆ คนทั่วทั้งโลกต่างก็จับตามอง และให้ความสนใจต่อการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งยาน อพอลโล 11 พร้อมนักบินอวกาศ 3 คนไปลงดวงจันทร์ มีการถ่ายทอดเหตุการณ์ครั้งนั้นไปทั่วโลก ขั้นตอนทุกอย่างถูกตระเตรียมและดำเนินการอย่างเป็นระบบตามแผนที่ดำเนินไว้ เมื่อยานได้ถูกยิงออกไปจากผืนโลกเมื่อไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วท่อนเชื้อเพลิงท่อนแรกที่ถูกใช้หมดแล้วก็จะถูกสลัดออกไป และเริ่มใช้กำลังขับเคลื่อนในท่อนเชื้อเพลิงที่ 2 ต่อไป เมื่อยานลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ นิล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศคนแรกที่ได้ลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ ก็นำเครื่องมือตักดินตัวอย่างเพื่อนำมาตรวจสอบบนผืนโลก ทุกย่างก้าวของการปฏิบัติการ อพลโล 11 ได้ถูกกำหนดเวลาเอาไว้แล้วอย่างแน่นอนว่าจะทำอะไร และใช้เวลาเท่าไร จนกระทั่งยานสามารถนำตัวเองกลับคืนสู่พื้นโลกได้อย่างปลอดภัย นักบินอวกาศจำเป็นจะต้องทำภารกิจทุกอย่างตามที่กำหนดไว้ ซึ่งทำให้ อพอลโล…
เราได้เคยพูดคุยถึงความสำคัญของปอดและการหายใจไปแล้ว ท่านผู้ฟังจำได้ไหมคะว่า การหายใจที่ถูกต้องนั้น ต้องเป็นอย่างไร…… ใช่แล้วค่ะ การหายใจที่ถูกต้องนั้น ขณะเราหายใจเข้า ท้องจะป่องออก แล้วท้องจะแฟบหรือยุบลงขณะที่เราหายใจออก ถ้าเราหายใจไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอจะเกิดผลกระทบด้านลบต่อร่างกายของเราค่ะ ดังที่บันทึกไว้ใน หนังสือ สุขอนามัยกับความผาสุข หน้า 272 ขออนุญาตอ่านให้ฟังนะคะ “ผิวหนังจะเหี่ยวย่น การย่อยอาหารจะช้าลง หัวใจห่อเหี่ยว สมองขุ่นมัว ทำให้ความคิดต่างๆ สับสน จิตวิญญาณจะพบแต่ความมืดมน ระบบทั้งหมดห่อเหี่ยวลงและไม่มีความกระตือรือร้น และมีโอกาสป่วยเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย” จากข้อมูลที่อ่านไป เราจะเห็นว่า เมื่อเราหายใจไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อหลายระบบของร่างกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาท ระบบหัวใจ ระบบภูมิต้านทาน และยังมีผลต่อจิตใจและจิตวิญญาณอีกด้วย . ถ้าเช่นนั้น เรามาช่วยกันฟังดูนะคะว่า มีอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุทำให้เราหายใจไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ ขอแบ่งเป็น 4 ข้อใหญ่ๆ ค่ะ หายใจน้อยหรือหายใจตื้น (เครียด) เช่น การหายใจในขณะมีความเครียดต่อเนื่องนานๆ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอากาศไม่บริสุทธิ์ เช่นมีควัน หรือมีผู้สูบบุหรี่ หรืออยู่ในห้องที่มีคนจำนวนมาก เช่นโรงภาพยนตร์ มีท่าทางไม่เหมาะสม เช่น…
อฟ.2:15 คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละจึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข อฟ.4:24 และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง สิ่งที่เราต้องการในวันนี้ไม่ใช่ความรู้ที่เป็นหลักธรรม แต่คือประสบการณ์ที่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน โดยการยึดพระคริสต์ เป็นแบบอย่างและกลายเป็นชีวิตของเรา. เรามักจะกล่าวถึงเรื่องคริสตจักรคือบุคคลที่บังเกิดเป็นคนใหม่ ซึ่งการที่จะกลายเป็นคนใหม่ได้นั้น เราจำต้องยึดพระคริสต์เป็นชีวิตและตัวตนของเรา ในท่ามกลางผู้เชื่อทั้งหลายนั้นยังมีความเข้าใจในเรื่องนี้น้อยมาก เราไม่ควรพึงพอใจเพียงแค่ว่ามีผู้อื่นถือว่าเราเป็นคนดีเคร่งครัดเท่านั้น. แต่เราจำต้องเป็นคนที่ยึดพระคริสต์เป็นชีวิตและตัวตนของเรา ขอให้เราทุกคนเข้ามายังเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และรับการสร้างชีวิตขึ้นใหม่โดยพระองค์และจากพระองค์เกี่ยวกับรายละเอียดทั้งหมดในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา. เราอาจจะไม่ค่อยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ยึดพระคริสต์เป็นชีวิตและตัวตนของเรา.” บ่อยเท่าใดนักในคริสตจักร แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปรากฏจริงในพระคัมภีร์ เนื่องจากคริสตจักรก็คือผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่และวันนี้ผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นั้นจำเป็นจะต้องได้รับการสร้างจนมีชีวิตที่เหมือนกับองค์พระเยซูคริสต์ และมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมีชีวิตของพระองค์อยู่ภายในนั่นเอง. เรารู้ถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร? เรารู้ได้เนื่องจากหนังสือ เอเฟซัส 3:17 กล่าวว่า “เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ….” เพราะเมื่อพระคริสต์จะทรงสถิตและพักพิงอยู่ในใจของท่านแล้ว นี่ก็หมายความว่าพระองค์ประสงค์ที่จะกลายเป็นชีวิตจริง ๆ อยู่ภายในตัวของท่านด้วย และท่านก็จะไม่ได้เป็นเจ้าของตัวเองอีกต่อไป หนังสือเอเฟซัสได้กล่าวไว้ชัดเจนกว่าหนังสือเล่มอื่นๆ ว่าเราต้องยอมให้พระคริสต์กลายเป็นผู้ที่สถิตอยู่ภายในใจของเรา และสิ่งนี้ก็เนื่องมาจากพระองค์ประสงค์ที่จะกลายเป็นชีวิตจริงๆที่อยู่ภายในตัวตนของเรา. แต่อย่างไรก็ตามสิ่งนี้มิได้หมายความว่าเมื่อพระองค์ทรงอยู่ภายในขีวิตของท่านก็กลายเป็นตัวตนของท่านไปโดยแยกออกไปต่างหาก หรือเมื่อพระองค์ทรงอยู่ภายในข้าพเจ้าก็กลายเป็นตัวตนของข้าพเจ้าโดยแยกไม่เกี่ยวข้องกัน หรือแม้กระทั่งว่าพระองค์ทรงอยู่ในบุคคลผู้ใดพระองค์ก็จะกลายเป็นตัวตนของคนๆ นั้นโดยเอกเทศ. นี่เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง. ในความเป็นจริงแล้วพระองค์ทรงสถิตอยู่ภายในเราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน. ชีวิตตัวตนที่อยู่ในท่านนั้นก็คือชีวิตตัวตนที่อยู่ในข้าพเจ้าด้วย. และพวกเราทุกคนต่างก็ล้วนมีชีวิตที่กลายเป็นตัวตนหนึ่งเดียวกัน และชีวิตตัวตนนี้ก็คือชีวิตของพระคริสต์โดยทางความเชื่อนั่นเอง. ในพระกายซึ่งหมายถึงคริสตจักรนั้นเราต่างก็เป็นอวัยวะซึ่งกันและกัน แต่ในชีวิตที่กลายเป็นคนใหม่นั้นเรามีชีวิตของพระคริสต์เหมือนกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นคน ๆ…
อสค.1:1…. ขณะเมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำเคบาร์ในหมู่พวกเชลย ท้องฟ้าเบิกออก และข้าพเจ้าได้เห็นพระเจ้าในนิมิต กจ.26:19 ข้าแต่กษัตริย์อากริปปา เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าพระบาทจึงเชื่อฟังนิมิต ซึ่งมาจากสวรรค์นั้น และมิได้ขัดขืน วว.21:2 ข้าพเจ้าได้เห็นวิสุทธนคร คือนครเยรูซาเล็มใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า นครนี้ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้วเหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี ทุกคนที่ปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าจะต้องเป็นผู้ที่มีมีนิมิตที่มีสง่าราศีอย่างใดอย่างหนึ่ง. นิมิตที่ว่านี้ไม่ใช่หมายถึงว่าการมองเห็นของท่านเท่านั้นแต่คือสง่าราศีของพระเจ้า สิ่งที่ท่านมองเห็นนั้นคือสง่าราศีที่จะกระทำเพื่อถวายให้แด่พระเจ้า. ฉะนั้นเมื่อท่านมีนิมิตดังกล่าวสิ่งที่ท่านมองเห็นก็จะกลายเป็นสง่าราศีและนี่ก็คือนิมิตอันมีสง่าราศีที่มาจากพระเจ้า. คำว่า “นิมิต” หมายถึงสิ่งจุดมุ่งหมายที่พิเศษ และวิเศษมากซึ่งไม่ธรรมดา, ไม่ใช่สิ่งสามัญ. นิมิตยังหมายถึงเหตุการณ์หรือทิวทัศน์. ท่านมองเห็นทิวทัศน์นั้นเนื่องจากมันปรากฏออกมา. ดังนั้นนิมิตจึงเป็นการมองเห็นที่พิเศษอย่างหนึ่ง. เราต้องรู้ว่าการปรนนิบัติพระเจ้าไม่ใช่เรื่องธรรมดาทั่วไป. สิ่งนี้ก็เนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไม่ใช่เป็นสิ่งธรรมดาทั่วไป. ถ้าเราไม่มีความรู้สึกเกี่ยวกับการปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าและการเป็นพยานเพื่อพระองค์แล้วเราก็คือคนที่ไม่เห็นและไม่มีนิมิตนั่นเอง. นิมิตของพระเจ้าคือการเปิดเผยของพระองค์ที่ทำให้พลไพร่ของพระองค์มองเห็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์, ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณ, และเป็นฝ่ายสวรรค์. เอเสเคียลมองเห็นนิมิตที่อยู่ฝ่ายวิญญาณและเป็นฝ่ายสวรรค์นี้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเขา ภายใต้ฟ้าสวรรค์ที่เปิดออก (เทียบกับ อฟ.3:3-5; วว.1:10; 4:2; 17:3; 21:10) และเขาได้นำนิมิตเหล่านี้ ไปให้แก่พลไพร่ของพระเจ้าเพื่อจะฟื้นฟูและหนุนใจพวกเขาจากการเป็นเชลยเพื่อการก่อสร้างพระวิหารที่ประทับของพระเจ้า. สิ่งนี้ก็มาจากคำพยากรณ์ของยะเอเศเคียลซึ่งให้แก่พลไพร่ที่อยู่ภายใต้การเป็นเชลยเป็นสำคัญ (อสค.3:10-11) เพื่อว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะละทิ้งรูปเคารพโดยหันจิตใจของเขาสู่พระเจ้าและกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอน ของเขาหลังจากผ่านการตกเป็นเชลยไป 70 ปี. พระคัมภีร์ทั้งเล่ม และหนังสือเอเศเคียลเป็นภาพย่อของน้ำพระทัยของพระเจ้า และพระคัมภีร์ได้เปิดเผยว่า พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าคือการที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้พลไพร่ของพระองค์ที่พระองค์ทรงเลือกสรรในโลกนี้นั้นเป็นเหมือนกับพระองค์ ทั้งในด้านชีวิต,…
หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก การหายใจที่ถูกต้องนั้น เวลาหายใจเข้า ท้องจะป่องออก เพราะช่องปอดขยาย ดันกระบังลมเข้ามาสู่ช่องท้อง ท้องจึงป่องออก ส่วนในขณะหายใจออกนั้น ท้องจะต้องแฟบหรือยุบลงค่ะ เพราะกระบังลมกลับมาคืนที่และดันลมในช่องปอดออกไปพร้อมกับลมหายใจ ทบทวนกันอีกครั้งนะคะ หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบค่ะ ตอนนี้เราจะหายใจไปพร้อมๆ กันนะคะ ขอให้ท่านผู้ฟังวางมือประสานที่หน้าท้อง หายใจเข้าช้าๆ นะคะ หัวไหล่อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องขยับค่ะ ส่วนท้องนั้นต้องป่องออกนะคะ ดีมากค่ะ ต่อไปหายใจออกนะคะ ท้องจะแฟบลง มือจะลดตามลงไปด้วย …… หายใจเข้าค่ะ ช้าๆ เต็มที่นะคะ หายใจออกค่ะ ดีมากค่ะ เราพบว่า การหายใจลึกๆ จะให้ประโยชน์แก่ร่างกายดังนี้ ค่ะ ช่วยให้นอนหลับได้ลึกยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบหายใจ ทำให้สมองแจ่มใสจากการที่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ขอให้สำรวจหมั่นเตือนตนเอง ให้หายใจเข้าออกลึกๆ ไม่ว่าจะเป็นในขณะออกกำลังกาย หรือแม้แต่ขณะนั่งทำงาน การหายใจลึกๆ ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่สมอง ทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยผ่อนคลายความเครียดอีกด้วย สำหรับท่านผู้ฟังที่ทำงานในห้องแอร์ ก็อย่าลืมออกไปสัมผัสกับอาการบริสุทธิ์ภายนอกบ้างนะ เช่นอยู่ใต้ต้นไม้ในเวลากลางวัน หรืออาจจะแง้มหน้าต่างๆไว้นิดๆ เพื่อให้อากาศในห้องมีการหมุนเวียน…
2 ทิโมธี 1 : 8 “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือฝ่ายตัวข้าพเจ้าที่ถูกจำจองอยู่เพราะเห็นแก่พระองค์ แต่จงมีส่วนในการยากลำบาก เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ โดยอาศัยฤทธิ์เดชแห่งพระเจ้า” อ.เปาโลเขียนจดหมาย 2 ทิโมธี ในเวลาที่คริสเตียนในขณะนั้นอยู่ในช่วงของการข่มเหงอย่างหนัก คริสเตียนดำเนินชีวิตท่ามกลางความยากลำบากอย่างมากเพราะเรื่องของพระเยซูเป็นที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม และคริสเตียนเองถูกดูถูกและใส่ร้าย ไม่เป็นที่นิยมชมชอบ เป็นเหตุให้ทีมงาน อ.เปาโลหลายคนได้ละทิ้ง อ.เปาโล และต่างก็อ่อนแอละทิ้งความเชื่อ (2ทธ.1:15, 2ทธ.4:10, 2ทธ.4:14) ในสภาพแรงกดดันเช่นนี้ อ.เปาโล ได้เขียนจดหมายหนุนใจทิโมธีไม่ให้มีความละอายใน 3 สิ่ง ดังนี้ ไม่มีความละอายในการเป็นพยานเรื่องของพระเยซูคริสต์ (ข้อ 8) “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา..” ผู้รับใช้พระเจ้าที่ดีต้องไม่ละอายที่จะเป็นพยานเรื่องของพระเยซูคริสต์ คำว่า “เป็นพยาน” ในที่นี้หมายถึงการกล่าวถึงหลักฐาน การพูดชี้แจงถึงความจริงของพระเยซูคริสต์ การเป็นพยานด้วยชีวิตและประสบการณ์ของคริสเตียนจะเป็นหลักฐานที่สำคัญที่จะยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ (มธ.8:4) การจะมีความ “ละอาย” ในการเป็นพยานนั้น อาจเกิดได้จาก 2 ประการคือ 1.1 ละอายเรื่องของพระเยซูคริสต์ เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งเพราะเป็นอาการของคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง พระเยซูได้บอกไว้ว่าหากใครละอายพระองค์ พระองค์ก็จะละอายเขาเช่นเดียวกัน (มก.8:38) 1.2 ละอายในการเป็นพยาน…
2 ทิโมธี 1 : 2 – 7 ถึง ทิโมธีบุตรที่รักของเรา ขอพระคุณและพระเมตตา และสันติสุขจากพระบิดาเจ้า และพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงดำรงอยู่กับท่านเถิด 3 เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงท่านในการอธิษฐานอยู่เสมอนั้น ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าซึ่งข้าพเจ้าได้รับใช้ด้วยจิตสำนึกอันบริสุทธิ์เช่นบรรพบุรุษของข้าพเจ้า 4 ขณะเมื่อระลึกถึงน้ำตาของท่าน ข้าพเจ้าก็ปรารถนาทั้งวันทั้งคืนที่จะได้พบท่าน ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่ง 5 ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน 6 อันของประทานของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในท่าน โดยที่ข้าพเจ้าได้เอามือวางบนท่านนั้น ขอเตือนว่าท่านจงกระทำให้รุ่งเรืองขึ้น 7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา ความมั่นใจในการทรงเรียกให้เป็นผู้รับใช้ คริสเตียนจะรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผลสูงสุด จะต้องรับใช้ตามการทรงเรียกของพระเจ้า ซึ่งสิ่งที่ อ.เปาโลกล่าวถึงทิโมธีในตอนนี้ เป็นการย้ำเตือนทิโมธีให้มีความมั่นใจในการทรงเรียกในชีวิต เพราะความมั่นใจจะทำให้ไม่เกิดการสั่นคลอนในการรับใช้ เมื่อเรามีความมั่นใจเราก็จะทำให้การทรงเรียกสำเร็จในชีวิตของเรา และสิ่งที่พระเจ้าทำให้เกิดกับเรา ที่ทำให้เรามั่นใจในการทรงเรียก คือ การสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณ (ข้อ 2-4) อ.เปาโลเรียกทิโมธีว่า ‘บุตรที่รักของเรา’ และเป็นผู้ที่ทำให้ทิโมธีได้มีโอกาสมารับใช้พระเจ้า รับการสร้างและฝึกฝนชีวิตในทางพระเจ้า (กจ.16:1) ทิโมธี เป็นดังศิษย์คนสนิทที่รับการสอนสร้าง…
1 ทิโมธี 1: 1 จาก เปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระบัญชาของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นความหวังของเรา 1 เปโตร 2 : 9 “แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” ความสำคัญของการทรงเรียกเป็นผู้รับใช้ (2ทธ.1:1) พระธรรม 2ทิโมธี เป็นจดหมายฝากที่ อ.เปาโลเขียนไปยังทิโมธี เมื่อเวลาที่ท่านได้รับใช้พระเจ้ามาเป็นเวลานาน เขียนขณะที่ท่านติดคุกที่กรุงโรม ก่อนจะถูกประหารชีวิต เพื่อจะกระตุ้นหนุนใจทิโมธี ลูกแห่งความเชื่อ และผู้รับใช้พระเจ้าทุกคนที่จะได้อ่านจดหมายฉบับนี้ในเรื่องการรับใช้พระเจ้า และการเป็นผู้รับใช้ที่ดีของพระเยซูได้ หนังสือนี้จึงเหมาะกับคริสเตียนทุกคนเพราะทุกคนเป็นปุโรหิต และถูกเรียกให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า ซึ่ง อ.เปาโลตระหนักถึงความสำคัญของการทรงเรียก 4 ประการ ดังนี้ ทรงเรียกให้มีสิทธิอำนาจ “จากเปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์” อ.เปาโลเรียกตนเองในการขึ้นต้นจดหมายเสมอว่า “อัครทูตของพระเยซูคริสต์” ซึ่งการใช้ตำแหน่งอัครทูตนี้ เป็นการแสดงถึงสิทธิอำนาจของการรับใช้พระเจ้า (1คร.9:1) การเป็นอัครฑูต คือ ผู้ที่ได้รับสิทธิอำนาจจากพระเยซูคริสต์ในประกาศข่าวประเสริฐ สั่งสอนคนทั้งหลายให้ติดตามพระเยซูแทนพระองค์ (กท.1:1) อ.เปาโลตระหนักถึงความสำคัญของการทรงเรียกจากพระเจ้าว่า…
เราทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่า การหายใจมีความสำคัญสำหรับมนุษย์ในการมีชีวิตอยู่ การหายใจมีผลต่อร่างกาย ทำให้ได้รับแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ของร่างกาย ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ ทำให้เลือดบริสุทธิ์ เพราะเลือดเปลี่ยนจากเลือดดำซึ่งมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาก กลายมาเป็นเลือดแดงซึ่งเป็นเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนมาก การหายใจยังช่วยในการสร้างพลังงานของร่างกาย เพราะการที่ร่างกายจะสร้างพลังงานขึ้นมาได้นั้น จำเป็นต้องใช้ออกซิเจน ดังนั้นโดยสรุปแล้ว การหายใจทำให้เลือดบริสุทธ์ ทำให้เกิดพลังงานและยังทำให้ร่างกายแข็งแรงทำงานได้เป็นปกติอีกด้วย ในหนังสือ Heavenly Places หน้า 83 ได้เปรียบเทียบความสำคัญของการหายใจกับความสำคัญของการอธิษฐานไว้อย่างน่าฟัง ดังนี้ค่ะ “การอธิษฐานเป็นลมหายใจของจิตวิญญาณ เป็นเคล็ดลับของอำนาจฝ่ายจิตวิญญาณ” เมื่อเราอธิษฐาน การอธิษฐานมีผลต่อจิตวิญญาณ ดังนี้ ชำระจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ ทำให้เราได้รับพลังในการดำเนินชีวิตและต่อสู้การทดลอง มีการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมและติดสนิทพระเจ้า ดังนั้นสำหรับคริสเตียนทุกคนแล้ว เราไม่สามารถขาดการอธิษฐานได้เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถขาดการหายใจได้ค่ะ ปอดของผู้ใหญ่มีปริมาตรจุอากาศได้ 6 ลิตรหรือประมาณ 6000 ซีซี อากาศในปอดประมาณ 1 ลิตรกว่าๆ หรือประมาณ 1000 ซีซี จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือหมุนเวียนเลย อากาศส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวค้ำจุนพยุงไว้ไม่ให้ถุงลมแฟบ ในภาวะปกติการหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง จะมีอากาศผ่านเข้าออกประมาณ 500 ซีซี คืออากาศประมาณ 1 ใน 14 ส่วน ถ้าดูจากอากาศในปอดทั้งหมด 6000…
ยอห์น 8 ; 4 – 7 เขาทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่ ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้” เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” ยากอบ 3 : 11 – 13 คำสรรเสริญและคำแช่งด่าก็ออกมาจากปากอันเดียวกัน ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น บ่อน้ำพุจะมีน้ำจืดและน้ำกร่อยพุ่งออกมาจากช่องเดียวกันได้หรือ พี่น้องทั้งหลายต้นมะเดื่อจะออกผลเป็นมะกอกเทศได้หรือ หรือเถาองุ่นจะออกผลเป็นมะเดื่อได้หรือ บ่อน้ำพุเค็มก็ทำให้เกิดน้ำจืดอีกไม่ได้เลยในพวกท่านผู้ใดเป็นคนฉลาดและมีปัญญา ก็ให้ผู้นั้นแสดงการประพฤติของตนด้วยพฤติกรรมอันดี มีใจอ่อนสุภาพประกอบด้วยปัญญา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้านั้นจะเป็นผู้ที่มีจิตใจที่สูงกว่าบุคคลทั่วไปเพราะเขาเหล่านั้นซาบซึ้งต่อความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเขา ประสบการณ์แห่งความรอดที่พระเยซูได้ทรงประทานให้ในชีวิตของเขานั้น ทำให้ชีวิตที่เป็นตัวตนของเขาจบสิ้นลงเขาจะไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อตนเองเท่านั้นอีกต่อไป แต่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าและปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์ คำ ๆ นี้อาจจะฟังดูเข้าใจยากแต่ในความเป็นจริงแล้ว การปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์นั้นมิใช่เพื่อประโยชน์ของพระเจ้า แต่ทุกสิ่งนั้นก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชีวิตของเรานั่นเอง ประสบการณ์แห่งความรอดที่ได้รับจากพระเยซูนั้นจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ, ท่าที, และพฤติกรรมของผู้เชื่อให้ต่างไปจากที่เคยเป็นอย่างสิ้นเชิง พระเยซูทรงตรัสว่า “จงรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดความคิด และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” มัทธิว 22 : 38 – 39 พระองค์ทรงเน้นให้มนุษย์ได้เห็นว่า …
1ยน.1:2-3 (และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย) ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ในหนังสือ 2 โครินธ์ 13:14 การสามัคคีธรรมอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนี้ ถูกเรียกว่า “ความสนิทสนมซึ่งมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ” ในหนังสือกิจการ 2:42 การสามัคคีธรรมนี้ก็คือ “การสามัคคีธรรม ของพวกอัครทูต” และในหนังสือฟิลิปปี 2:1 การสามัคคีธรรมนี้ก็คือ “การมีความรักของพระวิญญาณ.” จากพระคำเหล่านี้ เรามองเห็นได้ว่า การสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้นั้น เป็นของพระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณบริสุทธิ์, พวกอัครสาวก, และเหล่าผู้เชื่อทุกคน พวกเขาทุกคนล้วนมีความเกี่ยวข้องอยู่ในการสามัคคีธรรมนี้. การสามัคคีธรรมนี้มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลมากมายดังนั้นการสามัคคีธรรมนี้จึงมีลักษณะร่วมจิตใจซึ่งกันและกัน เป็นไปไม่ได้ที่คนๆ เดียวจะมีการสามัคคีธรรมนี้ด้วยตัวเอง เพราะแม้ว่าการสามัคคีธรรมนี้จะมีหนึ่งเดียวแต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลมากมายร่วมกัน การสามัคคีธรรมคือ การแบ่งปันชีวิตซึ่งกันและกัน และชีวิตนั้นเป็นชีวิตนิรันดร์ที่มีอยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน ซึ่งต่างก็ได้รับเอาและมีชีวิตแห่งองค์พระเยซูคริสต์อยู่ภายใน. … ซึ่งโดยการแบ่งปันและเป็นพยานซึ่งกันและกันของผู้ชอบธรรมเหล่านี้ รวมถึงการสามัคคีธรรมของผู้เชื่อทุกคนด้วยเหตุนี้เองจึงสามารถรักษาความเป็นหนึ่งในพระคริสต์ร่วมกันไว้ได้ หนังสือ 1 ยอห์น 1:2-3 และข้อ 6-7 เปิดเผยว่าการสามัคคีธรรมของชีวิตที่อยู่ในพระเจ้านั้น…
ฮบ.1:1-2 ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร กจ.2:42 เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปังและการอธิษฐาน คำสอนของอัครทูตก็คือ สิ่งที่พระเยซูได้ทรงตรัสไว้ทั้งหมดของพระองค์. พันธสัญญาใหม่ทั้งหมดก็คือคำสอนของอัครทูตที่พระเจ้าทรงตรัสผ่านนั่นเอง และวันนี้พระเจ้าก็ยังทรงตรัสอยู่. เรื่องที่พระเจ้าทรงตรัสนั้นมีมากมาย. หนังสือฮีบรู 1:1-2 “กล่าวว่า “ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร…” วันนี้พระเจ้าทรงตรัสแก่เราผ่านทางพระบุตร. พระเจ้ามิได้ตรัสแก่เราในวิธีทางอื่น แม้พระองค์ตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะแต่นั่นก็คือการที่พระบุตรของพระเจ้าทรงใช้นั่นเอง…. พันธสัญญาใหม่นั้นมีลักษณะที่พิเศษจากข้อความนี้เราก็สามารถตระหนักว่า การตรัสของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่นั้นเกิดขึ้นโดยวิธีการที่พระเยซูทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์นั่นเอง. การบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูนั้นได้บันทึกไว้ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่ม. พระเยซูผู้ทรงตรัสไว้ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่มก็คือ พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่แท้จริง และพระบุตรของพระเจ้าผู้นี้ก็คือตัวของพระเจ้าเอง. ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่าการตรัสขององค์พระเยซูเจ้า ก็คือการตรัสของพระเจ้า ที่อยู่ในพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ในหนังสือกิตติคุณสี่เล่ม (ยน.14:10; 5:24; มธ.28:19-20). หนังสือยอห์น 14:10 กล่าวว่า “ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา คำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น เรามิได้กล่าวตามใจชอบ แต่พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา ได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์.” ….เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (ยน.10:30). ขณะที่พระบุตรทรงตรัสพระบิดาก็ทรงตรัสด้วย. พระบิดาทรงตรัสอยู่ภายในของพระบุตรนั้น. การตรัสของพระบิดาไม่ได้หยุดลงในหนังสือกิตติคุณสี่เล่ม. พระองค์ยังทรงตรัสในพระบุตร ในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณโดยเหล่าอัครทูต ตั้งแต่หนังสือกิจการไปถึงหนังสือวิวรณ์ (ยน.16:12-15; วว. 2:1, 7; 1คร.…
วันนี้เราจะมาคุยกันถึงปอดของเราค่ะ มนุษย์ทุกคนมีปอด 2 ข้างนะคะ ปอดมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ เพราะประกอบด้วยถุงลมจำนวนมากมาอยู่รวมกัน ถุงลมมีลักษณะเป็นถ้วย คล้ายพวงองุ่น ภายในปกคลุมด้วยสาร ชื่อ surfactant ซึ่งช่วยไม่ให้ถุงลมยุบตัว ถุงลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.25-0.5 มม. ท่านผู้ฟังพอจะเดาได้ไหมคะว่า ร่างกายของเรามีถุงลมมากน้อยแค่ไหน ขอใบ้ว่าเป็นหลักล้านค่ะ ค่ะ ปอด 1 ข้าง มีถุงลม ~ 300-400 ล้านถุง ถ้านำถุงลมทุกถุงมาคลี่ออกเรียงต่อกันจะได้พื้นที่ผิว 70-80 ตารางเมตร เมื่อเรามาพิจารณาถุงลม 1 ถุง เราจะพบว่า ถุงลมมีผนังบางมาก และสัมผัสโดยตรงกับหลอดเลือดฝอยที่อยู่ล้อมรอบคล้ายใยแมงมุม เมื่อเราหายใจอากาศเข้าสู่ปอด แก๊สออกซิเจนจากอากาศจะถูกส่งไปยังถุงลม แล้วจะซึมผ่านผนังถุงลมเข้าไปยังหลอดเลือดฝอยและไปเกาะอยู่กับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่คล้ายรถขนส่ง บรรทุกแก๊สออกซิเจนพาไปส่งยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ตอนนี้เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนมากก็จะเป็นสีแดงสวยเชียวค่ะ เมื่อเม็ดเลือดแดงเดินทางไปถึงเซลล์เป้าหมาย ก็จะปล่อยแก๊สออกซิเจนให้แก่เซลล์ แล้วก็จะรับผู้โดยสารคนใหม่ ก็คือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาในเซลล์เข้ามาแทนที่นะคะ ตอนนี้เลือดจะมีสีค่อนข้างคล้ำออกจะดำๆ ไม่ใช่สีแดงสวยแล้วค่ะ เม็ดเลือดแดงจะพาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์วิ่งไปตามหลอดเลือด กลับมายังเส้นเลือดฝอยที่อยู่รอบถุงลม หลังจากนั้นแก๊สคาร์บอดไดออกไซด์ก็จะซึมออกจากเส้นเลือดผ่านเข้าไปในถุงลมและถูกขับออกจากร่างกายในช่วงที่เราหายใจออกค่ะ การหายใจเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดทุกเวลา นาที โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย…
1พกษ18 : 37 – 40 “ข้าขอแต่พระเจ้า ขอทรงฟังข้าพระองค์ ทรงฟังข้าพระองค์ เพื่อชนชาตินี้จะทราบว่าพระองค์คือพระเยโฮวาห์ ทรงเป็นพระเจ้า และพระองค์ทรงหันจิตใจของเขาทั้งหลายกลับมาอีก” 38 แล้วไฟของพระเจ้าก็ตกลงมาและไหม้เครื่องเผาบูชา และฟืนและหิน และผงคลี และเลียน้ำซึ่งอยู่ในคู 39 และเมื่อประชาชนทั้งปวงได้เห็น เขาก็ซบหน้าลงและร้องว่า “พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า” 40 และเอลียาห์บอกเขาว่า “จงจับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล อย่าให้หนีไปได้สักคนเดียว” และเขาทั้งหลายก็ไปจับเขามา และเอลียาห์ก็นำเขามาที่ลำธารคีโชน และฆ่าเขาเสียที่นั่น ความท้อแท้ใจเกิดขึ้นกับคนในทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย เช่นเดียวกับเอลียาห์ผู้รับใช้ของพระเจ้า ชัยชนะที่เขาพึ่งได้รับสดๆร้อนๆ ต่อหน้าผู้คนมากมาย พระเจ้าได้รับการกอบกู้สง่าราศีของพระองค์กลับคืนมา ผู้รับใช้ของพระบาอัลต้องอับอายขายหน้า และ 450 ชีวิตต้องตายไป (1พกษ18) เขาก้าวเดินลงมาจากยอดเขาอย่างผู้ชัยชนะ คำถาม : ในชีวิตคริสเตียนของท่านเคยอยู่ในสภาพอารมณ์เช่นนี้บ่อยหรือไม่ เมื่อคุณได้รับการปกป้องดูแล การเอาใจใส่พิเศษจากพระเจ้า การช่วยเหลือในวิกฤต ให้พ้นจากสภาพที่อับอายขายหน้า สภาพที่จนตรอก ? แต่น่าเสียดายที่ความรู้สึกที่ตื่นเต้นชื่นชมของเอลียาห์เป็นเพียงเหตุการณ์ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นเอง ซึ่งเราสามารถเรียนรู้บทเรียนจากความท้อใจของเอลียาห์ได้ดังนี้ หนึ่ง จงรักษาความตื่นตัว และชื่นชมในพระเจ้าเสมอไป …
มาระโก 7 : 21 – 23 “เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ ความอธรรม….. สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” เอเสเคียล 28 : 17 “และเมื่อคนอธรรมหันกลับจากความอธรรมที่ตนกระทำไป และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาก็ได้ช่วยชีวิตของเขาเองไว้” ทิตัส 2 : 12 “สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม” พระเจ้าทรงเป็นแหล่งแห่งความชอบธรรม เมื่อพระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะทรงสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทรงประทานพระองค์เอง คือ “ลมปราณแห่งชีวิต” ซึ่งหมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ยอห์น 20 : 22) เข้ามาสู่ภายในมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์ได้ทรงให้คุณความดีของพระองค์เองกลายเป็นชีวิตของมนุษย์ในครั้งนั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อแรกสร้างนั้นมนุษย์จึงมีความบริสุทธิ์ และความชอบธรรมที่สมบูรณ์ เพราะความชอบธรรมนั้นมาจากพระเจ้า เมื่อมนุษย์กระทำความบาป ความบริสุทธิ์ได้ถูกความไม่บริสุทธิ์เข้ามาแทรกแซง, ความชอบธรรมได้ถูกความไม่ชอบธรรม (อธรรม) เข้ามาแทรกแซงซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างไปจากธรรมชาติเดิมของมนุษย์ แต่ได้สอดแทรกเข้ามาในชีวิตของมนุษย์ ธรรมชาติบาปไม่ใช่ธรรมชาติปกติของมนุษย์เมื่อแรกเริ่ม (มนุษย์ฝ่ายวิญญาณ) แต่เป็นธรรมชาติเทียมที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังแทน ด้วยเหตุนี้ความอธรรมจึงเป็นสิ่งต่าง…
มาระโก 7 : 21 – 23 “เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ…….. สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” อพยพ 20 : 17 “อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน” ปฐมกาล 3 : 6 เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน เป้าหมายของซาตานในการทำลายมนุษย์นั้นก็คือ ความคิด เมื่อซาตานล่อลวงให้มนุษย์เห็นถึงประโยชน์เฉพาะหน้าที่จะได้รับจากสิ่งนั้นแล้ว ความคิดของมนุษย์ก็จะถูกชักจูงให้เคลื่อนคล้อยไปในทางที่ตกต่ำ เพราะเหตุที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษยฺ์มาให้มีอิสระในการที่จะเลือก ที่จะทำ หรือไม่กระทำ ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ได้ ดังนั้นความ “อยากรู้อยากเห็น” ความปรารถนาที่จะได้รับในสิ่งที่ยังไม่ได้เป็นของตน ก็จะเกิดขึ้นตามมา จิตใจเป็นส่วนที่สามารถสำแดงถึงพระฉายาของพระเจ้าได้ และพระเจ้าจะทรงติดต่อกับท่านโดยผ่านทางจิตวิญญาณ แต่เมื่อจิตใจของท่านเป็นมลทินพระเจ้าก็ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับท่านได้อีกต่อไป พระองค์ไม่สามารถที่จะเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ต่อท่านได้อีก ซาตานได้หลอกลวงให้มนุษย์เชื่อว่า “สิ่งมันบอกนั้น ดีกว่า …
เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนั้น พระองค์ทรงประทานอาหารให้แก่มนุษย์ดังที่พบใน ปฐมกาล 1:29 พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า” ซึ่งอาหารดั้งเดิมเริ่มแรกก็คือ ผลไม้ ลูกนัท ถั่วต่างๆ เมล็ดต่างๆ ธัญพืช และภายหลังจากที่มนุษย์ทำบาปแล้ว พระเจ้าทรงประทานผักให้แก่มนุษย์ดังที่พบใน ปฐมกาล 3:18 ซึ่งกล่าวว่า …เจ้าจะกินพืชต่างๆของทุ่งนา อายุเฉลี่ยของมนุษย์ช่วงแรกคือ 912 ปี เมื่อมีน้ำท่วมโลก พระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์รับประทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ไม่ใช่ทุกชนิดนะคะ ต้องเป็นสัตว์สะอาดเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเรามาดูอายุเฉลี่ยของมนุษย์ 10 ช่วงอายุคนนับจากน้ำท่วมโลก จะได้เท่ากับ 317 ปี ลดลงไปถึง 600 ปีเชียวนะคะ แสดงว่าเนื้อสัตว์มาพร้อมกับโรคและความเจ็บป่วยมากมาย และถ้าดูปัจจุบันอายุเฉลี่ยของมนุษย์ลดลงไปมาก เหลือประมาณ 70-80 ปีเท่านั้นเอง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะในวงการแพทย์ได้ค้นพบสารเคมีที่ช่วยป้องกันโรคในมนุษย์ เป็นสารเคมีที่พบในพืชเท่านั้น โดยไม่พบในเนื้อสัตว์ เราเรียกสารเคมีนี้ว่า phytochemical หรือพฤกษเคมีในชื่อภาษาไทยค่ะ พฤษเคมีหลายชนิดมีสีสดใส กลิ่นฉุน และรสจัด จึงทำให้ผักหรือผลไม้มีสีสันและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ สารพฤษเคมีหลายชนิดมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด…
มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน…… สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” มัทธิว 5 : 21 – 24 ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่า อย่าฆ่าคน ถ้าผู้ใดฆ่าคน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดโกรธพี่น้องของตน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ ถ้าผู้ใดจะพูดกับพี่น้องว่า ‘อ้ายโง่’ ผู้นั้นต้องถูกนำไปที่ศาลสูงให้พิพากษาลงโทษและผู้ใดจะว่า ‘อ้ายบ้า’ ผู้นั้นจะมีโทษถึงไฟนรก เหตุฉะนั้นถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน สุภาษิต 14 : 31 บุคคลผู้บีบบังคับคนยากจน ดูถูกพระผู้สร้างของเขา แต่บุคคลที่เอ็นดูต่อคนขัดสนก็ถวายเกียรติแด่พระองค์ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นผู้บริสุทธิ์เพื่อได้ครอบครองสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นในโลกนี้ พระองค์ได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้กับเขาตั้งแต่แรกสร้างจนมนุษย์ได้กลายเป็น “ฉายา” ของพระเจ้า ในพระฉายาของพระเจ้านั้นมนุษย์จึงประกอบไปด้วยคุณความดี (อพยพ 33 :…
มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย…… สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” อพยพ 20 : 15 อย่าลักทรัพย์ อพยพ 20 : 17 อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน มาลาคี 3 : 8 จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา แต่เจ้ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร’ ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์และเครื่องบูชานั่นซี ความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อพระเจ้านั้นเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของการดำรงอยู่เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้ โดยพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์และมีชีวิตอยู่ในโลก และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ตั้่งแต่แรกเริ่มนั้นก็เพื่อประโยชน์ของการดำรงอยู่ของมนุษย์เองทั้งสิ้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสรรพสิ่งทุกอย่างนั้นพระเจ้าตระเตรียมเอาไว้เพื่อมนุษย์หรือเป็นของมนุษย์นั่นเอง….องค์พระเจ้านั้นทรงเป็นพระวิญญาณ พระองค์ไม่มีรูปกายที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกนี้…. แต่เมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์นั้น มนุษย์เป็นเพียง “ดิน” ที่ผสมกับ “ลมปราณ (พระวิญญาณ)” ปฐก. 2 : 7,…
เราทุกคนทราบดีว่า เราต้องการอากาศหายใจและร่างกายก็มีการหายใจอยู่ตลอดเวลา การหายใจนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของจิตใจนะคะ ถ้าเราขาดอากาศหรือไม่หายใจ อย่างน้อย 3 นาที เซลล์ก็จะเริ่มตายค่ะ พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกใบนี้ภายใน 6 วัน และในวันที่ 2 พระเจ้าได้ทรงสร้างท้องฟ้า อากาศ ดังในพระคำปฐมกาล 1:6 และข้อ 8 ซึ่งกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสว่า จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สอง” พระเจ้าทรงรักมนุษย์นะคะ จึงได้ทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้แก่มนุษย์ไว้พร้อมก่อนที่จะทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในวันที่ 6 ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับคุณพ่อคุณแม่ที่จัดเตรียมห้องพักและของใช้ต่างๆไว้พร้อมสำหรับลูกน้อยคนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นมา และอากาศก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและขาดไม่ได้ค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันเล็กน้อยถึงระบบทางเดินหายใจของเราซึ่งทำหน้าที่ในการนำอากาศเข้าสู่ร่างกายค่ะ พระเจ้าทรงสร้างร่างกายของเราให้ทำงานอย่างมีระบบ ระเบียบเรียบร้อย ระบบทางเดินหายใจเริ่มตั้งแต่จมูกค่ะ จมูกเป็นอวัยวะรับกลิ่น สร้างจากกระดูกอ่อนและถูกปกคลุมด้วยผิวหนัง จมูกถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่อุ่นอากาศที่ผ่านเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อากาศชุ่มชื้นและยังช่วยกรองอากาศให้สะอาดขึ้นด้วยขนเล็กๆที่อยู่ภายในจมูกที่เรียกว่า ซีเลีย ถัดจากจมูกก็เป็นคอหอยค่ะ ในส่วนนี้จะมีทั้งอาหารและอากาศผ่าน ท่านผู้ฟังอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ถ้ามีทั้งอาหารและอากาศแล้วเราจะหายใจอย่างไร อาหารที่เรากลืนผ่านคอหอยจะผ่านลงไปยังหลอดอาหาร ส่วนอากาศที่เราหายใจจะผ่านไปยังกล่องเสียงและหลอดลมคอค่ะ โดยมีฝาปิดกล่องเสียงเป็นตัวปิดเปิดเส้นทาง ทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจจราจรทำให้รถไม่ชนกันค่ะ โดยขณะที่เรากลืนอาหาร ฝาปิดกล่องเสียงจะปิดกล่องเสียงทำให้อาหารเดินลงไปยังหลอดอาหาร โดยไม่ลงไปในหลอดลม แต่ในขณะที่เราหายใจ ฝาปิดกล่องเสียงจะเปิดขึ้นทำให้อากาศผ่านลงไปยังกล่องเสียงและลงไปยังหลอดลมค่ะ …
เอเสเคียล 34:26 เราจะทำให้พวกเขากับสถานที่รอบๆ เนินเขาของเราเป็นแหล่งพร เราจะส่งฝนลงมาตามฤดูกาล เป็นห่าฝนแห่งพร เศคาริยาห์ 10:1 จงขอฝนจากพระยาห์เวห์ ในช่วงเวลาฝนชุกปลายฤดู ขอจากพระยาห์เวห์ผู้ทรงปั้นเมฆพายุ ผู้ประทานสายฝนแก่มนุษย์และผักหญ้าในทุ่งนาแก่ทุกคน เอเฟซัส 1:3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ประทานพรฝ่ายจิตวิญญาณทุกอย่างแก่เราในสวรรค์สถานโดยพระคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาในเอเสเคียล 34:26 ว่าพลไพร่ของพระองค์ไม่เพียงจะได้พระพรของพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทำให้พวกเขากลายเป็นแหล่งแห่งพระพรอีกด้วย ถ้าเรามีสันติสุขจากพันธสัญญาของพระองค์ เราก็จะมีพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามมาด้วยทันที ก่อนอื่นใดตัวเราเองจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับสันติสุขจากพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้น พระองค์จะทำให้เรากลายเป็นแหล่งกำเนิดแห่งพระพรให้กับผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นได้รับพระคุณของพระองค์ผ่านทางเราด้วย. ท่านจะไม่ขาดน้ำธำรงชีวิตเลยเพราะว่าไม่เพียงมีแม่น้ำแห่งชีวิต แต่ยังมีน้ำพุแห่งชีวิตอีกด้วย ท่ามกลางการนมัสการในคริสตจักรของพระเจ้านั้น หลายครั้งที่เราสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางการนมัสการนั้น บางครั้งแม้จะเลิกประชุมกลับไปถึงบ้านแล้วเราก็อาจจะยังรู้สึกว่าสายฝนแห่งพระพรของพระเจ้ายังคงมาถึงเราอยู่ และนี่ก็คือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นได้อยู่กับทุกคริสตจักรเสมอ พระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งพระพรได้ทรงประทานพระพรตามเวลาและฤดูกาลอยู่เสมอ เอเสเคียล 34:27 ได้บอกกับเราว่า “ต้นไม้ในทุ่งจะเกิดผล และพื้นดินจะเกิดผลผลิต พวกเขาจะอยู่อย่างปลอดภัยในแผ่นดินของเขา” สายฝนทำให้ต้นไม้เกิดผล และทำให้ดินมีผลิตผลที่อุดมสมบูรณ์ กรณีนี้ก็บ่งบอกว่าเรามีอาหารฝ่ายวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์ด้วย ซึ่งทำให้ไม่เพียงตัวเราที่ได้รับพร แต่ยังสามารถแบ่งปันพระพรนั้นไปยังผู้อื่นได้ด้วย เนื่องจากคริสตจักรของพระเจ้านั้นจะต้องเป็นแหล่งแห่งพระพรฝ่ายจิตวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้นในท่ามกลางคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะต้องไม่กันดารอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ เอเฟซัส 1:3 กล่าวว่า “สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ประทานพรฝ่ายจิตวิญญาณทุกอย่างแก่เราในสวรรค์สถานโดยพระคริสต์” พระเจ้าทรงอวยพรเราด้วยถ้อยคำที่งดงามของพระองค์ ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้ล้วนเป็นพระพรของเราในทุกประโยค และข้อ…
มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี (…..) สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” มัทธิว 5 : 28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว วิวรณ์ 14 : 8 ทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเป็นองค์ที่สองตามไปประกาศว่า “บาบิโลนมหานครนั้นล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว นครนั้นที่ทำให้ประชาชาติทั้งปวง ดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกำหนัดของเธอ ในการล่วงประเวณี” เมื่อมนุษย์คู่แรกได้หลงกระทำความบาป ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความเป็นมลทินในชีวิตที่บริสุทธิ์ที่พระเจ้าได้ทรงประทานเอาไว้ ความบาปนั้นได้ทำลายความดีงามให้เสียไป และได้เปลี่ยนความดีงามให้กลายเป็นสิ่งเลวร้าย เค้าความคิดของมนุษย์ที่เคยมีความบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความรักในพระเจ้ากลายเป็นความหวาดกลัวและความเกลียดชัง สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและพัฒนาอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์เรานี่เองจากจิตใจที่ดีงามและงดงามจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นมลทินและเต็มไปด้วยความบาปในที่สุด การล่วงประเวณีนั้นก็คือการยอมตัวไปมีความสัมพันธ์อันไม่ถูกต้องกับสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างถูกต้อง สามีและภรรยาที่แต่งงานกันย่อมได้รับความผูกพันอย่างถูกต้องเขาทั้งสองได้กลายเป็นเนื้ออันเดียวกันและมีความผูกพันกัน (ปฐก. 2 : 24) พระเจ้าได้ทรงใช้ครอบครัวเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบของความผูกพันกัน ระหว่างพระคริสต์กับ กับคริสตจักร (พลไพร่ของพระองค์) อฟ. 5 : 31 – 32…
กิจการ 1 : 4 – 8 “เมื่อพระองค์ได้ทรงพำนักอยู่กับอัครทูต จึงกำชับเขามิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา คือพระองค์ตรัสว่า “ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่น แหละ 5 เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” 6 เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ” 7 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ไม่ใช่ธุระของท่าน ที่จะรู้เวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์ 8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก การปลดเปลื้องความบาป การปลดปล่อยชีวิตจากความมลทิน การแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสกว่า ฯลฯ เหล่านี้เป็นพันธกิจฝ่ายวิญญาณ แม้ว่าการแจกทานที่ปรากฏในพระธรรมกิจการบทที่ 6 “ฝ่ายอัครทูตทั้งสิบสองคนจึงเรียกบรรดาศิษย์ให้ประชุมกัน แล้วกล่าวว่า “ซึ่งเราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า มัวไปแจกอาหารก็หาควรไม่ 3 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้” กิจการ 6 : 3 – 4 ก็ยังจำเป็นต้องเลือกสรรผู้ที่ทำการที่ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์…
วันนั้นขณะที่ดิฉันกำลังตรวจผู้ป่วยอยู่ พยาบาลก็เข้ามารายงานว่า มีคุณพ่อพาลูกชายมาตรวจเพราะก้างติดคอ ดิฉันก็เดินตามพยาบาลไปที่ห้องฉุกเฉิน พบเด็กชาย ถ้าจำไม่ผิด อายุน่าจะประมาณ 1+ -2+ ปี นั่งอยู่บนตักคุณพ่อ ร้องไห้สลับกับไอ และทำท่าจะอาเจียนเป็นช่วงๆ หน้าแดงเชียวค่ะ คุยกับคุณพ่อเพิ่มเติมก็พบว่า คุณพ่อกำลังนั่งแกะปลาเพื่อเป็นกับข้าวให้ลูกที่กำลังกินข้าวอยู่และเล่นไปด้วย หันมาอีกทีก็พบว่าลูกกำลังไอและทำท่าอาเจียน มีน้ำลายออกมานิดหน่อยและร้องไห้ ก็คิดว่าก้างต้องติดคอลูกแน่ๆ ก็เลยพามา ดิฉันใช้ไฟฉายส่องดูก็พบก้างปลาจริงๆ ค่ะ ชิ้นใหญ่มาก น่าจะยาวประมาณ 2-3 ซม. ปักอยู่ที่ต่อมทอนซิลด้านซ้ายของเด็กน้อย ปัญหาสิ่งแปลกปลอมในลำคอเป็นเรื่องที่พบอยู่เรื่อยๆ นะคะ ส่วนใหญ่มักเป็นของแหลมคม เช่น กระดูกเป็ดหรือไก่ ก้างปลา เศษไม้ เศษลวดเล็กๆ หรือไม้กลัดห่อขนม เป็นต้นค่ะ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบเวลากลืน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะชี้บอกตำแหน่งได้ ว่าเจ็บตรงนี้ ตรงนี้ ส่วนอาการในเด็กก็จะมีอาการกลืนแล้วเจ็บ เด็กจะไม่ยอมกลืนอาหารหรือน้ำ ถ้าเป็นเด็กเล็กก็จะร้องงอแงและทำท่าขย้อน สิ่งแปลกปลอมที่พบส่วนใหญ่จะตำอยู่ที่ต่อมทอนซิลค่ะ เช่นเดียวกับเด็กน้อยที่น่าสงสารของเรา ส่วนตำแหน่งอื่นๆที่พบได้อีก ก็คือ ที่โคนลิ้น (pyriform sinus) แอ่งด้านข้างกล่องเสียง หรืออาจจะเป็นที่ผนังด้านข้างของลำคอก็ได้ ถ้าให้ผู้ป่วยอ้าปากแล้ว แพทย์ตรวจมองเห็นสิ่งแปลกปลอมได้ชัดเจน…
วิวรณ์ 14 : 7 “ท่านประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์….. …..และจงนมัสการพระองค์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก ทะเล และบ่อน้ำพุทั้งหลาย” เยเรมีย์ 10 : 12 – 13 “ผู้ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ ผู้ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วย สติปัญญาของพระองค์ และทรงคลี่ท้องฟ้าออกด้วย ความเข้าใจของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงก็มีเสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า และทรงกระทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิภพ ทรงกระทำฟ้าแลบเพื่อฝน และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์” ปฐก. 1 : 31, 2 : 1 “พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้น ที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ” ทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งได้บินไปบนท้องฟ้าและประกาศด้วยเสียงอันดังนั้นหมายถึงข่าวสารของพระเจ้าที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้แก่โลกนี้นั้นจะเป็นข่าวสารที่ทุก ๆ คนจะต้องได้ยินและได้รับรู้ เพราะเป็นข่าวสารที่สำคัญมาก การประกาศด้วยเสียงอันดังหมายถึงการที่ทำให้ทุก ๆ คนในโลกนี้ให้ความสนใจแก่ข่าวสารนี้ “จงร้องดังๆ อย่าออมไว้ จงเปล่งเสียงของเจ้าเหมือนเป่าเขาสัตว์ จงแจ้งแก่ชนชาติของเราให้ทราบถึงเรื่องการทรยศของเขา แก่เชื้อสายของยาโคบเรื่องบาปของเขา” อิสยาห์ …
ประโยคที่กล่าวว่า ให้รับประทานอาหารเช้าเหมือนพระราชา มื้อกลางวันเหมือนเศรษฐี และมื้อเย็นเหมือนยาจก ข้อความนี้ได้บอกให้เราทราบว่า ในอาหาร 3 มื้อนั้น ให้รับประทานมื้อเช้าในปริมาณที่มากที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และปัจจุบันก็มีงานวิจัยสนับสนุนด้วย . นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบของการรับประทานอาหารเช้าที่มีต่อผู้ใหญ่และเด็ก ผลเป็นดังนี้ค่ะ ผู้ที่รับประทานอาหารเช้า จะมีอารมณ์หงุดหงิดน้อยกว่า ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า และมีพลังงานมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ทานอาหารเช้าค่ะ ส่วนเด็กที่รับประทานอาหารเช้า มีผลคะแนนสอบสูงกว่าค่ะ ถ้าท่านผู้ปกครองอยากให้บุตรหลานของท่านมีคะแนนสอบดี ก็ต้องให้พวกเขารับประทานอาหารเช้านะคะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ภายหลังจากนอนหลับทั้งคืน อาหารถูกย่อยและดูดซึมหมดแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดก็ไม่สูง เมื่อตื่นขึ้นมารับประทานอาหารเช้า อาหารมื้อนี้จะเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานแก่สมอง ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองโดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ สติปัญญา และการให้เหตุผล ดังนั้นการเรียนรู้และการตัดสินใจเมื่อสมองได้รับอาหารเต็มที่จึงเกิดขึ้นได้ดีกว่า นอกจากนี้ การรับประทานอาหารเช้ายังช่วยให้ช่วงระยะเวลาการสนใจหรือสมาธิของเด็ก ดีขึ้นอีกด้วย จึงทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดีกว่า และมีคะแนนสอบสูงกว่า นอกจากอาหารเช้าจะมีผลต่อสมอง การเรียนรู้ การทำงาน และอารมณ์แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังได้พบอีกว่า ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีโรคเรื้อรังน้อยกว่า อายุยืนกว่า และมีสุขภาพดีกว่าอีกด้วยค่ะ ฟังข้อดีของอาหารเช้ากันแล้ว คงทำให้ท่านผู้ฟังตัดสินใจที่จะรับประทานอาหารเช้ากันเพิ่มขึ้นนะคะ ถ้าเช่นนั้นเราควรจะรับประทานอะไรเป็นอาหารเช้าดีคะ ขนมปังทาเนย…
ลูกา 14 : 25 – 26 คนเป็นอันมากได้ไปกับพระองค์ พระองค์จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับเขาว่า ”ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ลูกา 14 : 33 – 35 ก็เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ”เกลือเป็นสิ่งดี แต่ถ้าแม้เกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้จะใช้เป็นปุ๋ยใส่ดินก็ไม่ได้ จะหมักไว้กับกองมูลสัตว์ทำปุ๋ยก็ไม่ได้ แต่เขาก็ทิ้งเสียเท่านั้น ใครมีหู จงฟังเถิด” พระธรรมลูกาบทที่ 14 : 25 – 35 เป็นสิ่งบอกเหตุที่พระเจ้าทรงสอนว่าเราจะติดตามพระองค์ได้อย่างไร จากพระคำของพระองค์ในข้อที่ 26 เราจำเป็นที่จะต้องชังทุกสิ่งหรือทุกคนที่ขัดขวางหรือเบี่ยงเบนไปจากชีวิตที่จะติดตามไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า พระประสงค์ของพระคริสต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ที่ติดตามพระองค์เกลียดชังผู้ใด แต่พระองค์ทรงบอกให้เราเลือกที่จะติดตามพระองค์โดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ในพระธรรมลูกา 14 : 26 ดูเหมือนจะสอนให้เราชัง บิดา, มารดา, ญาติพี่น้อง แม้กระทั่งตัวเราเอง ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะว่า “ความรัก” ในลักษณะนี้จะส่งผลอย่างมากในการเลือกที่จะติดตามพระคริสต์อย่างซื่อสัตย์ สิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกก็คือเหตุการณ์หรือสิ่งที่มาขัดขวาง มิใช่ตัวบุคคล …
โรม 7 : 18 ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ ฟิลิปปี 2 : 13 เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์ กระบวนการทางความคิดของมนุษย์ได้ถูกปลูกฝังให้มีความเชื่อว่า มนุษย์สามารถกระทำในสิ่งต่างๆ ได้ ถ้าใช้ความพยายามมากเพียงพอ ด้วยความคิดลักษณะนี้จึงทำให้จิตใจของมนุษย์เองเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ความเห็นแก่ตัว และการล่วงละเมิด แม้ว่าบ่อยครั้งที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานแต่ด้วยความไม่ยอมรับความจริงของชีวิต ทำให้มนุษย์พยายามค้นหาหนทางในการต่อสู้เพื่อให้พ้นจากสิ่งที่กดดันและบีบรัดด้วยตัวเองตลอดมา เหมือนดังคนที่ตกลงไปในบ่อทรายดูดยิ่งด้นรนเพื่อที่จะให้พ้นจากหล่มทราย แต่ก็กลับยิ่งทำให้ตนเองจมลึกลงไปทุกที แม้จะไม่ดิ้นรนหรืออยู่เฉย ๆ ก็ต้องจมลงไปในบ่อทรายลงไปเรื่อยๆ ความบาปทำให้เกิดผลในทางเลวร้ายต่อตัวของมนุษย์เองอย่างหาที่สุดมิได้ ชีวิตของเราตกต่ำลงไปโดยไม่มีหนทางที่จะก้าวพ้นจากทางแห่งความเลวร้ายนี้ได้ พระเยซูทรงตรัสเป็นครั้งแรกในการประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ต่อชาวโลกว่า “จงกลับใจเสียใหม่” การกลับใจนี้มิได้หมายเพียงแค่การละเลิกจากการกระทำอันเป็นความผิดความบาป แต่การกลับใจนั้นยังหมายรวมถึง การยอมรับว่าตัวเองไม่มีความสามารถและพลังเพียงพอที่จะต่อสู้กับความบาปที่ทำให้ชีวิตของตนเองตกต่ำลงไปได้ “คนเอธิโอเปียเปลี่ยนวรรณะของตนเองได้หรือ หรือเสือดาวเปลี่ยนลายของมัน ถ้าได้แล้วเจ้าทั้งหลายผู้ที่เคยต่อการกระทำความชั่ว จะมากระทำความดีก็ได้” เยเรมีย์ บทที่ 13 : 23 มนุษย์นั้นพยายามจะจัดการชีวิตของตนเองและของผู้อื่นอยู่เสมอ อย่างไรก็ดีการจัดการเหล่านั้นกลับมักจะพบกับการล้มเหลวเสมอ ดังนั้นในขั้นตอนแรกที่จะทำให้เราสามารถกลับใจใหม่ได้ก็คือ “ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมและจัดการกับชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง”…
กท.3:14 เพื่อพระพรทางอับราฮัมจะได้มาถึงคนต่างชาติทั้งหลาย เพราะพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาโดยความเชื่อ กท.4:4-5 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วพระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ประสูติจากสตรีเพศและทรงถือกำเนิดใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร “พระพร” ที่อยู่ในหนังสือกาลาเทีย 3:14 ก็คือพระพร ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับราฮาม (ปฐก.12:3) เพื่อทุกประเทศในโลก. พระสัญญานี้ได้สำเร็จแล้ว และพระพรที่อยู่ในพระคริสต์ ก็ได้มาถึงประเทศต่างๆ โดยการไถ่ของพระองค์บนกางเขนที่ปรากฏในพระกิตติคุณ เราไม่เพียงได้รับพระพรแห่งการอภัยบาป, และการทำให้เป็นผู้ชอบธรรม แต่ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นก็คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในฐานะที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์, ทรงไถ่บาป, ทรงประทานชีวิต และพระองค์ได้ทรงสถิตอยู่ภายในเรา เป็นชีวิตที่อยู่ภายในของตัวเรา เป็นความชื่นชมยินดีและความสุขในชีวิตของเรา นี่ช่างเป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก ที่มนุษย์ผู้เป็นคนบาปสามารถเข้าส่วนในชีวิตขององค์พระผู้ทรงครอบคลุมสรรพสิ่งในฐานะที่ทรงเป็นชีวิตของเราในทุกวัน พระวิญญาณที่ได้เปิดเผยไว้ในจดหมายของเปาโล ก็คือ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นองค์ตรีเอกานุภาพ ที่ได้ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง. พระวิญญาณนี้ ได้เข้าสู่ภายในผู้เชื่อ เพื่อมาเป็นชีวิตของเขา และเป็นทุกสิ่งของเขา. พระวิญญาณเช่นนี้แหละคือพระพรทั้งหมดซึ่งครอบคลุมถึงการอภัยบาป, การไถ่, ความรอด, การคืนดี, การโปรดให้ชอบธรรม, ชีวิตนิรันดร์, และการเปลี่ยนสภาพของมนุษย์ที่บังเกิดใหม่และเปลี่ยนแปลงใหม่…
ทิตัส 2 : 13 – 14 “คอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวัง ได้แก่การปรากฏของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่งคือพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่าง และทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์ และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำการดี” ลูกา 21 : 34 – 36 “แต่จงระวังตัวให้ดี เกลือกว่าใจของท่านจะล้นไปด้วยอาการดื่มเหล้าองุ่นมาก และด้วยการเมา และด้วยคิดกังวลถึงชีวิตนี้ แล้วเวลานั้นจะมาถึงท่านดุจบ่วงแร้วอย่างกะทันหัน เพราะว่าวันนั้นจะมาถึงคนทั้งปวงที่อยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโลก เหตุฉะนั้นจงเฝ้าอยู่ทุกเวลา จงอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลายจะมีกำลังที่จะพ้นเหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งจะบังเกิดมานั้น และจะยืนอยู่ต่อหน้าบุตรมนุษย์ได้” . พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูมากกว่า 2,500 ครั้ง การรอคอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวังนั้น เป็นความปรารถนาสูงสุดที่มนุษย์ที่อยู่ในโลกแห่งความผิดบาปต้องการจะได้เห็น ความบาปทำให้มนุษย์ในโลกนี้ต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ทำให้คุณความดีที่เคยมีอยู่ในชีวิตของมนุษย์ต้องเสื่อมทรามลง โลกที่สวยสดงดงามต้องเศร้าหมองและกลายเป็นพิษ ไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่อีกต่อไป ความหวังเดียวของโลกนี้ก็คือต้องการได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ เปลี่ยนแปลงไปในความบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าเหมือนดังที่พระองค์ทรงสร้างในครั้งแรก พระเยซูทรงตรัสว่า “เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา” (ยน. 14 : 3) คำว่า “ท่าน” ในที่นี้หมายถึงมนุษย์ทุก ๆ คนผู้เชื่อในพระองค์ และยอมรับการวายพระชนม์ของพระองค์ว่าเป็นการทรงไถ่ความอธรรมของโลกนี้ แต่ในขณะเดียวกันพระเยซูคริสต์ทรงมีพระประสงค์จะทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และเป็นคนที่ขวนขวายในการกระทำดี …
พยาธิที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มง่ายๆ คือ พยาธิตัวกลมและพยาธิตัวแบน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะแบ่งย่อยลงไปอีกหลายชนิด พยาธิมีตั้งแต่ขนาดที่มองด้วยตาเปล่าแทบจะไม่เห็น จนถึงขนาดยาวหลายเมตรเชียวนะคะ ส่วนใหญ่ของพยาธิจะอาศัยและทำให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร แต่บางชนิดก็ทำให้เกิดปัญหาในตับ ปอด เลือด สมองและเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย มาดูกันนะคะว่า มนุษย์เราได้รับพยาธิเข้ามาในร่างกายทางใดได้บ้าง อันดับแรก คือทางผิวหนัง เช่นการเดินเท้าเปล่า พยาธิบางชนิดเช่นพยาธิปากขอ ก็จะชอนไชบริเวณง่ามเท้าของเราและเข้ามาในร่างกายได้ อันดับสองคือ ทางอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่มีตัวอ่อนของพยาธิอยู่ เช่น อาหารปรุงไม่สุก หรือสุกๆดิบๆ เช่นยำหอย ปลาดิบ ทำให้ตัวอ่อนของพยาธิที่อาศัยอยู่ในอาหารชนิดนั้นเข้ามายังตัวเราและเติบโตก่อปัญหาต่อไปได้ การไม่ล้างมือหรือไม่ล้างอาหารให้สะอาดก่อนการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด ทำให้ไข่พยาธิที่ปนเปื้อนอยู่ถูกกลืนเข้ามายังตัวเรา ไข่ก็จะฟักเป็นพยาธิต่อไป สาเหตุอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้มีโอกาสติดต่อเชื้อพยาธิง่ายขึ้น เช่น การไม่ถ่ายอุจจาระลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะ การไม่ล้างมือภายหลังเข้าห้องน้ำ สภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาดค่ะ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อพยาธิปากขอ นอกจากจะมีรอยผื่นคันบริเวณผิวหนังที่ถูกพยาธิตัวอ่อนไชเข้ามายังร่างกายแล้ว ยังมีอาการไข้ และไอช่วงสั้นๆ คือช่วงที่พยาธิเดินทางผ่านปอด และเมื่อพยาธิเดินทางมาที่ลำไส้แล้ว พยาธิตัวเต็มวัยจะเกาะติดกับผนังลำไส้และดูดเลือดเพื่อกินเป็นอาหาร พยาธิยังมีการเปลี่ยนตำแหน่งเกาะไปเรื่อยๆ ด้วยนะคะ เลือดที่ไหลรินจากแผลเมื่อพยาธิเปลี่ยนตำแหน่งเกาะ ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดเพิ่มมากขึ้น. การรบกวนของพยาธิในลำไส้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียได้ ส่วนเลือดที่ถูกดูดไปและไหลออกจากแผลที่ลำไส้จะทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาเลือดจาง…
โรม 15 : 19 – 21 คือด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่ ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มอ้อมไปยังเมืองอิลลีริคุม อันที่จริงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้อย่างนี้ว่า จะประกาศข่าวประเสริฐ ในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนามพระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า คนที่ไม่เคยได้รับคำบอกเล่าเรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ฟังจะได้เข้าใจ” ในสมัยพระคัมภีร์เดิมนั้น เทศกาลเพ็นเตคอสต์ เป็นเทศกาลเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวของชาวอิสราเอล (ฉลบ. 16 : 9 – 11) แต่ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่วันเพ็นเตคอสต์เป็นวันที่พระเจ้าทรงประทานฤทธานุภาพแห่งพระวิญญาณลงมาบนผู้เชื่อ เพื่อการรับใช้และการดำเนินชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า (กจ. 2 : 1 – 4) พระธรรมโรมในตอนนี้ได้บอกถึงเคล็ดลับของการรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผลอย่างน้อย 4 ประการด้วยกันคือ รับใช้ด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ (19 ) เมื่อชีวิตของเราเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ชีวิตส่วนตัวของเราก็จะบังเกิดผล และงานรับใช้ของเราจะเต็มไปด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า เราจะได้เห็นถึงการรับรองของพระเจ้าในสิ่งที่เราทำเช่น หมายสำคัญ, การอัศจรรย์, หรือเหตุการณ์ที่ช่วยสนับสนุนในการรับใช้พระเจ้า (มก. 16 : 20; กจ. 2 : 43) จะรับใช้พระเจ้าด้วยการประกาศอย่างเต็มที่…
รู้จักใช้คำว่า “ขอบคุณ” คำขอบคุณเป็นเสมือนน้ำมันหล่อลื่นของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เพราะมันจะก่อให้เกิดความซาบซึ้งใจและชื่นชมยินดีเสมอ ก่อนที่เราจะจบงานในแต่ละวันควรจะมอบคำขอบคุณให้กับผู้ที่ช่วยเหลืองานต่าง ๆ ให้กับเราในวันนั้น ๆ เพราะคำพูดที่ซาบซึ้งนั้นจะสร้างความยินดีในการเป็นมิตรภาพ และขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้หมดไปได้ “มีทองคำและทับทิมมีค่าเป็นอันมาก แต่ริมฝีปากที่มีความรู้ก็เป็นเพชรนิลจินดาประเสริฐ” สภษ. 20 : 15 จงใช้คำว่า “ขอโทษ” เมื่อท่านทำผิด มนุษย์ทุกคนไม่มีใครที่สมบูรณ์ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะพลาดพลั้่งทำผิดได้เสมอ ดังนั้นการทำผิดจึงเป็นเรื่องที่เคียงคู่กับมนุษย์มาตลอดชีวิต แต่ทว่าการที่มนุษย์เป็นผู้ไม่สมบูรณ์ไม่ใช่ข้ออ้างในการกระทำผิด ดังนั้นเมื่อกระทำผิดหรือบกพร่องในสิ่งใด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล่าวคำว่า “ขอโทษ” อย่างจริงใจ ต่อผู้ที่ได้รับผลแห่ีงการกระทำผิดนั้น การพูดว่า “ขอโทษ” เป็นเทคนิคที่สำคัญมาก เพราะลักษณะคำพูด, ท่าทางการพูด, น้ำเสียงการพูด, และการกระทำที่สอดคล้องกับคำพูด, ล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังที่แสดงถึงการขอโทษทั้งสิ้น ดังนั้นในที่ทำงานคำ “ขอโทษ” จึงควรเป็นสิ่งที่แสดงออกอย่างจริงใจ “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน” ยก. 5 : 16 ระหว่างเพื่อนร่วมงานจง “ให้อภัย” ต่อกันและกันเสมอ การอยู่ในท่ามกลางหมู่คนจำนวนมาก การกระทบกระทั่ง การไม่พอใจกันแระกันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และความรู้สึกโกรธขึ้ง หรือไม่พอใจย่ิอมมีขึ้นได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การให้อภัยจึงเป็นหนทางที่จะนำความสมัครสมานสาีมัีคคีกลับมาสู่ทีมงานด้วยกันอีกครั้ง …
กาลาเทีย 6 : 4 “ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไรๆที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น วันเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างไม่รอคอยเหมือนกระแสน้ำที่ไม่หวนคืนกลับมา ผู้คนอาจจะมีความคาดหวังต่าง ๆ นา ๆ ในระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป..เมื่อย้อนกลับมาระลึกถึงสิ่งที่ได้ผ่านไป กับสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้นั้นอาจจะไม่เท่าเทียมกัน แต่ถึงอย่างไรการเริ่มต้นที่จะตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตนับเป็นสิ่งที่ดี การกลับมาสำรวจความบกพร่องของตนเองในเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งควรกระทำ พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เรากลับใจเสียใหม่ และบังเกิดใหม่ ดังนั้นการใช้เวลาที่จะสำรวจการกระทำของตนเองและกลับใจเสียใหม่ จึงเป็นความจำเป็นสำหรับความเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า และเมื่อสำรวจตัวเองแล้วการตั้งใจเริ่มต้นที่จะกระทำสิ่งใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำตามมา รุ่งอรุณ…สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นที่ดี ให้ทุกวันเป็นวันใหม่ที่มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ในการทำงาน การเริ่มต้นที่ดีในแต่ละวันในเวลาเช้านั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การปรับอารมณ์ให้แจ่มใสเบิกบาน, การทำจิตใจให้คึกคัก, เป็นการเพิ่มพลังให้กับชีวิตในแต่ละวันอย่างสำคัญยิ่ง “ครั้นเวลาเช้ามืดพระองค์ได้ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว และทรงอธิษฐานที่นั่น” มก. 1 : 35 เริ่มถ่ายทอดความชื่ืนชมยินดีของคุณไปสู่คนอื่น โดยเริ่มจากยิ้มทักทายทุก ๆ คนที่พบเจอ….และต้องเอ่ยนามทักทายทุก ๆ คนเสมอ พยายามจดจำชื่อของทุกคนที่ทำงานร่วมกับเราให้ได้ และเรียกชื่อของเขาเมื่อทักทาย เพราะสิ่งนั้นคือการแสดงให้เห็นว่า เราให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของเขา “นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป” ยน. 10 : 3 มีรอยยิ้มรับกับงานในทุก ๆ วัน รอยยิ้มนั้นไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็ชื่นชอบด้วยกันทั้งนั้น …
เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เราขึ้นมานั้น พระองค์ได้ทรงปกป้อง คุ้มครองและดูแลเราด้วยความรัก ทรงส่งทูตสวรรค์ให้คอยช่วยเหลือเราจากภัยอันตรายต่างๆ และในร่างกายของเรานั้น พระองค์ได้ทรงสร้างให้มีเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อต่อสู้และกำจัดเชื้อโรครวมถึงสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เพื่อร่างกายของเราจะปกติ แข็งแรงและไม่เจ็บป่วยค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเม็ดเลือดขาว ซึ่งเปรียบเหมือนกับทหารที่คอยปกป้องร่างกาย เม็ดเลือดขาวถูกสร้างจากไขกระดูกและเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง เข้าสู่กระแสเลือด และทำหน้าที่วิ่งตรวจตราไปทั่วร่างกาย ในเลือด 1 มิลลิลิตร มีเม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 5,000-9,000 เซลล์ ในร่างกายของผู้ใหญ่คนหนึ่งมีเลือดไหลเวียนอยู่ประมาณ 5 ลิตร เพราะฉะนั้นเขาจะมีเม็ดเลือดขาวประมาณ 25-45 ล้านเซลล์ เยอะเชียวนะคะ ทหารของเรา เม็ดเลือดขาวยังแบ่งออกเป็น ห้าชนิดซึ่งทำหน้าที่ย่อยๆแตกต่างกันออกไปค่ะ ขอสรุปภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวง่ายๆ ดังนี้นะคะ เมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามายังเนื้อเยื่อของร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะรีบรุดออกจากเส้นเลือดไปยังจุดนั้น และจะจับกินเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายของมัน โดยส่งน้ำย่อยย่อยเชื้อโรคนั้นจนหมด เม็ดเลือดขาวของเราทำหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อ ดังนั้นถ้าเม็ดเลือดขาวแข็งแรง เราก็แข็งแรง ถ้าเม็ดเลือดขาวอ่อนแอแล้ว เราก็จะเจ็บป่วยติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น พระคัมภีร์มัทธิว 12:29 ได้พูดถึงความจริงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า “ใครจะเข้าไปในเรือนของคนที่มีกำลังมาก และปล้นเอาทรัพย์ของเขาอย่างไรได้ เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อน แล้วจึงปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้” พระคัมภีร์บอกว่า ถ้าโจรจะเข้าบ้านก็ต้องจับคนมีกำลังมากมัดไว้ก่อน จึงจะปล้นบ้านนั้นได้ เช่นเดียวกันนะคะ บ้านหรือร่างกายของเรามีเม็ดเลือดขาวผู้มีกำลังมากคอยเฝ้าดูแลอยู่ ถ้าสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่เข้ามา สู้ไม่ได้ก็ต้องพ่ายแพ้ไป…
อพยพ 3 : 1 – 10 “ฝ่ายโมเสสเมื่อเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาผู้เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน ได้พาฝูงแพะแกะไปทางตะวันตกของถิ่นทุรกันดาร จนมาถึงภูเขาของพระเจ้าคือ โฮเรบ ทูตของพระเจ้าก็ปรากฏแก่โมเสสท่ามกลางพุ่มไม้เป็นเปลวไฟ โมเสสมองดู เห็นพุ่มไม้นั้นมีไฟลุกโชนอยู่ แต่มิได้ไหม้โทรมไป…..ครั้นพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู จึงตรัสออกมาจากพุ่มไม้นั้นว่า “โมเสส โมเสสเอ๋ย…..พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว……เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากประเทศนั้น ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์…… เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” พระเจ้าทรงเรียกผู้รับใช้ของพระองค์เพื่อให้พันธกิจของพระองค์สำเร็จในโลกนี้่ พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ให้มารับหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำพาให้มนุษย์ชาติทั้งหลายได้พ้นจากความบาป และกลับมาสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าทรงมีตระเตรียมแผนการที่ดีและวางแผนอย่างเหมาะสมในการเลือกสรรบุคคลที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ให้มาเป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์ตามสถานภาพที่เขาเป็นอยู่ เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสในขณะที่เขากำลังเลี้ยงฝูงแกะฝูงแพะ ซึ่งนั่นคืออาชีพหลักของเขา ถ้าหากพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะเรียกเราให้เป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์ พระองค์ก็จะทรงเรียกเราได้ทั้งโดยเหตุการณ์ที่เป็นอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ และโดยเหตุการณ์ปกติทั่วไป โดยที่พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงตรัสผ่านจิตใจของเราให้สำนึกถึงพระคุณของพระองค์ ความรู้สึกที่ร้อนรนจะนำข่าวประเสริฐไปบอกให้คนอื่นได้รับรู้ถึงพระคุณของพระองค์ ความรู้สึกนี้จะบังเกิดขึ้นเองด้วยแรงกระตุ้นภายในที่มาจากการเชื่อในพระวจนะของพระองค์ ดังนั้นมนุษย์เองจึงจะต้องเป็นผู้เลือกว่าจะตอบสนองต่อการทรงเรียกนั้นอย่างไร. พระเจ้าทรงรู้จักเราแต่ละคนเป็นอย่างดีตั้งแต่เรายังไม่ก่อกำเนิดด้วยซ้ำ พระองค์ทรงตระเตรียมชีวิตของเราแต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจงมิใช่เพื่อประโยชน์ของเราเอง แต่เพื่อแผนการของพระองค์ที่ตระเตรียมเอาไว้สำหรับโลกนี้ พระองค์ทรงประทานมนุษย์แต่ละคนไว้เพื่องานของพระองค์ในโลกนี้ซึ่งแต่ละคนนั้นไม่มีใครสามารถทดแทนกันได้ แต่จะเป็นการทำงานที่ประสานกันเป็นกายเดียวกัน เหมือนที่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสเพื่ือนำชนชาติอิสราเอลออกมาจากอิยิปต์ แต่โมเสสก็ไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นมหาปุโรหิต ดังนั้นในฐานะผู้เชื่อจะต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชีวิตของเรา เพื่อการรับใช้พระองค์ในโลก และนำความรอดไปสู่โลกที่มืดมนไปด้วยความบาปและกำลังจะพินาศนี้ โมเสสได้รับการทรงเรียกมาเป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์โดยเฉพาะ เพื่อการแบ่งแยกที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ได้หมายเพียงว่าการปราศจากมลทินจากความชั่วร้ายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงเป็นการสำแดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วย ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าโมเสสมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระเจ้าเท่านั้น มิใช่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง ผู้เชื่อทุกคนได้รับการทรงเลือกและเรียกจากพระเจ้าเขาจะไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองแต่เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า …
หลายท่านคงจะเคยถูกเจาะเลือดเพื่อตรวจร่างกายประจำปีกันบ้างแล้ว หรืออาจจะถูกเจาะเลือดเมื่อมีไข้สูง หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเลือดของเรานะคะ เลือดของเราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ค่ะ คือ ส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า พลาสมาและส่วนที่เป็นของแข็งเรียกว่า เม็ดเลือด ขอเล่าถึงพลาสมาหรือน้ำเลือดก่อนนะคะ พลาสมา คือ ส่วนที่นำอาหารและสิ่งที่เซลล์ต้องการไปให้แก่เซลล์ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ต่างๆ ไขมัน ฮอร์โมนต่างๆ ภูมิต้านทาน หรือโปรตีน และขณะเดียวกัน พลาสมายังนำของเสียที่เกิดขึ้นจากเซลล์ไปกำจัดทิ้งอีกด้วย เราจึงสามารถบอกสภาวะสุขภาพของคนคนหนึ่งจากพลาสมาของเขาได้ เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน เมื่อเจาะดูระดับน้ำตาลกลูโคสในพลาสมา ภายหลังจากอดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง จะมีค่าสูงเกิน 126 มก.ต่อเลือด 1 เดซิลิตรค่ะ หรือถ้าพบว่า ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ภายหลังจากอดอาหาร 12 ชั่วโมง มีค่าสูงเกิน 150 มกต่อเลือด 1 เดซิลิตร ก็แสดงว่า มีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ซึ่งก็มีโอกาสเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดต่างๆ หรือ ถ้าสูงมากๆ เกิน 500…
ลก.9: 23-25 พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียตัวของตนเองผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร ?” . 1ปต.1:9 แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ กางเขนในลูกา 9:23 ไม่ใช่แค่การทนทุกข์ต่อกางเขนที่ต้องแบกเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นการเอาชนะ ตนเองอีกด้วย กางเขนมีไว้เพื่อลงโทษประหารเฉพาะอาชญากรที่ชั่วร้ายที่สุดเท่านั้น พระคริสต์ทรงแบกกางเขนก่อนจากนั้นพระองค์จึงถูกตรึงบนกางเขนนั้นจนสิ้นพระชนม์ ในขณะที่ผู้เชื่อของพระองค์ อย่างเราทั้งหลายถูกตรึงกางเขนร่วมกับพระองค์ก่อน จากนั้นจึงค่อยแบกกางเขนตามพระองค์ในวันนี้ สำหรับเราแล้วการแบกกางเขนคือการมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะเอาชนะตัวเอง เพื่อให้ชีวิตที่มีธรรมชาติแห่งความบาปและความเป็นตัวตนที่เป็นธรรมชาติของเราสิ้นสุด ซึ่งจะกระทำเช่นนี้ได้เราต้องปฏิเสธความปรารถนาของตัวตนของเราเองเพื่อเราจะได้มีชีวิตที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป ในลูกา 9:24 การเอาชีวิตรอดหมายถึง การไม่ยอมมอบชีวิตของเราแด่พระเจ้า ต้องการเพียงให้ชีวิตของตนได้รับสุขและไม่ต้องทนทุกข์สิ่งใดเพื่อที่จะแลกมาซึ่งความรอดของพระองค์ การเสียชีวิตคือ ยอมให้ชีวิตเก่าที่เป็นธรรมชาติแห่งบาปเดิมของเราหมดสิ้นลง ถ้าผู้ที่อ้างตัวว่าดำเนินชีวิตติดตามองค์พระผู้ช่วยให้รอดไม่ยอมมอบชีวิตของเขาแด่พระองค์ และปรารถนาที่จะได้รับความสุขในยุคสมัยปัจจุบันนี้ เขาก็อาจจะต้องสูญเสียชีวิตฝ่ายจิตของเขาไป และจะพลาดจากการได้รับชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ที่จะทรงประทานให้เมื่อแผ่นดินของพระองค์มาถึง แต่ถ้าเขายอมสูญเสียความสุขแห่งชีวิตในโลกนี้เพราะเห็นแก่องค์พระผู้ช่วยให้รอดก็จะทำให้จิตวิญญาณของเขาได้รับมรดกแห่งความสุขในยุคอาณาจักรของพระเจ้าที่จะมาถึง ซึ่งเขาจะได้มีส่วนร่วมในความยินดีขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการปกครองแผ่นดินโลกนี้ การปฏิเสธตัวเองหมายถึง การปฏิเสธและละทิ้งไปซึ่งความปรารถนา, ความรักชอบ, และการเลือกสรรในสิ่งที่เป็นตัวตนแห่งความบาปของเรา.. การโลภ… เกลียดชัง… ความอิจฉาริษยา… การแตกก๊กกัน… การนินทาว่าร้าย ฯลฯ เหล่านี้ล้วนคือความบาปที่ฝังรากอยู่ในจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ที่ตกลงความบาปทั้งสิ้น …
ดนล.2:35…แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ. ดนล.2:44 และในสมัยของพระราชาเหล่านั้น พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง ซึ่งไม่มีวันทำลายเสียได้ หรือราชอำนาจนั้นจะไม่ตกไปแก่ชนชาติอื่น ราชอาณาจักรนั้นจะกระทำให้ราชอาณาจักรเหล่านี้แตกเป็นชิ้นๆถึงอวสาน และราชอาณาจักรนั้นจะตั้งมั่นอยู่เป็นนิตย์. ปฏิมากรมนุษย์รูปใหญ่ในดาเนียลบทที่ 2 จะถูกแทนที่ด้วยภูเขาใหญ่ ซึ่งภูเขานี้เป็นแบบเล็งถึงอาณาจักรที่นิรันดร์ของพระเจ้าที่จะปกครองพิภพ (แผ่นดินโลก) (ข้อ 35, 44). นี่ก็หมายความว่าหลังจากการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ พระองค์ได้ทรงเสด็จมาเพื่อทำลายรูปแบบแห่งการปกครองทุกอย่างของมนุษย์ แล้วในที่สุดพระองค์ก็จะนำอาณาจักรที่เป็นนิรันดร์ของพระเจ้ามาสู่บนแผ่นดินโลก . ข้อ 35 กล่าวว่า “แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ” ก้อนหินนี้ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นภูเขาใหญ่ นี่ก็หมายความถึงการเพิ่มพูนขึ้นของอาณาจักรแห่งพระเจ้าซึ่งก็หมายถึงคริสตจักรของพระองค์ พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะและคริสตจักรเป็นพระกายของพระองค์ดังนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วอาณาจักรของพระเจ้าจะต้องกลับเข้ามาครอบครองโลกนี้อีกครั้งหนึ่งเหมือนดังเช่นที่เคยเป็นมาสมัยที่พระองค์เริ่มสร้างในครั้งแรกนั้น วันนี้คริสตจักรคือการก่อตั้งอาณาจักรแห่งสวรรค์บนแผ่นดินโลกนี้ดังที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสว่า “เพราะนี่แน่ะ แผ่นดินของพระเจ้านั้นอยู่ท่ามกลางพวกท่าน” ลูกา 17 : 21 โดยที่พระเจ้าปรารถนาให้คริสตจักรเป็นแบบจำลองการปกครองฝ่ายวิญญาณที่จะมีขึ้นในอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่จะมาถึงในโลกหน้า เพราะคริสตจักรที่มีผู้เชื่อมีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเยซูคริสต์นั้นจะสำแดงออกถึงความรักของพระองค์จนกลายเป็นพระกายของพระองค์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นการสำแดงชีวิตของพระคริสต์ในโลกนี้นั่นเอง คำอุปมาของเมล็ดพืชในมาระโก 4:26–29 ได้เปิดเผยว่าอาณาจักรของพระเจ้านั้นเป็นการมีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์ได้อย่างไร ข้อ 26 กล่าวว่า “แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน”. เมล็ดพืชนี้ก็คือพระวจนะของพระเจ้าซึ่งก็หมายถึงองค์พระคริสต์เองผู้ซึ่งทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ได้ทรงนำชีวิตของพระองค์เองเข้ามาสู่ชีวิตของมนุษย์ผู้เป็นคนบาปในโลกนี้ถ้าพิจารณาตามคำอุปมานั้น เมล็ดพืชนี่จำเริญขึ้นเป็นต้น ออกรวง มีเมล็ดข้าวเต็มรวง และเมล็ดนั้นก็สุก เพื่อนำมาซึ่งการเก็บเกี่ยว (ข้อ 27–28) ตั้งแต่วันที่พระคริสต์ได้เสด็จมาเพื่อหว่านตัวของพระองค์เองลงในสภาพมนุษย์ที่เป็น…
ท่านใดชอบรับประทานผัก และผลไม้กันบ้างคะ รู้สึกว่าเกือบทุกท่านจะชอบนะคะ พระเจ้าทรงประทานผักและผลไม้ให้มีสีสันสวยงามน่ารับประทาน อีกทั้งยังมีรสชาติอร่อยและช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ผักและผลไม้ช่วยป้องกันและรักษาโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคไขข้ออักเสบ และโรคอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่า เป็นยาสารพัดนึกค่ะ งานวิจัยได้บอกให้เราทราบว่า ผักผลไม้ ยังมีผลต่ออารมณ์ของเราอีกด้วยค่ะ งานวิจัยหนึ่งซึ่งพิมพ์ใน British Journal of Health Psychology ในงานวิจัยชิ้นนี้ นักวิจัยต้องการหาความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน โดยมีผู้เข้าร่วม 281 คน อายุเฉลี่ยคือ ประมาณ 20 ปี ผู้เข้าร่วมงานวิจัยทุกคนจะถูกสัมภาษณ์ถึงอายุ เพศ เชื้อชาติ ส่วนสูงและน้ำหนัก ผู้ที่มีปัญหาการกินจะถูกคัดออกไป หลังจากนั้นทุกคนจะต้องกรอกข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับอาหารที่รับประทานทุกวันเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน และทุกๆ เย็นพวกเขาจะต้องให้คะแนนเกี่ยวกับอารมณ์ด้านบวกและด้านลบจาก 9 หัวข้อ จากรายงานที่ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบกลับมา ทีมผู้วิจัยพบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างอารมณ์ด้านบวกกับการรับประทานผักและผลไม้เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ดอกเตอร์ ทามลิน โคนเนอร์ (Dr Tamlin Conner) หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า…
วิวรณ์ 14 : 6 แล้วข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่ชนชาวโลกทั้งปวง ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา 1 ยอห์น 4 : 7 – 8 ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก ข่าวประเสริฐที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้กับมนษยชาติเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในครั้งที่สอง ได้ถูกบันทึกอยู่ในพระธรรมเล่มสุดท้ายในบทที่ 14 คือข่าวของทูตสวรรค์ทั้ง 3 องค์ การประกาศข่าวประเสริฐของทูตสวรรค์ในครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเตือนครั้งสำคัญที่พระเจ้าได้ทรงประทานผ่านทูตสวรรค์มาสู่พลไพร่ของพระองค์ในโลกนี้ ข่าวประเสริฐของพระเจ้านั้นครั้งนี้เป็นการสรุปรวมข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศมาแล้วทั้งหมดในโลกนี้ให้รวบรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวอย่างครบถ้วน โดยไม่มีขาดตกบกพร่อง ทูตสวรรค์ได้ประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะ ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐ (ข่าวดี) ที่ได้ถูกประกาศมาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงที่สุดปลาย ซึ่งหมายความว่าข่าวประเสริฐนี้เป็นข่าวที่จะยังคงอยู่ตลอดไปไม่มีกาลเวลา ไม่มีที่สิ้นสุด คำว่าอมตะนั้นหมายถึง “พระเจ้า” เพราะพระเจ้าเท่านั้นทรงเป็นอมตะ 1 ทิโมธี 1 : 17 “พระเกียรติและพระสิริจงมีแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระเจริญอยู่นิรันดร์ ผู้ทรงเป็นองค์อมตะ ซึ่งมิได้ปรากฏพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียวสืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน” ดังนั้นข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะนั้นจึงเป็นข่าวประเสริฐที่เกี่ยวข้องกับพระองค์โดยตรง ซึ่งก็คือพระลักษณะของพระองค์ …
ยน.15:4 “จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น.” ยน.17:21–23 “เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์ คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ และกับข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น ข้าพระองค์อยู่ในเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์.” ถ้าเราไม่มีประสบการณ์แห่งชีวิตที่ถูกต้องและเพียงพอกับพระเจ้า เราก็ไม่อาจที่จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์ ในแต่ละวันเราจำต้องมั่นใจและกล่าวว่า “วันนี้เราอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์ก็อยู่ภายในเรา” เพื่อที่ว่าเราจะยืนยันความเชื่อและความมั่นใจที่เราเป็นแขนงที่ต่อเชื่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเถาองุ่นแท้คือพระเยซูคริสต์ในทุกๆ วัน โดยมีพระองค์ทรงเป็นศรีษะ และเราเป็นอวัยวะของพระกายทั้งหมดของพระองค์ ต้นองุ่นนั้นมีกิ่งมากมายแต่กิ่งมากมายเหล่านี้ก็ล้วนประกอบเป็นต้นองุ่นต้นเดียวกัน ซึ่งทั้งต้นและกิ่งนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย ถ้าเรากล่าวว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า เราก็ต้องตรวจสอบว่าเราได้เป็นหนึ่งกับอวัยวะส่วนอื่นๆ หรือไม่. ถ้าเราไม่มีความเป็นหนึ่งกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในพระองค์การที่เราอ้างว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้ เพราะขณะที่เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นองุ่นแท้คือพระคริสต์ที่มีกิ่งและแขนงมากมาย แต่เรากลับปฏิเสธกิ่งหรือแขนงอื่นๆ ก็แสดงว่าเรายังไม่ยอมรับการมีส่วนในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้อื่นที่มีต่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน เมื่อเรายอมที่จะปฏิเสธตัวเองเราก็มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้า และทำนองเดียวกันขณะที่พี่น้องอีกคนหนึ่งยอมปฏิเสธตัวเอง เขากับเราก็มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณองค์เดียวกัน ซึ่งจากนั้นเราก็จะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ … พี่น้องผู้เชื่อทุกคนล้วนยอมรับว่าชีวิตของพวกเขาได้ถูกตรึงไว้บนกางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว และพวกเขาก็ตระหนักว่าพวกเขาได้มีชีวิตอยู่ร่วมในการเป็นขึ้นมาของพระคริสต์แล้วเช่นกัน เรามีพระองค์เป็นชีวิตของเราเราตระหนักในเรื่องนี้และเราก็ยืนอยู่บนพื้นฐานนี้โดยการปฏิเสธความปรารถนาและความเป็นตัวตนของเราเอง นี่เป็นเรื่องที่อัศจรรย์ยิ่งนัก! ที่เราในฐานะมนุษย์ผู้เป็นคนบาปได้กลายเป็นหนึ่งในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นและมีชีวิตในองค์พระผู้เป็นเจ้า การที่เราเข้าส่วนจนเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมิใช่เพราะเราได้เรียนรู้หลักธรรมจนเข้าใจ แต่เป็นเพราะว่าเราได้มีชีวิตอยู่ในประสบการณ์แห่งการทนทุกข์ทรมาน การสิ้นพระชนม์ และความชื่นชมยินดีกับการเป็นขึ้นมาของพระองค์ ซึ่งในฐานะวิสุทธิชนแห่งพระองค์ …
ยน.3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ 1ทธ.1:15 คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลกเพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก. ยอห์น 3:16 กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”. น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นไม่เพียงรักคนที่ชอบธรรม แต่ยังรักคนบาป และยังรักโลกด้วย. โลกนั้นมีความชั่วร้ายเนื่องมาจากความบาป. คำว่า “โลก” นั้นในภาษากรีกชี้ถึงผู้คนที่ทำบาปและตกต่ำและเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ตกอยู่ในความบาปแห่งโลกนี้ ท่ามกลางมนุษยชาติทั้งหมดล้วนได้กลายเป็นมนุษย์แห่งความบาปที่มีชีวิตอยู่ฝ่ายโลก…พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติที่ตกต่ำเหล่านี้ พวกเขาได้เสื่อมเสียพระสิริของพระเจ้าไปจนถึงขั้นที่ได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับซาตานเสียแล้ว คำว่า “โลกหรือมนุษย์โลก” เป็นการบ่งชี้ว่ามนุษย์ได้กลายเป็นหนึ่งกับซาตานเพราะความบาปนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์โลกได้กลายเป็นศัตรูกับพระเจ้าไปเสียแล้ว การที่ยอห์น 3:16 ได้กล่าวว่ามนุษยชาติก็คือ “โลก” นั้นเป็นคำที่ชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายที่มนุษย์ได้ละทิ้งพระสิริและสง่าราศีของพระเจ้าไปแล้วอย่างสิ้นเชิง แต่ทว่าพระเจ้าทรงรักโลก นั่นก็คือรักมนุษย์ที่ชั่วร้ายที่สุดในท่ามกลางมนุษย์ที่ชั่วร้าย ยิ่งกว่านั้นพระเจ้ายังได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้กับเรา ไม่ใช่เพียงช่วยเราขึ้นสู่แผ่นดินสวรรค์ แต่เพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์นั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์. 1 ทิโมธี 1:15 กล่าวว่า “คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก”. เราได้มองเห็นแล้วว่าคำว่า “โลก” ในวลีที่กล่าวว่าพระคริสต์เยซูได้เสด็จเข้ามาในโลกนั้น (ภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า “มนุษย์โลก”) พระองค์เสด็จมาในโลกโดยการเข้ามาอยู่ท่ามกลางมนุษยชาติก็เพื่อจะช่วยคนบาปให้รอด. ขณะที่เปาโลยังเป็นเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัสนั้นท่านเป็นคนบาปในลำดับต้นๆ. ถ้าหากพระคริสต์มาช่วยเพียงคนปกติ …
รม.8:16 พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า 1คร.6:17 แต่ส่วนคนที่ผูกพันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นจิตใจอันเดียวกันกับพระองค์. จิตวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของผู้เชื่อจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ภายในเรา (1คร.6:17) …เพื่อให้เราดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ ดังนั้นการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อก็คือการดำเนินชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าร่วมประสานกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเข้าสนิทระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับ…การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทั้งสองส่วนนี้อย่างสิ้นเชิง พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณมนุษย์ก็มีจิตวิญญาณ ทั้งสองส่วนนี้จึงสามารถเข้าผสานกันเป็นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อนั้นก็คือ การที่ผู้เชื่อได้ยอมให้พระเจ้าเข้ามาสู่ภายในชีวิตของเขาและนำพาชีวิตของเขาในทุกกรณี จนตัวของเขา ความคิดของเขา การกระทำของเขา กลายเป็นสิ่งเดียวกัน หรือเหมือนกันกับพระเจ้า ซึ่งนี่คือความล้ำลึกแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทรงสำแดงผ่านชีวิตของผู้เชื่อในพระองค์ ด้วยเหตุนี้กุญแจสำคัญแห่งชีวิตในความรอดของผู้เชื่อในพระองค์ก็คือ การมีชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระองค์ทรงนำพาในทุกกรณีนั่นเอง “พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับจิตวิญญาณของเราว่า เราเป็นลูกของพระเจ้า” โรม 8:16 เมื่อพิจารณาตามพระธรรม 1 โครินธ์ 6:17 นั้นสำแดงให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตแห่งความรอดสำหรับผู้เชื่อก็คือ การมีชีวิตที่จิตวิญญาณของเขาได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระวิญญาณของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ทั้งทางด้านกายภาพ (การกระทำ) และทางจิตวิญญาณ (ความรู้สึกนึกคิด) ซึ่งในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงสร้างเสริมอุปนิสัยของผู้เชื่อเสียใหม่จนกลายเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยเดียวกันกับพระคริสต์ และนี่ก็คือชีวิตที่เติบโตในพระคริสต์นั่นเอง ผู้ที่ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามเนื้อหนังและราคะตัณหาชีวิตของเขาจะตกต่ำ ส่วนผู้ที่ดำเนินชีวิตตามความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นจะมีความสูงส่งกว่า พระเจ้าได้ทรงประทานพระบัญญัติจารึกลงในแผ่นศิลาให้กับชนชาติของพระองค์เมื่อพวกเขาเดินทางออกมาจากอิยิปต์ แต่ทว่าวาระสุดท้ายนี้พระองค์จะทรงจารึกบัญญัติของพระองค์ไว้ที่หัวใจของผู้เชื่อที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ เพราะว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ถามอีกแล้วว่าพระบัญญัติของพระเจ้าตรัสว่าอะไร แต่พวกเขารู้ซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงประทานความรักอันยิ่งใหญ่ให้กับมนุษย์โดยประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาเพื่อสิ้นพระชนม์บนโลกนี้แทนเรานั้น พระองค์ต้องการให้มนุษย์กระทำในสิ่งใดเพื่อสำแดงออกถึงการตอบสนองต่อความรักที่พระองค์ทรงมีให้กับพวกเขา… ขอให้พี่น้องผู้เชื่อทุกๆ ท่านได้มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์นะครับ
“คุณหมอคะ ๆ ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ 2-3 วันมานี้ ปวดปัสสาวะบ่อยเหลือเกิน เข้าห้องน้ำได้ไม่ถึง 15 นาทีก็รู้สึกปวดอีกแล้ว ปัสสาวะก็ออกครั้งละนิดหน่อย แถมแสบๆอีกด้วย รู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด มีปัสสาวะเหลือค้างอยู่ยังไงยังงั้น และยังรู้สึกปวดหน่วงๆ ท้องน้อยอีกด้วย ฉันเป็นอะไรคะคุณหมอ” ค่ะ สวัสดีค่ะ ดิฉันแพทย์หญิงพรวิไล ตันตระรุ่งโรจน์นะคะ วันนี้รเริ่มต้นด้วยปัญหาที่พบบ่อยในผู้หญิงค่ะ นั่นคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ สาเหตุที่พบบ่อยก็เพราะว่า ท่อปัสสาวะของผู้หญิงนั้นสั้น (คือประมาณ 4-5 ซม.) และอยู่ใกล้ทวารหนัก เชื้อโรคต่างๆ จึงอาจจะมาปนเปื้อนปลายท่อปัสสาวะและย้อนขึ้นมาในกระเพาะปัสสาวะได้ ในขณะที่ความยาวของท่อปัสสาวะในผู้ชายนั้นจะยาวประมาณ 20 ซม. โอกาสติดเชื้อจึงน้อยกว่ากันค่ะ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ การอั้นปัสสาวะ เพราะโดยปกติแล้วในกระเพาะปัสสาวะจะพบแบคทีเรียเพียงเล็กน้อย แต่เมื่ออั้นปัสสาวะ แบคทีเรียมีเวลาเพิ่มจำนวนและเจริญเติบโตจึงทำให้เกิดการอักเสบได้ นอกจากนี้ เมื่อกระเพาะปัสสาวะอยู่ในภาวะยืดตัว คือมีน้ำปัสสาวะอยู่เต็ม จะทำให้ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดลง จึงเกิดการติดเชื้อง่ายขึ้นค่ะ สำหรับผู้หญิงวัยทองที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงก็พบโรคนี้บ่อยขึ้นได้เช่นกัน เพราะเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะและเยื่อบุช่องคลอดบางลง เชื้อโรคจึงเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่พบได้ คือ การมีเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนแรก…
มธ.28:18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว. อฟ.4:15 แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์. คส.1:18 พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง. พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร และคริสตจักรก็เป็นพระกายของพระคริสต์นั้น หมายความว่าอะไร? ก็หมายความว่าสิทธิอำนาจทุกอย่าง ล้วนอยู่ในพระองค์. การที่อำนาจทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์ ก็เนื่องจากชีวิตทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์. คริสตจักรทั้งหมดได้สมบูรณ์อยู่ในพระองค์ และพระองค์เองคือ แหล่งแห่งชีวิตในร่างกาย เพราะว่าตัวของร่างกายเองนั้น ไม่มีชีวิต. 1 ยอห์น 5:11 กล่าวว่า “พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์”. แม้ว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตนิรันดร์นี้ให้แก่เราแล้ว แต่ชีวิตนี้ก็ยังคงอยู่ในพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์ไม่เคยแยกออกจากชีวิตนี้เลย พระเจ้าประทานชีวิตไว้ในของพระองค์ ข้อ 12 กล่าวว่า “ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต” โดยการได้รับชีวิตของพระบุตรมาเป็นชีวิตของเรา ทำให้เราได้มีชีวิตใหม่ โดยการได้รับพระบุตรของพระเจ้า คริสเตียนได้ต้อนรับชีวิตใหม่จากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ได้แยกออกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้เชื่อไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้แต่เพียงประการอย่างเดียว แต่การที่ผู้เชื่อมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้ ก็เท่ากับมีความอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบุตรของพระเจ้า การบังเกิดใหม่นี้ทำให้เรากลายเป็นอวัยวะ ที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชีวิตใหม่นี้ ก็ทำให้เราไม่อาจแยกออกจากศีรษะ เพราะว่าชีวิตของเราได้รับมาจากศีรษะคือองค์พระเยซูคริสต์นั่นเอง การที่จะมีชีวิตของพระคริสต์อยู่ภายในเราได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระบุตรของพระเจ้า …
“จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ทูตสวรรค์ของพวกเขาคอยเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์เสมอ” . Matthew 18:10. เมื่อม่านที่ปิดบังพระรัศมีภาพแห่งพระสิริของพระคริสต์ได้ถูกเปิดออก พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้ทรงสำแดงพระองค์ในฐานะองค์ผู้สูงสุดและองค์บริสุทธิ์ พระองค์ไม่ได้แยกพระองค์อยู่อย่างโดดเดี่ยว หรือไม่สนใจผู้ซึ่งปรารถนาความช่วยเหลือแต่อย่างใด แต่ทว่ามีทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ล้อมรอบพระองค์อยู่นับล้าน และทูตสวรรค์ทุกองค์เหล่านั้นก็พร้อมที่จะกระทำให้พันธกิจของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์นั้นสำเร็จลงให้จงได้ องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงอยู่ในท่ามกลางคำร้องทูลของมนุษย์ทุกๆ คน พระองค์ทรงออกมาจากบัลลังก์ที่ประทับของพระองค์เพื่อมาฟังคำร้องทูลของบรรดาประชากรของพระองค์ จิตใจของพระองค์เต็มล้นไปด้วยความรักและความเมตตาต่อพวกเขา แต่ทว่าสิ่งที่นำความโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่มาสู่พระองค์ก็คือ เหล่าผู้ซึ่งไม่เข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระองค์ที่เรียกร้องให้พวกเขาหันคืนกลับมาจากการที่ไม่ต้องถูกพิพากษาด้วยพระคำของพระองค์ นับเดือนนับปีที่ผู้คนปรารถนากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ยอมรับคำแนะนำของพระองค์ เราจะต้องไม่เศร้าเสียใจที่พระผู้ช่วยให้รอดของเราดูเหมือนจะรักใครบางคนมากกว่าอีกคนหนึ่ง ในครั้งหนึ่งเหล่าสาวกของพระองค์ได้มาพบกับพระเยซูคริสต์และได้ตั้งคำถามว่า “ผู้ใดจะเป็นใหญ่ในสวรรค์?” แล้วพระเยซูคริสต์ได้เรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมาพาพระองค์แล้วให้เด็กคนนั้นนั่งลงท่ามกลางเหล่าสาวกนั้นแล้วบอกว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ก็จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:1-3)…. เราทั้งหลายได้มีส่วนร่วมในพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ เราได้ติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเราอย่างใกล้ชิด พระองค์จะทรงนำพาเราไปยังที่สูง และสูงขึ้นไปในความจริง “ท่านทั้งหลายจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้” พระองค์ได้ทรงตรัส “จะมีเพียงแต่ผู้ที่ตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น” พระองค์ทรงเปิดหนังสือที่บันทึกนามของผู้ที่ติดตามพระองค์อยู่ในนั้น และรายชื่อของพวกเขาได้ถูกบันทึกอยู่โดยที่เป็นรายชื่อของผู้ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และผู้ที่กระทำตามพระบัญญัติของพระองค์อยู่ในนั้น ในทุกๆ วันบันทึกเหล่านี้ได้ถูกสำแดงให้เห็นถึงการกระทำของบุคคลเหล่านั้นอย่างชัดแจ้ง ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยเหลือคนเหล่านี้ด้วยความรัก ความเมตตา ความอ่อนโยน ความสุภาพ และความทะนุถนอมตลอดมา พระคริสต์ทรงได้ยินทุกๆ คำของบุตรของพระองค์ที่ทูลต่อพระองค์ พระองค์ทรงรู้เมื่อเขาเหล่านั้นกำลังมีจิตใจที่ว้าวุ่นกับการงานของเขาเพราะผู้คนที่อยู่รอบข้าง, เพราะการงานอันยากลำบากของเขา หรือแม้กระทั่งภาระงานอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาจะต้องแบกรับภาระไป ให้เราช่วยให้ผู้เขายังอยู่ในความบาปนั้นได้เปิดดวงตาของตนขึ้นเขาจะได้เห็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดกำลังเข้ามาใกล้เขา แม้ว่าเขาจะถูกกล่าวร้ายจะถูกตำหนิต่อหน้าพระองค์ และแม้แต่เขาจะมีความสงสัยมากเพียงใด …
เคยมีปัญหาตื่นขึ้นในตอนเช้าแล้วรู้สึกเหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม สมองตื้อๆ ทำงานก็นึกไม่ค่อยออก ท้องอืด เพลียๆบ้างไหมคะ ถ้ามีปัญหาดังที่กล่าวมานะคะ สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นจากการรับประทานอาหารมื้อเย็นดึกเกินไปค่ะ คำแนะนำสำหรับการมีสุขภาพดี คือ ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นก่อนนอนประมาณ 4-5 ชั่วโมงค่ะ และควรเป็นอาหารที่ไม่หนักจนเกินไปนะคะ เราพบว่า ร่างกายใช้เวลาย่อยผลไม้สดประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนผักอาจจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ ของทอดต่างๆ จะใช้เวลานานขึ้น ส่วนพวกน้ำสกัดต่างๆ เช่นน้ำส้ม น้ำคั้นผัก จะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ย่อยและดูดซึมได้หมด ถ้าเรารับประทานอาหารมื้อเย็นใกล้กับเวลานอนมาก ยกตัวอย่างเช่น รับประทานอาหารมื้อเย็นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม แล้วเข้านอนประมาณ 4 ทุ่ม กระเพาะยังย่อยอาหารไม่เสร็จ ก็ต้องใช้เวลาย่อยต่อไป ถึงแม้ร่างกายจะหลับแต่สมองไม่ได้หลับด้วย เพราะยังมีอวัยวะหนึ่งซึ่งคือกระเพาะอาหารกำลังทำงานอยู่ สมองซึ่งเป็นหัวหน้าของอวัยวะทุกส่วน ก็เลยยังคงต้องทำงานด้วย โดยปกติแล้ว ในขณะที่เรานอนหลับนั้น เราต้องการให้สมองของเราได้พักผ่อน แต่ในภาวะดังที่เล่ามานี้ สมองไม่ได้หลับ จนกระทั่งกระเพาะย่อยอาหารหมด จึงจะได้พัก ถ้าอาหารมื้อดึกวันนั้น เรารับประทานข้าวผัดอเมริกัน ไก่ทอด เฟร็ชฟรายด์ กว่าอาหารจะย่อยหมดอย่างน้อยน่าจะประมาณตีสองกว่าๆ…
แต่บัดนี้ ยาโคบเอ๋ย พระยาห์เวห์ผู้ทรงสร้างท่าน อิสราเอลเอ๋ย พระองค์ผู้ทรงปั้นท่านตรัสดังนี้ว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว” อิสยาห์ 43:1. ทุกๆ อุปสรรคของประชากรของพระเจ้าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยการเปิดเผยโดยพระวจนะของพระองค์ และการดำเนินไปอย่างเรียบง่าย “พระเจ้าตรัสว่า” นี่คือแสงสว่างแห่งความจริงที่ฉายส่องเข้ามาในโลกแห่งความมืดมิดและผู้คนที่ยังหลงอยู่ในทางแห่งความมืดนั้น ชีวิตแห่งความจริงของพระเจ้านั้นจะเป็นชีวิตที่ตรงกันข้ามกับความผิดบาปทั้งปวง เราประกาศข่าวประเสริฐว่าเรามีพระผู้ช่วยให้รอดผู้ซึ่งได้ประทานชีวิตของพระองค์เองให้แก่ผู้เชื่อทุกคน และในพระองค์นั้นจะไม่มีการปรับโทษจะมีแต่ชีวิตนิรันดร์ อย่างไรก็ดีอุปสรรที่ขัดขวางงานของพระเจ้ามิให้ก้าวหน้าไปนั้นก็ยังคงปรากฏอยู่ แต่เราไม่ต้องหวาดกลัวเพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ และทรงเป็นพระเจ้าผู้ที่สุภาพทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่อ่อนโยนที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่จะมาขัดขวางงานของพระองค์ได้ ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นแน่นอนและพระสัญญาของพระองค์ก็จะไม่หายไปจากประชากรของพระองค์ พระองค์จะทรงทำให้สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่องานของพระองค์ทุกสิ่งให้หายไป…. คริสตจักรของพระคริสต์เป็นตัวแทนของพระองค์ในการประกาศความจริงแก่โลกนี้ และทรงฤทธานุภาพโดยพระองค์เองที่จะกระทำพันธกิจพิเศษแก่โลก และถ้าคริสตจักรนั้นจงรักภักดีต่อพระองค์ เชื่อฟังพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ คริสตจักรนั้นก็จะได้รับฤทธานุภาพอย่างน่าอัศจรรย์จากพระองค์ ถ้าคริสตจักรสัตย์นั้นซื่อต่อพระเจ้าแห่งอิสราเอลจะไม่มีอำนาจใดที่จะมาต่อต้านหรือทำลายคริสตจักรของพระองค์ได้ ถ้าคริสตจักรนั้นจะอยู่ในความจริงและจงรักภักดีต่อพระเจ้า อำนาจแห่งศัตรูร้ายก็จะไม่สามารถกระทำอันตรายใดๆ แก่คริสตจักรได้เหมือนแกลบที่ไม่สามารถต้านทานลมพายุได้เช่นนั้น มีสิ่งหนึ่งก่อนที่คริสตจักรจะขึ้นสู่ความสุกสดใส และวันแห่งสง่าราศีคือ ถ้าคริสตจักรนั้นจะสวมใส่เสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมของพระคริสต์ และดำเนินชีวิตออกจากการเป็นพันธมิตรต่อสิ่งที่เป็นอันตรายแห่งโลกนี้ มวลหมู่สมาชิกในคริสตจักรจะต้องกลับใจสารภาพความบาปที่ตนได้กระทำและกลับใจหันมาสู่ทางของพระองค์โดยทันที และต้องกระทำร่วมกันทุกคน พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลายไม่มีสิ่งใดที่จะมาพรากพวกท่านคนหนึ่งคนใดออกไปจากพระเจ้าได้ แม้จะมีความคิดที่แตกต่างกันแต่ทว่าเราทั้งหลายล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักและความจริงแท้ในพระคริสต์ ขอให้เรามาอยู่รวมกันที่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าและยอมรับการไถ่ให้รอดด้วยพระโลหิตของพระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งสิ่งนี้คือหนทางเดียวที่จะทำให้เราได้รับการช่วยเหลือในสงครามแห่งการต่อสู้กับความบาปอันยิ่งใหญ่นี้ ข้าพเจ้าขอรับรองต่อท่านว่าท่านจะหลุดพ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ เมื่อท่านเข้ามาใกล้พระเจ้าด้วยจิตใจที่สำนึกในพระคุณความรักของพระองค์และด้วยความเชื่ออันเต็มเปี่ยม ศัตรูที่พยายามจะทำลายท่านจะพ่ายแพ้ไป ขอให้หันกลับมาหาพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นแหล่งแห่งความหวังของเรา แสวงหาความเข้มแข็งในพระองค์และมีชีวิตในพระองค์ แสดงออกถึงความมั่นคง ความสุภาพอ่อนโยนในพระองค์และยอมรับการช่วยเหลือจากพระองค์ โดยพระคริสต์ผู้เป็นแหล่งน้ำพุแห่งชีวิตที่จะทรงประทานพลังอำนาจทุกอย่างให้แก่เรา —Letter 199, September 8, 1903,…
ท่านจึงพูดกับเขาว่า ‘ดีมาก เจ้าเป็นทาสที่ดี เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด ลูกา 19:17. ถ้าอารมณ์และอุปนิสัยของเรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะดูแลการงานที่ยิ่งใหญ่ได้ พระคุณของพระคริสต์จะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องให้แก่เรา ทุกๆ สิ่งที่เราสำแดงออกมาแม้จะไม่สมบูรณ์แบบหรือเกิดความเสียหาย หรือบางครั้งพระเจ้าอาจจะไม่ได้รับการถวายพระเกียรติ แต่อย่างไรก็ดีการตั้งใจทำงานรับใช้พระองค์ก็เป็นการเสริมกำลังใจอย่างดียิ่งสำหรับประชากรของพระองค์ พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะให้เราเอาใจใส่ในพระคำของพระองค์ ให้เราระมัดระวังในการรับใช้พระองค์ ในสายพระเนตรของพระองค์ทุกๆ การรับใช้ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าแม้ว่าในสายตาของมนุษย์การรับใช้เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเสียเหลือเกิน ถึงกระนั้นการรับใช้พระองค์อย่างเต็มกำลังก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นผู้ฉลาดรอบคอบ ทำงานของพวกเขาอย่างมีความสุข ก็ต้องเป็นผู้รอบคอบถี่ถ้วน และเป็นผู้สามารถสำแดงพระคริสต์ออกมาจากชีวิตของเขาได้ตลอดเวลา บรรดาผู้ที่มีความเอาใจใส่และมีความเพียรพยายามจะได้รับมอบหมายให้กระทำพันธกิจการงานในหน้าที่ ที่สูงขึ้น โดยเริ่มต้นจากการกระทำหน้าที่อันเล็กน้อยแต่เขาได้สำแดงให้เห็นถึงความรอบคอบและฉลาดหลักแหลมในการทำหน้าที่นั้นออกมา น่าเศร้าที่มีการงานมากมายที่ถูกละเลยไม่ได้กระทำ มีสิ่งต่างๆ มากมายที่จะต้องสูญเสียไปเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เพราะว่าผู้รับใช้มีความปรารถนาที่จะทำแต่การงานที่ยิ่งใหญ่ ทำให้การรับใช้พระเจ้าในด้านอื่นถูกละเลยไป ด้วยเพราะว่าเขาเหล่านั้นมีภาระงานที่ต้องทำมากมายแต่ไม่มีงานใดที่สำเร็จสมบูรณ์สักชิ้นเดียว แต่อย่างไรก็ดีการงานทุกอย่างต้องนำไปสู่เป้าหมายแห่งการพิพากษาโลกนี้ การงายอันเล็กน้อยนั้นจะต้องมีสายสัมพันธ์ไปถึงการรับใช้เจ้านายผู้ยิ่งใหญ่คือพันธกิจแห่งการรับใช้ของพระเยซูคริสต์ ความเห็นแก่ตัวและความคิดที่เอาตนเองเป็นที่ตั้งจะต้องถูกกันออกไปในฐานะศัตรูผู้ต่อต้านงานของพระเจ้า แต่ทว่าอย่างไรก็ดีเราจะต้องแสวงหาของประทานเหล่านั้นโดยการรับใช้ต่างๆ ด้วยตนเอง และต้องเรียนรู้ว่าซาตานจะต่อต้านพระคริสต์ด้วยงานของพระองค์เอง และจะกระทำให้เหล่าบรรดาทูตสวรรค์ และมนุษย์ของพระเจ้าจะได้รับความอับอายที่พวกเขาได้กลายเป็นบุคคลที่โง่เขลาไปเชื่อฟังซาตาน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะไม่เหมือนกับชีวิตของพระคริสต์ที่ได้ทรงประทานให้แก่เรา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน เราจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการที่จะตรึงความต้องการทางอารมณ์และความลุ่มหลงของเราไว้บนกางเขนของพระคริสต์…. พี่น้องที่รักเราจะมีความรู้สึกเช่นไรเมื่อเราต่างได้ไปยืนอยู่ริมทะเลแก้ว? และเมื่อเราได้มองย้อนหลังดูถึงความอดทนที่เราได้กระทำมา และเมื่อเรายืนอยู่บนภูเขาแห่งชีวิตที่เป็นนิรันดร์ร่วมกับพระเจ้าเราระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมาซึ่งเราไม่จำเป็นจะต้องเล่าเรื่องราวเหล่านั้นแก่ผู้ใด เพราะเราทราบดีว่าพระเจ้าได้ทรงเป็นผู้ปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระจากสิ่งสารพัดในอดีต พระเจ้าทรงช่วยเราในฐานะที่เราเป็นผู้ที่เล็กน้อยที่สุดแต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด พระเจ้าไม่ทรงยินยอมให้เรามีความคิดที่ออกไปในทางที่ไม่ถูกต้องในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง จำนวนแห่งประสบการณ์ที่เราได้ประสบมานั้นไม่มีความหมายอะไร มาตรฐานของพระเจ้าแตกต่างจากมาตรฐานของมนุษย์ ถ้าเราเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อเรา เราจะเห็นถึงสิ่งสูงค่าเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำกับผู้ที่เล็กน้อยที่สุด ซึ่งสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดนั้นจะได้รับการดูแลด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระองค์เอง…
เอโนคดำเนินกับพระเจ้าแล้วก็หายไปเพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป ปฐมกาล 5:24. พระเจ้าทรงสถาปนาคริสตจักรขึ้นเมื่อ อาดัม, เอวา, และเอเบล ยอมรับและยกย่องข่าวประเสริฐด้วยชีวิตที่มี ความสุขและยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา นี่คือสิ่งที่ทำให้เราได้ตระหนักอย่างแท้จริงถึงพระสัญญาของพระองค์ว่าพระองค์จะทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเขา อย่างไรก็ดีเอโนคเป็นผู้ที่ปรารถนาจะได้ยินถึงพระคำของพระองค์อย่างใกล้ชิด พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเขาในการนมัสการด้วย ในยุคสมัยของเอโนคนั้นเขาได้มีชีวิตอยู่ในยุคแห่งความชั่วร้ายของโลกนี้ พระเจ้าไม่เคยละทิ้งผู้เชื่อที่แม้จะมีจำนวนน้อยนิดไว้ท่ามกลางโลกนี้โดยปราศจากการเป็นพยานของพระองค์ เอโนคเป็นครูที่สอนถึงความจริงต่อสาธารณชนในยุคสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ เอโนคสั่งสอนความจริง; เขามีชีวิตอยู่ในความจริง; และมีบุคลิกของความเป็นครูผู้ซึ่งดำเนินชีวิตอยู่กับพระเจ้าในทุกหนทุกแห่งอย่างถ่อมตนด้วยความบริสุทธิและเป็นที่น่ายกย่องในพันธกิจของท่าน เอโนคเป็นผู้เผยพระวจนะที่พูดออกมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เอโนคมีชีวิตเป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดของศีลธรรมที่เกิดขึ้นในยุคนั้น เอโนคเป็นบุคคลที่ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างร่วมไปกับพระเจ้าและเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ ซึ่งพระบัญญัตินี่แหละที่ซาตานปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง และอาดัมก็ได้ก่อกบฏขึ้น แต่เอเบลกลับประพฤติตามและด้วยเหตุที่เอเบลประพฤติตามพระบัญญัตินี่เองทำให้ท่านต้องถูกสังหาร และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ทรงประทานผู้ที่เป็นแบบอย่างให้กับจักรวาลนี้ได้เห็นถึงในสิ่งที่ซาตานได้กล่าวอ้างว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถรักษาบัญญัติของพระองค์ได้นั้น ทำให้จักรวาลนี้ได้ทราบว่ามีบุคคลที่อุทิศตนเองให้กับพระเจ้าด้วยจิตใจ จิตวิญญาณ และสามารถมีชีวิตอยู่โดยสำแดงถึงพระลักษณะของพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์ บุคคลผู้มีชีวิตอันบริสุทธิ์นี้ได้เลือกที่จะดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าโดยกล่าวติเตียนความบาปของโลก และมีชีวิตที่เป็นพยานแก่โลกนี้ว่าสามารถมีมนุษย์ที่ดำรงชีวิตโดยการรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ในโลกนี้…. เอโนคมิได้มีชีวิตอยู่เพียงการอธิษฐานเพื่อตนเอง และสวมใส่ยุทธภัณฑ์แห่งพระเจ้าเท่านั้น แต่เขามายังโลกนี้ด้วยคำทูลวิวอนต่อพระเจ้าสำหรับผู้คนในโลกนี้ด้วย เอโนคมิได้สำแดงความจริงเพื่อที่จะทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อรู้สึกเจ็บปวดทรมานใจ แต่ทว่าการที่เอโนคมีชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิดกับพระเจ้านั้นทำให้เขามีความกล้าหาญที่จะทำงานของพระเจ้าในโลกแห่งความชั่วร้ายนี้ต่างหาก เอโนคดำเนินไปกับพระเจ้า “การเป็นพยานของท่านเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า” สิ่งนี้เป็นเกียรติยศของผู้เชื่อที่อยู่ในโลกใบนี้เพราะนี่คือมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางพระเจ้า และพระเจ้าก็ยกชูเขาให้ขึ้นสูงกว่ามนุษย์ทั้งปวง “เราอยู่ในพระองค์ และพระองค์อยู่ในเรา” พระเยซูคริสต์ตรัสดังนี้ การมีชีวิตที่ดำเนินไปกับพระเจ้าของเอโนคนั้นคือการเป็นพยานเพื่อพระองค์มิใช่การถูกกักขังโดยพระเจ้า บุคคลเช่น เอโนค, เอลียาห์, เหล่าบรรพชนในยุคแรก, ผู้เผยพระวจนะ และผู้ที่ยอมทนทุกข์เพื่อพระเจ้า พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในพระองค์ทั้งสิ้น… สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงสิทธิพิเศษที่จะได้กระทำเพื่อพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่สำหรับผู้ที่ติดตามพระคริสต์ที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ประทับอยู่ภายในจิตใจ และประทับสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในชีวิตของพวกเขาเพื่อจะได้บังเกิดเป็นผลแห่งคุณความดีที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้บังเกิดในตัวของบุคคลเหล่านั้นด้วย —Manuscript 43,…
ส่วนที่เล็กที่สุดในร่างกายคือ เซลล์ ถ้าเซลล์แข็งแรง ร่างกายก็แข็งแรง สิ่งที่เซลล์ต้องการเพื่อเซลล์จะแข็งแรง ได้แก่ 1. ออกซิเจน หายใจอากาศบริสุทธิ์ทุกวันนะคะ โดยเฉพาะใต้ต้นไม้ในเวลากลางวัน เพราะต้นไม้จะให้ออกซิเจนออกมาในช่วงเวลานั้น 2. น้ำ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว ช่วงไหนที่อากาศร้อน เหงื่อออกมากเราก็อาจจะต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้นค่ะ การสังเกตสีปัสสาวะก็ช่วยได้ค่ะ ถ้าปัสสาวะสีค่อนข้างใส ไม่เหลือง ก็น่าจะดื่มน้ำพอค่ะ 3. สารอาหาร ขอให้เน้นรับประทานอาหารที่มาจากพืช มีลักษณะใกล้เคียงธรรมชาติ มีการดัดแปลงน้อยที่สุด ปราศจากสารปรุงแต่งต่างๆ และควรรับประทานผักสด ผลไม้สดด้วยค่ะ 4. การกำจัดของเสีย เช่นการอาบน้ำ ขัดขี้ไคลออกไปจากผิวหนัง การถ่ายอุจจาระทุกวัน การหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากร่างกาย การเข้าห้องน้ำปัสสาวะเมื่อต้องการ และไม่กลั้นปัสสาวะ และข้อสุดท้ายคือ การป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่นหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ การใช้บุหรี่ นี่คือสิ่งที่เซลล์ต้องการ พระเจ้าทรงสร้างให้มนุษย์มีระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งประกอบด้วย หัวใจและหลอดเลือดต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เหมือนกับเป็นท่อลำเลียง ขนส่งสิ่งที่เซลล์ต้องการไปให้กับทุกๆ เซลล์ และนำของเสียที่เกิดขึ้นจากเซลล์ไปกำจัด เพราะฉะนั้นถ้าระบบไหลเวียนโลหิตทำหน้าที่ได้ปกติ เซลล์ทุกเซลล์ก็จะแข็งแรง ร่างกายก็จะแข็งแรงค่ะ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นดังนี้นะคะ เมื่อเรารับประทานอาหาร อาหารที่อยู่ในกระเพาะ ลำไส้ จะถูกย่อยและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ความดันในหลอดเลือดก็จะส่งแรงดันให้อาหารวิ่งไปตามหลอดเลือดเพื่อส่งให้แก่เซลล์สมอง เซลล์มือ เซลล์ตา และเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกาย ถ้าเรามีปัญหาความดันโลหิตต่ำ ถึงแม้อาหารที่เรารับประทานจะดีแค่ไหนก็ตาม เมื่อแรงดันเลือดต่ำ ก็ไม่มีแรงพอที่จะส่งอาหารไปยังเซลล์สมองและเซลล์ต่างๆ ได้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ขณะเดียวกัน ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ก็อาจจะทำให้หลอดเลือดอุดตัน หรือถ้าเป็นอาหารที่ไม่มีคุณภาพ อาหารนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น สุขภาพที่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับการมีเลือดที่ดี และมีการไหลเวียนโลหิตที่สมบูรณ์ค่ะ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ค่ะ พระองค์ทรงสร้างมนุษย์เราขึ้นมาด้วยความรัก และพระองค์ต้องการให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ พระองค์จึงได้ประทานคู่มือการดูแลสุขภาพให้แก่เราด้วย ซึ่งทางสถาบัน Weimar คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ตเวนตีสได้สรุปหลักการนี้ขึ้นมาเป็นคำย่อง่ายๆ 8 ตัว ว่า NEWSTART ถ้าแปลเป็นภาษาไทย ก็คือ การเริ่มต้นใหม่ คำว่า NEWSTART ประกอบด้วย อักษรภาษาอังกฤษ 8 ตัว คือ 1. N-nutrition โภชนาการ 2. E-exercise การออกกำลังกาย 3. W-water น้ำ 4.S-sunshine แสงแดด 5. T-temperance การประมาณตนหรือการบังคับตน 6. A-air อากาศ 7. R-rest พักผ่อน 8. T-trust in God เชื่อวางใจในพระเจ้า เมื่อเราปฏิบัติตามหลักการ NEWSTART นี้ เราก็จะมีเลือดที่ดีและมีการไหลเวียนโลหิตที่สมบูรณ์ ทำให้สุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรคภัยค่ะ พบกันใหม่ในรายการครั้งหน้า ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรทุกท่าน สวัสดีค่ะ
เพราะเหตุนี้จงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะสามารถต่อสู้ในวันชั่วร้ายนั้น และเมื่อทำทุกอย่างแล้วจะยังยืนหยัดอยู่ได้ เอเฟซัส 6:13. ซาตานพยายามที่จะนำเอาสิ่งหลอกลวงฝ่ายวิญญาณมาล่อลวงให้จิตใจของเราหลงไปอยู่เสมอ เวลานี้เป็นเวลาที่ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะต้องสวมยุทธภัณฑ์ทุกชิ้นของพระเจ้าเพื่อที่จะต่อสู้กับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งความมืดที่กำลังล่วงล้ำเข้ามา ทหารของพระคริสต์จะต้องไม่หลับไหลอยู่ในเพราะขณะนี้เราได้ยินเสียงเตือนมาจากทั่วโลกเกี่ยวกับเรื่องนี้…. มีผู้ที่เข้มแข็งในความเชื่อ และมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าแต่เขากลับตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดแห่งการหลอกลวง พวกเขามิได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่าพวกเขากำลังกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมือนกลุ่มหญิงพรหมจารีย์ที่โง่เขลา วิทยาศาสตร์ ความเชื่อเรื่องวิญญาณ และเรื่องจิตวิทยา ได้ชักนำให้จิตใจของพวกเขาออกไปจากพระคำของพระเจ้าที่กำลังกล่าวถึงเวลาที่มาถึงแล้วนี้ มีบางคนที่มีชีวิตอยู่เพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์ เขาเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้กับผู้ที่กำลังหลอกลวงและบิดเบือนความจริงในโลกนี้ หัวใจของพวกเขามีแต่พิษของเหล่างูร้ายนั้น และพวกเขาก็ยังพร้อมที่จะเข้าไปสู่แนวทางแห่งการไม่เชื่อฟังในอนาคตอีกด้วย . เหล่าผู้ที่ตกอยู่ในการหลับใหลอยู่นั้นบัดนี้ขอให้ตื่นขึ้นเพื่อตกแต่งตะเกียงของตน เพื่อเขาจะได้ไม่สับสนและสงสัยในความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ การล่อลวงของซาตานนั้นจะแสดงออกมาเหมือนกับว่ากำลังยกชูความจริงไว้ แต่ทว่าเราจะต้องไม่หันหลังกลับไปยังอิยิปต์ที่จากมาแต่ต้องมุ่งหน้าไปยังแผ่นดินสวรรค์คือคานาอันแห่งคำสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าทรงตรัสว่า, “เราจะให้ความเข้มแข็งแก่เจ้าเพื่อนำข่าวสารของเราประกาศออกไปแก่โลกนี้ มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ยจงตื่นจากการรับข้อมูลข่าวสารแห่งการล่อลวงนั้น เจ้ากำลังหลับใหลอยู่ในห้วงเวลาอันสำคัญยิ่งและกำลังเป็นอันตรายอย่างมาก” สำหรับบางคนที่มิได้มีประสบการณ์แห่งการบังเกิดใหม่อย่างแท้จริงตั้งแต่ในอดีตนั้นก็เพราะว่าเขานำชีวิตเข้าไปสู่สิ่งที่ขัดแย้งกับความจริงที่เขาเชื่อถืออยู่จนกลายเป็นชีวิตของเขา ความคิด, ทัศนคติ, และการตัดสินใจของเราจะต้องนำพาให้ชีวิตของเราไปสู่น้ำพระทัยของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้จะได้รับการดลใจและควบคุมโดยพระองค์ เราจะต้องถามตัวเราเองว่า “ฉันได้พยายามอย่างเต็มกำลังที่จะรักษาตะเกียง, น้ำมัน และระวังรักษาด้วยการตกแต่งตะเกียงนั้นให้ส่องสว่างออกไปจากชีวิตของฉัน ด้วยแสงสว่าง ความชัดเจนแห่งความจริงในวาระสุดปลายนี้หรือไม่? ฉันอาศํยอยู่ในโลกที่อันตรายนี้ด้วยความตื่นตัวแล้วหรือไม่? ฉันได้นำพาจิตวิญญาณที่กำลังจะพินาศนี้มาถึงพระคริสต์แล้วหรือไม่? ฉันได้กระตุ้นให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นถึงจุดจบของทุกๆ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วหรือยัง? สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานะของหญิงพรหมจารีย์ที่ฉลาดนั้น พวกเขาได้ผ่านชีวิตแห่งความจริงที่มี่ประสบการณ์อันมีค่า ซึ่งในเวลานี้พวกเขาจึงได้ลุกขึ้นและตกแต่งตะเกียงของตน ขอให้ผู้ที่หลงเชื่อสิ่งที่หลอกลวงนั้นจงเลิกที่จะเชื่อฟังและตัดสิ่งเหล่านั้นออกจากประสบการณ์ในชีวิตของตน อย่าพยายามสูญเสียเวลาไปกับการถกเถียงในเรื่องที่เป็นสิ่งหลอกลวงเหล่านี้ อย่าพยายามมีชีวิตอยู่ในม่านหมอกแห่งความสงสัยจนกระทั่งเวลาจะผ่านไปจนชีวิตท่านนั้นสายเกินไป ขอให้ท่านได้ถวายทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและยุติการถกเถียงในสิ่งที่ไร้สาระ, และโง่เขลาที่อาจจะมีจิตนาการณ์อันบรรเจิดเป็นสิ่งสนับสนุนก็ตาม —Manuscript 80, 1905, August…
เราทราบกันว่า ส่วนที่เล็กที่สุดในร่างกายคือ เซลล์ ถ้าเซลล์แข็งแรง ร่างกายก็แข็งแรง ปัญหาของเซลล์ที่พบได้ คือ 1. เซลล์เสื่อมก่อนวัย ทำให้เกิดการชรา และการตายก่อนวัยอันควร 2. เซลล์ติดเชื้อ เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น เซลล์อาจจะถูกทำลายได้ 3. เซลล์กัดกันเอง เช่น ในกรณีของโรค SLE เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งปกติจะต้องมากำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย แต่กลับมาโจมตีร่างกายตนเอง ทำให้เกิดปัญหามากมาย เช่น เกิดภาวะซีด ข้ออักเสบ ผมร่วง เป็นต้น ปัญหาข้อสุดท้ายของเซลล์ คือ เซลล์กบฏ ค่ะ เช่นในกรณีของมะเร็ง เซลล์ที่กำลังแบ่งตัวเพิ่มจำนวนควรจะหยุดการแบ่งตัวในเวลาที่เหมาะสมตามคำสั่งของร่างกาย แต่กลับเพิ่มจำนวนต่อไปเรื่อยๆ และไม่ยอมโตเต็มที่ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งร้ายขึ้นมาได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ยอมฟังคำสั่งของร่างกายนั่นเองค่ะ ปัญหาเหล่านี้เราไม่อยากให้เกิดขึ้นกับเซลล์ของเรานะคะ การที่เราจะมีสุขภาพที่ดีนั้น ประกอบด้วย 3 ด้านค่ะ คือ ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ทั้งสามด้านต้องแข็งแรงและปกติ เราจึงจะมีความสุข บางคนมีสุขภาพกายแข็งแรง แต่มีปัญหาทางด้านจิตใจ เช่นซึมเศร้า ก็คงไม่มีความสุขค่ะ ในการแบ่งปันเรื่องสุขภาพจึงแยกเรื่องทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณออกไปจากสุขภาพกายไม่ได้ค่ะ ถ้าเปรียบเทียบปัญหาของเซลล์กับชีวิตทางด้านจิตวิญญาณ เช่น ปัญหาของชีวิตคริสเตียน ก็จะได้ดังนี้นะคะ 1. คริสเตียนละทิ้งความเชื่อ เลิกเชื่อพระเจ้าและพระเยซูก่อนที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา 2. คริสเตียนมีจิตวิญญาณอ่อนแอ เมื่อซาตานทดลองก็พ่ายแพ้ เปรียบเหมือนกับเซลล์ที่ติดเชื้อโรค 3. คริสเตียนปราศจากความรักในหัวใจ ก็เลยทำให้มีการทะเลาะกันเอง มีการนินทาว่ากล่าวใส่ร้ายต่อกันและกัน เป็นการกัดกันเองเหมือนเซลล์ 4. คริสเตียนไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไม่ทำตามพระบัญญัติของพระเจ้าค่ะ ลับมาเรื่องเซลล์กันต่อนะคะ การจะป้องกันไม่ให้เซลล์เกิดปัญหาดังที่กล่าวมานั้น สามารถทำได้โดยให้สิ่งที่เซลล์ต้องการแก่เซลล์ ซึ่งประกอบด้วย 1. ออกซิเจน อย่าลืมเตือนตัวเองให้หายใจลึกๆ …. เปิดหน้าต่างให้อากาศบริสุทธิ์เข้ามา 2. น้ำ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว 3. สารอาหาร ขอให้เน้นรับประทานอาหารที่มาจากพืช 4. การกำจัดของเสีย เช่นการอาบน้ำ ขัดขี้ไคลออกไปจากผิวหนัง และข้อสุดท้ายคือ การป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่นหลีกเลี่ยงการใช้บุหรี่ นี่คือสิ่งที่เซลล์ต้องการค่ะ ถ้าเช่นนั้นชีวิตของคริสเตียนต้องการอะไร เพื่อจะให้สุขภาพจิตวิญญาณของคริสเตียนแข็งแรง เติบโตเข้มแข็งและปราศจากปัญหาที่กล่าวมา ได้แก่ การละทิ้งความเชื่อ พ่ายแพ้การทดลอง ทะเลาะกัน หรือการไม่เชื่อฟังพระเจ้า สิ่งที่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณต้องการก็คือ 1. การอ่านพระคัมภีร์ซึ่งเปรียบได้กับอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ 2. การอธิษฐานซึ่งเปรียบได้กับออกซิเจนของจิตวิญญาณ 3. การมีความรักในหัวใจซึ่งแสดงออกโดยการเป็นพยาน การเห็นอกเห็นใจ การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 4. การทูลขอพระโลหิตของพระเยซูชำระเราจากความผิดบาปที่ได้ทำลงไป เปรียบเหมือนกับการกำจัดของเสียออกไปจากร่างกาย 5. ทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทุกวัน เพื่อชีวิตของพระเยซูจะเป็นชีวิตของเรา และเราจะได้มีกำลังที่จะเอาชนะความบาป เปรียบได้กับการไม่รับสารพิษเข้ามาสู่ชีวิตจิตวิญญาณของเราค่ะ ขอให้พระเจ้าทรงอวยพระพรท่านผู้ฟังทุกท่านให้มีสุขภาพที่แข็งแรงนะคะ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณค่ะ
2 โครินธ์ 5 : 17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น 1 เปโตร 4 : 8 ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้ สิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลกปัจจุบันนั้นก็คือ ถ้อยคำที่จริงจังแน่นอนจากผู้คน ลูกที่ทำให้พ่อแม่มีความสุขอยู่เสมอ คนที่รู้ใจทุกอย่าง คนที่รักเราจริงๆ ต้องการความรักอย่าบีบบังคับความรัก..เพราะความรักไม่อาจสร้างได้ด้วยการบีบบังคับให้เกิดขึ้นตามที่ต้องการ..แต่ความรักเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขโดยตัวของมันเอง..จากประสบการณ์..จากความเข้าใจ..และจากการเรียนรู้ . มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยขัดใจคนที่ตนรักใคร่เอ็นดู..เขาชอบสิ่งใดก็จะให้สิ่งนั้น..แม้เขาไม่ขอก็ยังอยากจะเสนอให้..เป็นความสุขอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ได้ทำให้กับคนที่ตนรัก แต่บางอย่างสำหรับบางคนอาจจะเห็นว่าทำได้ยาก..ซึ่งในความเป็นจริงอยากจะบอกว่าไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินกว่าที่เราจะกระทำเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนาความรักให้เกิดขึ้นในชีวิต..โดยอาศัยหลักง่ายๆ 4 ข้อก็คือ ฝืนทำ (แรกๆ ที่ฝืนทำจะรู้สึกไม่คล่องแต่ต้องแข็งใจทำต่อไป) ฝึกบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยที่ดีงาม ข่มจิตใจ..อย่าเพิ่งเลิก..อย่าเพิ่งท้อถอย..ถ้าผลที่กระทำออกมาไม่ถูกใจ..จงข่มใจทำต่อไป ลดความเป็นตัวเองลงไป..ต้องหมั่นลดความเป็นตัวเองอย่ามี Ego สูงมากนัก..หรือคิดถึงแต่มาตรฐานของตัวเองตลอดเวลา..เพราะจะทำให้ไม่สามารถรับสิ่งดีใดๆ ได้เลย.. ทุกคนมีความสามารถ..มีความถนัดเป็นของตนเอง..เขาเหล่านั้นย่อมจะสบายใจเมื่อได้อยู่ในสังคมที่ชื่นชมในความถนัดของเขา..เพราะจะทำให้เขาเป็นคนเด่นมีความสำคัญในสังคมนั้น..แต่เขาจะรู้สึกด้อยเมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมที่มิได้รู้สึกยกย่องในความถนัดหรือความสามารถของเขา คำติหรือคำชม ของคนนั้นไม่มีอะไรแน่นอนนัก..คนดีแสนดีคนเขาก็ติถ้าเขาไม่ชอบ..คนเลวแสนเลวก็ยังมีคนชมเมื่อเขาชอบ ดังนั้นสำหรับมนุษย์แล้วทางที่ดีที่สุดก็คือ ใครจะติ ใครจะชม ก็ปล่อยไป ให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด.. คนส่วนใหญ่กลัว “เขาว่า” มากเหลือเกิน คำว่า “เขาว่า” หมายถึงคนทั้งหลายอื่นๆ นอกจากตัวเอง..บางคนถึงแม้จะแน่ใจว่าสิ่งนี้ดีถูกต้องแล้ว..แต่ก็ไม่กล้าทำเพราะเสียง “เขาว่า” ดังนั้น คำว่า …
เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ประทานใจที่ขลาดกลัวแก่เรา แต่ประทานใจที่ประกอบด้วยฤทธานุภาพ ความรัก และการบังคับตนเองแก่เรา 2 ทิโมธี 1:7.. ในการต่อสู้ในชีวิตของผู้เชื่อในพระเจ้า….ความรู้สึกและความปรารถนาที่จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามจะตามมา ความไม่เชื่อจะทำลายผู้ซึ่งพยายามจะมีความเชื่อและความหวังในพระเจ้า เมื่อท่านไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจุดใดคือจุดที่จะทำให้ท่านหันกลับได้ ให้ท่านหยุดพักทุกอย่างไว้ในพระเจ้า สร้างเสริมจิตใจของท่านด้วยความเชื่อ ทำงานด้วยความรัก และด้วยความบริสุทธิ์ในจิตวิญญาณ… พระเจ้าทรงกระทำพันธะกิจเพื่อท่าน แต่ทว่าในบางครั้งบางทีก็ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกสิ่งของท่านนั้นจะสมบูรณ์พร้อมในงานของท่านที่ท่านได้กระทำเพื่อพระองค์ แต่ขอให้ท่านมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการที่จะกระทำเพื่อการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าผู้ซึ่งได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาเพื่อช่วยเราให้พ้นจากความบาป ดังนั้นเมื่อท่านสั่งสอนพระวจนะของพระองค์และรักษาพระคำของพระองค์ และให้เราได้หลอมรวมความรักความเมตตาของพระองค์เข้าไว้ในหัวใจของท่าน และให้จิตใจของท่านได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งจะนำพาชีวิตของท่านต่อไป…. ขอให้ท่านกล้าที่จะกระทำในสิ่งดีเพื่อพระเจ้า ขอให้เราเริ่มต้นการทำงานรับใช้พระเจ้าด้วยการอธิษฐานและด้วยความเชื่อ, ซึ่งสิ่งนี้คือพระปัญญาอันสูงส่ง, และคือการกระทำที่เป็นตัวแทนของพระวิญญาณของพระเจ้า เป็นตัวแทนแห่งความจริงในชีวิตคริสเตียน เป็นผู้นำทางกายภาพ และสิ่งนี้แหละคือความรอบรู้เพียงหนทางเดียวที่จะมีให้แก่เราอย่างไม่สิ้นสุด ผู้ที่ได้รับการสร้างเสริมจากพระวิญญาณของพระเจ้าจะกล่าวว่า, “เหล่าผู้ที่เชื่อในความจริงจะเป็นผู้สื่อข่าวของพระเจ้า” เหมือนเหล่าสาวกที่พวกเขาเรียนรู้ถึงชีวิตของพระคริสต์, เรียนรู้ที่จะยกชูคำสอนของพระองค์และเพิ่มพูนความเชื่อความคาดหวังของพวกเขา, และจะมีความคิดที่สูงส่งสำหรับพระคุณความรักของพระองค์, โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้เขาสามารถช่วยเหลือผู้ที่กำลังหลงหายให้กลับมา และด้วยสิ่งนี้พระผู้ช่วยให้รอดของเรากำลังสอนให้เรามีจิตใจที่เป็นดังสาวกของพระองค์ ให้เราเอาจริงเอาจังในการอธิษฐานเพื่อแสวงหาพระเจ้า พระคริสต์ทรงตรัสว่า “เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา” ลูกา 11:10 เราควรจะมีความชื่นชมยินดีที่ได้มีโอกาสเป็นผู้ที่นำข่าวประเสริฐไปสู่คนทั้งหลาย เพิ่มพูนในสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงวางรากฐานเอาไว้เพราะสิ่งเหล่านี้คือความรับผิดชอบของเราทุกคน และสิ่งเหล่านี้จะได้รับการเพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อได้รับการทรงนำและฤทธานุภาพจากพระวิญญาณบริสุทธิ์…. ท่านได้แสวงหาพระเจ้าอย่างเอาจริงจังหรือไม่? อธิษฐาน, อธิษฐานและแสวงหาด้วยการถ่อมตัว อย่ายกเอาความฉลาดของตัวเองขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าผู้อื่นเป็นคนบาป, แต่ให้เราบอกกล่าวคนเหล่านั้นด้วยความสุภาพอ่อนโยนถึงความบาปที่อยู่ในหัวใจของเขา, และอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อที่พระองค์จะทรงช่วยชำระล้างจิตวิญญาณที่กลายเป็นที่พักพิงของความบาปเหล่านี้เสีย ให้ทุกๆ ท่านได้สารภาพความผิดบาปของตัวของเขา และโน้มนำให้เขากลับเข้ามาสู่ความเชื่อที่มั่นคงถาวร —Letter 296,…
วันนี้มีเรื่องเกี่ยวกับเซลล์มาบอกเล่ากันต่อค่ะ เราทราบกันว่า ส่วนที่เล็กที่สุดในร่างกายคือ เซลล์ ถ้าเซลล์แข็งแรงร่างกายก็แข็งแรง พระเจ้าทรงสร้างให้เซลล์มีคุณสมบัติพิเศษดังนี้นะคะ เซลล์สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ และจะได้เซลล์ใหม่ที่มีลักษณะเหมือนเดิม การแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเช่นนี้จะหยุดในเวลาที่เหมาะสม เพราะถ้ายังแบ่งตัวอยู่เรื่อยๆ ไม่มีการหยุด ก็อาจจะกลายเป็นมะเร็งได้ ส่วนเซลล์อ่อนเหล่านี้จะต้องเติบโตต่อจนเป็นเซลล์เต็มวัย เซลล์ที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันจะอยู่รวมกันในสถานที่ที่ถูกต้อง และถ้าเซลล์ได้รับอันตราย จะทำลายตัวเอง เพราะถ้าเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้ยังอยู่ต่อไป ก็อาจจะเกิดปัญหา เช่นอาจจะกลายเป็นมะเร็งได้ เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา เราจึงควรมอบสิ่งที่เซลล์ต้องการให้แก่เซลล์ ซึ่งได้แก่ ออกซิเจน น้ำ สารอาหาร การกำจัดของเสีย และการป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าร่างกาย เรามาดูรายละเอียดกันนะคะ ความต้องการของเซลล์สิ่งแรก คือ ออกซิเจน ทุกเซลล์ในร่างกายต้องหายใจเพื่อให้มีชีวิตอยู่ ถ้าขาดออกซิเจน เซลล์จะตายภายใน 3 นาที การขาดออกซิเจนจะมีผลต่อสมองส่วนควบคุมเป็นอันดับแรก เพราะสมองใช้ออกซิเจน~ 20-25% ของออกซิเจนในร่างกาย การขาดอากาศบริสุทธิ์ทำให้การย่อยอาหารช้าลง แม้แต่เซลล์มะเร็ง ก็จะตายเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนสูง ๆ เราจึงควรหายใจรับอากาศที่บริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกาย และไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป ท่าทางก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ควรนั่งเดินด้วยหลังที่ตรงค่ะ สิ่งที่สองที่เซลล์ต้องการ คือ น้ำ ถ้าขาดน้ำเซลล์จะตายใน 2-3 วัน…
ถ้าเรามองดูตัวเราแล้ว เราจะพบว่า ส่วนที่เล็กที่สุดในร่างกาย คือ เซลล์ หลายเซลล์รวมกันเกิดเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อหลายอันรวมกันเกิดเป็นอวัยวะ อวัยวะหลายอันรวมกันเกิดเป็นระบบ หลายระบบรวมกันกลายเป็นร่างกาย ขอยกตัวอย่างเล็กน้อยนะคะ เซลล์ของกระเพาะอาหารหลายเซลล์รวมกันเกิดเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อกระเพาะหลายอันรวมกันเกิดเป็นกระเพาะอาหาร เมื่อกระเพาะอาหาร รวมกับปาก ฟัน หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี กลายเป็นระบบทางเดินอาหาร เมื่อระบบทางเดินอาหารรวมกับระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบอื่นๆ ได้เป็นร่างกาย เนื่องจากเซลล์เป็นส่วนสำคัญและทำหน้าที่ทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เราจึงดูแลเซลล์ให้แข็งแรง เพราะถ้าเซลล์แข็งแรง ร่างกายก็จะแข็งแรงด้วย ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับบ้านหนึ่งหลังประกอบด้วยอิฐหลายก้อนมารวมกัน ถ้าอิฐแต่ละก้อนแข็งแรงบ้านทั้งหลังก็แข็งแรงค่ะ แต่ถ้ามีรูรั่วแล้ว หนู สัตว์อันตรายต่างๆ ก็อาจจะเข้ามาในบ้านได้ เมื่อฝนตกฝนก็สาดเข้ามา นานๆเข้า รูเล็กๆนั้นก็อาจจะขยายใหญ่ขึ้นและเกิดเป็นปัญหาใหญ่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องดูแลเซลล์ให้แข็งแรงค่ะ ดังพระคัมภีร์ข้อหนึ่งที่บอกว่า “คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยจะสัตย์ซื่อในของมากด้วย…” ลูกา 16:10 ทราบไหมคะว่า สิ่งที่เซลล์ต้องการมีอะไรบ้าง ใช่แล้วค่ะ สิ่งที่เซลล์ของเราต้องการ ก็คือ ออกซิเจน น้ำ สารอาหาร การกำจัดของเสีย และการป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกายค่ะ…
เราจะมีครอบครัวแบบคริสเตียนได้ ก็ต่อเมื่อคู่สมรส ต่างก็เป็นคริสเตียนบังเกิดใหม่ เพราะพระเยซูคริสต์เท่านั้น ที่ทำให้การสมรสเป็นแบบคริสเตียนได้ ไม่ใช่การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ทำกันอยู่โดยทั่วไป การสมรสจะเป็นแบบคริสเตียนได้ ทั้งชายและหญิงต้องมีพระเยซูคริสต์ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคู่สมรสนั้นเป็นส่วนตัว การแต่งงาน ต้องมีความรักแบบพระเจ้า เป็นฐานของการพัฒนาครอบครัว หากฐานอ่อนแอ ครอบครัวก็อ่อนแอด้วย พระเยซูคริสต์ต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของคู่สมรสหากจะให้บ้านมีบรรยากาศของครอบครัวแบบคริสเตียน คริสเตียนหลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ตนมีครอบครัวแบบคริสเตียน ทั้งๆที่ ความเป็นจริงนั้น พระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นศีรษะ หรือศูนย์กลางชีวิตของคนในครอบครัว นั้นเลย อีกประการหนึ่ง ครอบครัวแบบคริสเตียนที่แท้จริงต้องยอมรับสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์โดยใช้เป็นคู่มือการดำเนินชีวิตประจำบ้าน พระวจนะของพระเจ้า ต้องอยู่เหนือวัฒนธรรม และ ประเพณีของบ้าน หรือของตระกูล ถ้ามีการปฏิบัติใดๆในบ้านขัดแย้งกับคำสอนของพระคัมภีร์ คู่สมรสหรือครอบครัวนั้น จะต้องใช้พระคริสตธรรมคัมภีร์ชี้ขาด แนวทางเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น มาดูทัศนะการสมรสที่อยู่นอกเหนือพระเยซูคริสต์ที่เราพบเห็นกันบ่อยๆในสังคม โดยเปรียบเทียบ กับ การสมรสในทัศนะของคริสเตียน ดังนี้คือ บางคน การสมรส คือ 1+1 = 2 ความสัมพันธ์ในทัศนะนี้ หมายความว่า ผู้ชาย และผู้หญิง ต่างก็มีโลกของตัวเอง ที่ตนจะอยู่ จะทำ…
“ อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูด และ ด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำ และความจริง ” – 1 ยน. 3:18 ความรักเป็นสิ่งพิเศษและล้ำค่ายิ่งใหญ่ เพราะมันผูกพันชีวิตคู่เข้าด้วยกัน ผูกพันชีวิตพ่อแม่ลูก หรือแม้กระทั่ง ความรักที่มีต่อเพื่อนๆ ต่อสถาบัน และต่อบุคคลอื่นๆ การวิจัยพบว่า ความรักเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตคู่ คู่แต่งงานที่มีความรักต่อกันในระดับสูง จะมีชีวิตที่น่าพึงพอใจในระดับสูงด้วย แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้น การแก้ปัญหาก็จะประสบความสำเร็จมากกว่าคู่แต่งงานที่มีความรักจืดจางลงแล้ว “ ความรักเป็นสิ่งพิเศษ ยิ่งให้ออกไป ก็ยิ่งมีมากขึ้น ” จากการสำรวจความคิดเห็นของคู่แต่งงานพบว่า ความรักถูกเลือกให้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการทำให้ชีวิตแต่งงานมีความสุข ไม่ใช่ SEX หรือเงินทอง ตามที่หลายคนคิด เราทุกคนรู้ว่า ความรักเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่น่าเสียดายที่เราไม่ค่อยเข้าใจความรักเท่าไรนัก และไม่ค่อยได้สำแดงความรักออกเป็นรูปธรรมแก่กันและกัน (1 ยน.3:18) หาก เราไม่ได้สนใจใช้ความรักในชีวิตแต่งงานเท่าที่ควรจะเป็น นานวันเข้าความรักก็กลายเป็นสิ่งตรงข้ามได้คือ ความเกลียด และแทนที่จะสร้างสรรค์ชีวิตครอบครัวให้ดีขึ้น มันกลับทำลายชีวิตความสัมพันธ์ในครอบครัวลงอย่างน่าเสียดาย ความรักที่มีวุฒิภาวะ ( Mature Love) คืออะไร ? ความรักที่มีวุฒิภาวะคือ…
ชาย-หญิงเกือบทุกคน มักเคยผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของความรักและมีอาการที่เราเรียกว่า “ตกหลุมรัก” (Fall in Love) อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต จนกระทั่งได้แต่งงานกัน มีชีวิตเป็นสามี-ภรรยากัน และได้อยู่กินด้วยกันฉันท์ครอบครัว แต่อนิจจา! น่าเสียดายที่หลังแต่งงานกันแล้ว สามีภรรยาส่วนใหญ่ก็พบว่า คุณทั้งสองได้กระเด็นออกจาก “หลุมรัก” หรือ “ความเป็นคู่รัก” ได้สูญหายไปจากชีวิตของเขาเสียแล้ว เหตุใดคู่แต่งงานจึงสูญเสีย “ความเป็นคู่รัก” ที่มีต่อกัน สามีภรรยามากมาย เมื่อได้อยู่กินด้วยกันและใช้ชีวิตร่วมกันไปได้สักระยะหนึ่ง พวกเขามักจะพบว่า ความรู้สึก “ตกหลุมรัก” ได้อันตรธานไปจากความสัมพันธ์ของพวกเขา ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ สามีภรรยามากมายคิดว่า ประสบการณ์ครั้งที่ยังเป็น “คู่รัก” กันอยู่นั้น เป็นความรู้สึกทางอารมณ์ที่หลอกลวง และเป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น หรือไม่ก็ เป็นความผิดพลาดของชีวิตที่ต้องก้มหน้าก้มตารับกรรมอยู่ทุกวันนี้ แต่ความจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ เราไม่จำเป็นต้องก้มหน้าก้มตารับความทุกข์ใจจากชีวิตรักของเราเลย การที่เราได้กระเด็น “ออกจากหลุมรัก” เกิดจากสาเหตุหลายประการ ที่สำคัญ ก็คือ 1. มีปัญหาในการสื่อสัมพันธ์ คือ ความไม่เข้าใจกัน ไม่รู้จะสื่อความหมายที่แต่ละฝ่ายต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้ได้อย่างไร ทั้งนี้ก่อนแต่งงานไม่ได้ตรวจสอบระบบสื่อสัมพันธ์กันอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อมาเป็นสามีภรรยากันแล้วจึงพบว่า การสื่อสัมพันธ์ ที่มีอยู่ไม่มีพื้นฐานที่ดีเพียงพอ 2. มีปัญหาบุคคลที่สาม คือ บุคคลอื่นๆ…
AGAPE (อากาเป) คือ ความรักแบบพระเจ้า มีลักษณะดังนี้คือรักที่บริสุทธิ์ รักที่ไม่มีเงื่อนไข รักที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน รักที่ให้คุณค่าผู้อื่น รักที่เห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่น รักที่ยอมเสียสละ ขอนำ คำว่า “AGAPE” ในภาษาอังกฤษ มาใช้เป็น หลัก 5 ประการ เพื่อการดำเนินชีวิตตามวิถีของพระเจ้า ซึ่งจะครอบคลุม ความคิด อารมณ์ และการกระทำ ที่จะช่วยทำให้ครอบครัวของเรา เป็นอิสระจากความทุกข์ เพราะความกังวลใจ และจะช่วยทำให้ชีวิตครอบครัวของเรา มีความสมดุล A = Acknowledge คือ การรับรู้ ถึงคุณค่ายิ่งใหญ่แห่งความรักของพระเจ้าเสมอ ไม่ว่าเราจะคิด หรือทำอะไรอยู่ เราต้องรับรู้ว่า พลังแห่งความรักพระเจ้าทรงคุณค่ายิ่งใหญ่ ทรงพระชนม์อยู่ และทรงอยู่กับเราเสมอ เราควรจำนนชีวิตให้พระองค์เข้ามามีส่วนร่วมในครอบครัวทุกด้าน เพื่อเราจะดำรงชีวิตอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าเหมือนอย่างพระเยซู ดังที่พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาว่า “…ถ้าพระองค์พอพระทัย…อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” – ลูกา 22:42 เพราะ ความรักที่เรามีต่อพระเจ้า คือ การทำตามพระทัยของพระบิดาในสวรรค์ (1 ยน.2:15-17) “อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าใครรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น เพราะว่าทุกสิ่งที่อยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้มาจากพระบิดา…
“พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” – ยอห์น 3:16 ภายหลังจากที่พระผู้ช่วยให้รอดได้อดอาหารตลอดสี่สิบวันสี่สิบคืน “พระองค์ก็ทรงหิว” จากนั้นซาตานได้ปรากฏต่อพระองค์ ซาตานได้ปรากฏในลักษณะของทูตสวรรค์ที่สวยงาม และอ้างว่ามีคำประกาศจากพระเจ้าที่จะให้พันธกิจของการอดอาหารของพระองค์นั้นสิ้นสุดลงแล้ว “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” – มัทธิว 4:3 แต่ทว่าในคำกล่าวอ้างของซาตานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ พระคริสต์ทรงทราบดีว่าศัตรูของพระเจ้าที่มีอำนาจได้ลงมาสู่ในแผ่นดินโลกนี้และกลายเป็นผู้ต่อต้าน พระองค์ไม่ทรงยอมรับต่อคำกล่าวอ้างหรือกลายทดลองนี้ของซาตาน พระองค์ทรงยืนหยัดอย่างมั่นคงโดยทรงยืนยันว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” – มัทธิว 4:4 “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” – มัทธิว 4:4 “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เรา ที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า โดยการรู้จักพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและคุณธรรมของพระองค์เอง” – 2 เปโตร 1:3 พระคริสต์ทรงยืนหยัดอยู่บนพระคำของพระเจ้าและพระองค์ทราบดี เมื่อเราตกอยู่ในสภาพที่กำลังอยู่ในการทดลอง จงอย่านำตนเองเข้าไปล้อเล่นกับทดลองหรือปะทะคารมโต้เถียงกับศัตรูของพระเจ้า ซึ่งเป็นประสบการณ์เดียวกับของพวกเรา เมื่อเราหยุดที่จะโต้เถียงหรือใช้เหตุผลหรือคำอธิบายใดๆ กับศัตรูของพระเจ้าเมื่อนั้นเราจะได้รับชัยชนะ สิ่งที่เราสามารถทราบได้อย่างแน่นอนว่าเรากำลังอยู่ในสงครามซึ่งเราจะอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าและต้องยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงในพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้รับ โดยสิ่งที่เราได้รับนั้นก็คือ “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เรา ที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า โดยการรู้จักพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและคุณธรรมของพระองค์เอง” – 2 เปโตร 1:3…
“ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ไม่ใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา เพื่อเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเรา” – 1 ยอห์น 4:10 ซาตานได้ประกาศว่าจะไม่มีมนุษย์แม้แต่เพียงคนเดียวที่สามารถรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยความสัตย์ซื่อได้ แต่ทว่าถ้าแม้นมีจิตวิญญาณเพียงดวงเดียวที่สามารถกระทำได้ก็ย่อมแสดงออกมาแล้วว่าสิ่งที่ซาตานกล่าวนั้นเป็นความเท็จ จิตวิญญาณแม้เพียงดวงเดียวที่ได้รับความรอดย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมที่มาจากการปกครองของพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ในพระฉายาของพระองค์ มนุษย์จะต้องไม่ถูกนำไปอยู่ภายใต้การปกครองของซาตานและถูกทำลาย พระเยซูคริสต์ได้เสด็จลงมาในโลกนี้ด้วยชีวิตที่สำแดงถึงความเชื่อฟัง และพิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์สามารถเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าได้ พระองค์ได้ทรงลบล้างความผิดบาปที่อยู่บนมนุษย์ผู้เป็นคนบาป และมนุษย์ผู้เป็นคนบาปสามารถยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตรของพระเจ้าได้โดยการสวมเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมพระองค์เอาไว้ และพระองค์ทรงสวมเสื้อคลุมแห่งความทุกข์ระทมเอาไว้ “โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” – มัทธิว 26:39 ผู้ใดจะสามารถหยั่งรู้ถึงความทุกข์ระทมที่พระคริสต์ทรงได้รับในขณะอยู่ที่สวนเกเสมาเนได้ พระองค์กำลังทรงเป็นผู้แบกรับน้ำหนักแห่งความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้เอาไว้ ในขณะนั้นพระองค์รู้สึกได้ถึงความบาปผิดที่ตกทับอยู่ที่พระองค์ในขณะที่พระองค์ทำได้เพียงร้องคร่ำครวญจนทั่วทั้งสวรรค์ได้ยินถึงเสียงร้องอันทุกข์ทรมานนั้น “โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” – มัทธิว 26:39 ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพก็กำลังทนทุกข์ทรมานร่วมไปกับพระบุตรของพระองค์ ขอให้เรายืนอยู่เบื้องหน้าที่กางเขนแห่งคาวารี และเรียนรู้จากราคาค่าแห่งการไถ่ให้รอด ซึ่งได้ทำให้ดวงใจที่บริสุทธิ์ต้องทุกข์ทรมานจนแตกสลายที่กางเขนแห่งคาวารี พระองค์ได้ทรงมองดูพระเจ้าเบื้องบนแล้วร้องขึ้นว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” – มัทธิว 27:46 ทูตแห่งสวรรค์ต่างโศกเศร้าด้วยความรักที่มีต่อองค์พระเยซูผู้เป็นเจ้านายของตน พวกเขายินที่จะลงมาทำลายพวกทหารและช่วยเหลือพระองค์ แต่นั่นไม่ใช่แผนการของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเราจะต้องดื่มถ้วยแห่งความทุกข์ทรมานนั้นแต่เพียงลำพังโดยไม่มีผู้ใดที่จะอยู่เคียงข้างพระองค์ได้เลย “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” -…
“และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์ที่สามก็ตามไปประกาศด้วยเสียงดังว่า “ถ้าใครบูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และรับเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนนั้นจะต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกริ้วของพระเจ้าที่เทลงในถ้วยแห่งพระพิโรธของพระองค์โดยไม่เจือปนสิ่งใด และเขาจะถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถัน ต่อหน้าบรรดาทูตสวรรค์บริสุทธิ์และเฉพาะพระพักตร์พระเมษโปดก”” – วิวรณ์ 14:9, 10 พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะเห็นงานของข่าวทูตสวรรค์สามองค์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง พระองค์ทรงให้ประกาศกับผู้คนทุกคนให้ได้รับรู้ในเรื่องนี้ และในชั่วอายุนี้พระองค์ประสงค์ที่จะให้การประกาศของพระองค์สำแดงออกในคริสตจักรของพระองค์ พระองค์ทรงร้องขอให้ผู้ชอบธรรมของพระองค์รวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง และนำข่าวสารนี้ออกไปประกาศอย่างมุ่งมั่นด้วยความเชื่อ ความมั่นใจในความจริง และด้วยความชอบธรรมของพระองค์ “พระเนตรของพระยาห์เวห์อยู่ในทุกแห่งหน ทรงเฝ้าดูคนชั่วและคนดี” – สุภาษิต 15:3 ให้เรามุ่งมั่นที่จะทำงานของเราให้ก้าวหน้าโดยดำเนินตามความรู้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าทรงเข้าใจถึงความตั้งใจของทุกๆคน พระองค์ทรงมองเห็นอยู่เสมอรวมถึงการทรยศของบางคนด้วย พระองค์ทรงแนะนำและตักเตือนให้กลับใจ พระองค์ทรงเห็นถึงความเอาแต่ใจตนเองของมนุษย์โดยมนุษย์มักที่จะทำในสิ่งที่ล้ำหน้าพระองค์ซึ่งพวกเขาไม่ได้คิดว่า “พระเนตรของพระยาห์เวห์อยู่ในทุกแห่งหน ทรงเฝ้าดูคนชั่วและคนดี” – สุภาษิต 15:3 พระเจ้าทรงมองเห็นถึงวาระสุดท้ายของแผ่นดินโลก พระองค์ทรงมองเห็นทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงค้นดูในจิตใจของทุกคน เราจะยืนหยัดอย่างมั่นคงเมื่อยึดอยู่บนหลักการของพระคำของพระเจ้า จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงประทานความเข้มแข็งเพื่อให้เราได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆเสมอ ให้เรายังคงรักษาหลักการแห่งความชอบธรรมไว้ในชีวิตของเรา และดำเนินชีวิตไปด้วยความเข็มแข็งในพระนามของพระเจ้า เราจะต้องรักษาความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้อย่างมั่นคงด้วยการเรียนรู้และพิสูจน์โดยพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในประสบการณ์ชีวิตของเราตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน การกระตุ้นให้ประชาชนตื่นขึ้นนั้นคือสิ่งที่สำคัญ ในเวลาที่เราดำรงชีวิตอยู่นี้เป็นเวลาที่เราจะต้องนำพวกเขาให้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้หลักการของพระคริสต์ เมื่อพระเจ้าทรงอยู่ในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทรงเปิดเผยธรรมชาติของพระองค์จากภายใน ไม่มีสิ่งใดที่จะปกปิดการปรากฏชัดนี้ได้ ให้เราพิจารณาดูเถิดว่าการปฏิเสธตนเอง และการเสียสละของพระองค์นั้นเป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในพันธกิจโลกนี้เช่นไร เราจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองและเรียนรู้ที่จะเป็นแสงสะท้อนที่เหมือนกับพระองค์ เราไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับความรับผิดชอบในความชอบธรรมของเรา แต่ให้เราดำเนินชีวิตของเราภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วชีวิตของเราจะกลายเป็นภาพสะท้อนของชีวิตของพระเจ้าอย่างแน่นอน Letter 66, August 28,…
“เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิด เพื่อให้ออกผลมากขึ้น” – ยอห์น 15:1, 2 เมื่อการทดลองมาสู่เรา อย่าให้เรามองดูความยากลำบากนั้นว่ายิ่งใหญ่จนทำให้เราไม่สามารถจะมีความชื่นชมยินดีในพระเจ้าได้ เป็นความจริงว่าจะต้องมีความรู้สึกที่แตกต่างไป จะมีเวลาที่มีกำลังใจและยามท้อถอย แต่ทว่าเราต้องพิจารณาว่าเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกหรือความเชื่อ เมื่อพี่น้องหรือเพื่อนของเราพูดจาอย่างไม่ระมัดระวัง เป็นเหตุให้เรารู้สึกวิตกกังวล แต่ก็อย่าให้เราต้องล้มลงหรือท้อถอย ขอให้เราจำไว้เสมอว่าเราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการทดลองและความเจ็บปวด ซึ่งมีทั้งความเศร้าโศกและการผิดหวัง และเมื่อประสบการณ์เหล่านั้นมาถึงเราให้สิ่งเหล่านั้นผลักดันให้เรายิ่งเข้าใกล้พระคริสต์ ไม่ใช่ทำให้เราเหินห่างจากพระองค์ “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” – ยอห์น 3:16 เมื่อการทดลองทำให้เราต้องยอมแพ้ในเงื่อนไขที่ท้อใจและยากลำบาก ให้เราเรียนรู้ที่จะศึกษาถึงประสบการณ์ชีวิตของพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ทรงมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จะต่อต้านพลังแห่งความมืดและพระองค์ก็ทรงได้รับชัยชนะ เราก็อยู่ในสงครามเดียวกัน และจะได้รับชัยชนะเหมือนกับพระองค์ “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” – ยอห์น 3:16 เป็นสิทธิพิเศษที่เราสามารถจับมืออันแข็งแกร่งของผู้ซึ่งสามารถช่วยเราให้รอดจากสิ่งต่างๆ และนำมาถึงพระเจ้าได้ พระองค์เรียกร้องให้เรานำเอาภาระปัญหาต่างๆ มาวางไว้ที่หน้าบัลลังก์แห่งพระกรุณา และมอบจิตวิญญาณที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ให้แก่พระองค์ สิ่งเลวร้ายไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่อย่าลืมว่าพระคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกของเราและในสภาพของความเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงแบกรับความทุกข์ทรมานเหมือนดังเช่นเดียวกันกับที่มนุษย์ได้รับ และพระองค์ทรงเป็นตัวอย่างของความสัตย์ซื่อ ความอดทนภายใต้การทดลองทุกอย่าง พระเจ้าต้องการให้เราตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ของมนุษยชาติ และเราต้องรับการทดสอบ “พวกเขาชนะพญามารด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก และด้วยคำพยานของพวกเขาเอง” -…
“ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า ร่างกายของพวกท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่าน ผู้ซึ่งพวกท่านได้รับจากพระเจ้า และท่านทั้งหลายไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง? เพราะว่าพระเจ้าทรงซื้อท่านไว้แล้วด้วยราคาสูง ฉะนั้น จงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของพวกท่านเถิด” – โครินธ์ 6:19-20 พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ย้ำเตือนเราเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงใหม่จากข้างใน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงจากข้างนอกด้วย ให้เราลองใช้เวลาเพื่อใคร่ครวญ ร่างกายของเราเป็นพระวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์และสิ่งซึ่งควรจะปฏิบัติ ท่านต้องการให้คริสตจักรนั้นดูแย่หรือไม่? ไม่เป็นอย่างนั้นแน่! ถ้าคริสตจักรของท่านต้องการการปรับปรุง ท่านจะเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนในการพัฒนาและปรับปรุงคริสตจักรเพื่อให้สำแดงถึงความรักของพระเยซูในคริสตจักรนั้นหรือไม่?… ดังนั้น เราก็ควรที่จะปฏิบัติกับร่างกายของเราในทางเดียวกันกับการสร้างขึ้นใหม่ที่เราได้รับจากน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตเรา? และหนทางใดบ้างที่ท่านจะสามารถสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่? หรือเปลี่ยนแปลงใหม่ให้ต่างจากคนอื่นๆ ที่เขายังไม่รู้จักพระเจ้า… สำหรับบางคนอาจจะเป็นการออกกำลังกาย การอดอาหารหรือรับประทานอาหารมังสะวิรัต… สิ่งเหล่านี้คือการตอบสนองต่อการเรียกร้องและการทรงนำของพระเจ้าในทางของเขา… แต่สำหรับบางคนเขาอาจจะอนุญาตให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวตนความบาปเก่าๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตดั้งเดิมที่เขามีอยู่ ซึ่งนั่นก็คือหนทางตอบสนองการเรียกร้องของพระเจ้าในแบบของเขาเช่นกัน… สำหรับท่าน จงค้นหาในสิ่งที่ท่านต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายของท่าน และอนุญาตให้พระเจ้าทำงานและเยียวยาชีวิตของท่าน เพื่อตัวท่านจะได้เป็นพรแก่ผู้อื่น มิใช่เป็นคำสาปแช่ง… “จงค้นหาในสิ่งที่ท่านต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายของท่าน และอนุญาตให้พระเจ้าทำงานและเยียวยาชีวิตของท่าน เพื่อตัวท่านจะได้เป็นพรแก่ผู้อื่น”
สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่รักทุกท่าน ดิฉันแพทย์หญิงพรวิไล ตันตระรุ่งโรจน์ค่ะ วันนี้มีเคล็ดลับความสุขมาฝาก 1 ข้อ ค่ะ คือ อย่าบ่น ดังในพระคัมภีร์ ฟิลิปปี 2:14 ที่ได้ให้คำแนะนะไว้ว่า “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” – ฟิลิปปี 2:14 คุณคนใดคิดว่า ตนเองเป็นคนช่างบ่นบ้างคะ… รู้สึกจะมีบางท่านยกมือขึ้นนะคะ มีเรื่องรอบตัวมากมายที่เราสามารถบ่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศ การเดินทาง รถติด คู่สมรส ลูกๆ เพื่อน เจ้านาย อาหาร และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ลองมาฟังตัวอย่างกันสักเล็กน้อยนะคะ “โอ๊ย วันนี้งานหนักจริงๆ ไม่รู้หัวหน้าจะให้งานมากไปถึงไหน” “นี่ลูกๆ แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่า ถุงเท้านะให้ใส่ถังซักผ้า ไม่ใช่ทิ้งไว้แบบนี้ แล้วถ้ากินข้าวเสร็จแล้วก็ต้องช่วยกันล้างจานด้วย ส่วนการบ้านน่ะ ทำเสร็จหรือยัง ไม่ไหวเลย แม่เหนื่อยนะ รู้ไหม” “คุณคะๆ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ซ่อมก๊อกน้ำด้วย ดูสิน้ำนองเต็มบ้านหมดแล้ว นี่ต้องมาเช็ดน้ำอีกแล้ว เสียเวลาจริงๆ” เป็นอย่างไรคะ คุณทราบไหมคะว่า ถ้าเราชอบบ่นแล้ว ก็จะมีเรื่องให้บ่นอยู่เรื่อยๆค่ะ ถ้าท่านใดอยากสำรวจตนเองว่า…