มารับประทานอาหารเช้ากันเถอะ

ประโยคที่กล่าวว่า ให้รับประทานอาหารเช้าเหมือนพระราชา มื้อกลางวันเหมือนเศรษฐี และมื้อเย็นเหมือนยาจก  ข้อความนี้ได้บอกให้เราทราบว่า ในอาหาร 3 มื้อนั้น ให้รับประทานมื้อเช้าในปริมาณที่มากที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และปัจจุบันก็มีงานวิจัยสนับสนุนด้วย . นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบของการรับประทานอาหารเช้าที่มีต่อผู้ใหญ่และเด็ก ผลเป็นดังนี้ค่ะ ผู้ที่รับประทานอาหารเช้า จะมีอารมณ์หงุดหงิดน้อยกว่า ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า และมีพลังงานมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ทานอาหารเช้าค่ะ ส่วนเด็กที่รับประทานอาหารเช้า มีผลคะแนนสอบสูงกว่าค่ะ ถ้าท่านผู้ปกครองอยากให้บุตรหลานของท่านมีคะแนนสอบดี ก็ต้องให้พวกเขารับประทานอาหารเช้านะคะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ภายหลังจากนอนหลับทั้งคืน อาหารถูกย่อยและดูดซึมหมดแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดก็ไม่สูง เมื่อตื่นขึ้นมารับประทานอาหารเช้า อาหารมื้อนี้จะเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานแก่สมอง ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองโดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ สติปัญญา และการให้เหตุผล ดังนั้นการเรียนรู้และการตัดสินใจเมื่อสมองได้รับอาหารเต็มที่จึงเกิดขึ้นได้ดีกว่า นอกจากนี้ การรับประทานอาหารเช้ายังช่วยให้ช่วงระยะเวลาการสนใจหรือสมาธิของเด็ก ดีขึ้นอีกด้วย จึงทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดีกว่า และมีคะแนนสอบสูงกว่า นอกจากอาหารเช้าจะมีผลต่อสมอง การเรียนรู้ การทำงาน และอารมณ์แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังได้พบอีกว่า ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีโรคเรื้อรังน้อยกว่า อายุยืนกว่า และมีสุขภาพดีกว่าอีกด้วยค่ะ ฟังข้อดีของอาหารเช้ากันแล้ว คงทำให้ท่านผู้ฟังตัดสินใจที่จะรับประทานอาหารเช้ากันเพิ่มขึ้นนะคะ ถ้าเช่นนั้นเราควรจะรับประทานอะไรเป็นอาหารเช้าดีคะ ขนมปังทาเนย…

ชีวิตที่ดำเนินตามพระคริสต์

ลูกา  14 : 25 – 26 คนเป็นอันมากได้ไปกับพระองค์ พระองค์จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับเขาว่า ”ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ลูกา  14 : 33 – 35 ก็เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ”เกลือเป็นสิ่งดี แต่ถ้าแม้เกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้จะใช้เป็นปุ๋ยใส่ดินก็ไม่ได้ จะหมักไว้กับกองมูลสัตว์ทำปุ๋ยก็ไม่ได้ แต่เขาก็ทิ้งเสียเท่านั้น ใครมีหู จงฟังเถิด” พระธรรมลูกาบทที่ 14 : 25 – 35 เป็นสิ่งบอกเหตุที่พระเจ้าทรงสอนว่าเราจะติดตามพระองค์ได้อย่างไร  จากพระคำของพระองค์ในข้อที่ 26  เราจำเป็นที่จะต้องชังทุกสิ่งหรือทุกคนที่ขัดขวางหรือเบี่ยงเบนไปจากชีวิตที่จะติดตามไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  พระประสงค์ของพระคริสต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ที่ติดตามพระองค์เกลียดชังผู้ใด  แต่พระองค์ทรงบอกให้เราเลือกที่จะติดตามพระองค์โดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ในพระธรรมลูกา 14 : 26 ดูเหมือนจะสอนให้เราชัง บิดา, มารดา,  ญาติพี่น้อง แม้กระทั่งตัวเราเอง  ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะว่า  “ความรัก”  ในลักษณะนี้จะส่งผลอย่างมากในการเลือกที่จะติดตามพระคริสต์อย่างซื่อสัตย์   สิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกก็คือเหตุการณ์หรือสิ่งที่มาขัดขวาง  มิใช่ตัวบุคคล …