การมาบังเกิดเพื่อการทรงไถ่ของพระคริสต์

กท.3:14 เพื่อพระพรทางอับราฮัมจะได้มาถึงคนต่างชาติทั้งหลาย เพราะพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาโดยความเชื่อ กท.4:4-5 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วพระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ประสูติจากสตรีเพศและทรงถือกำเนิดใต้ธรรมบัญญัติ  เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ  เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร “พระพร” ที่อยู่ในหนังสือกาลาเทีย 3:14 ก็คือพระพร ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับราฮาม (ปฐก.12:3) เพื่อทุกประเทศในโลก. พระสัญญานี้ได้สำเร็จแล้ว และพระพรที่อยู่ในพระคริสต์ ก็ได้มาถึงประเทศต่างๆ โดยการไถ่ของพระองค์บนกางเขนที่ปรากฏในพระกิตติคุณ เราไม่เพียงได้รับพระพรแห่งการอภัยบาป, และการทำให้เป็นผู้ชอบธรรม แต่ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นก็คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในฐานะที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์, ทรงไถ่บาป, ทรงประทานชีวิต และพระองค์ได้ทรงสถิตอยู่ภายในเรา   เป็นชีวิตที่อยู่ภายในของตัวเรา    เป็นความชื่นชมยินดีและความสุขในชีวิตของเรา  นี่ช่างเป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก  ที่มนุษย์ผู้เป็นคนบาปสามารถเข้าส่วนในชีวิตขององค์พระผู้ทรงครอบคลุมสรรพสิ่งในฐานะที่ทรงเป็นชีวิตของเราในทุกวัน พระวิญญาณที่ได้เปิดเผยไว้ในจดหมายของเปาโล ก็คือ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นองค์ตรีเอกานุภาพ ที่ได้ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง. พระวิญญาณนี้ ได้เข้าสู่ภายในผู้เชื่อ เพื่อมาเป็นชีวิตของเขา และเป็นทุกสิ่งของเขา. พระวิญญาณเช่นนี้แหละคือพระพรทั้งหมดซึ่งครอบคลุมถึงการอภัยบาป, การไถ่, ความรอด, การคืนดี, การโปรดให้ชอบธรรม, ชีวิตนิรันดร์,  และการเปลี่ยนสภาพของมนุษย์ที่บังเกิดใหม่และเปลี่ยนแปลงใหม่…

พระเยซูจะเสด็จกลับมาเพื่อเราทั้งหลาย

ทิตัส 2 : 13 – 14  “คอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวัง ได้แก่การปรากฏของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่งคือพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา    ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่าง  และทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์  และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำการดี” ลูกา 21 : 34 – 36 “แต่จงระวังตัวให้ดี เกลือกว่าใจของท่านจะล้นไปด้วยอาการดื่มเหล้าองุ่นมาก  และด้วยการเมา และด้วยคิดกังวลถึงชีวิตนี้ แล้วเวลานั้นจะมาถึงท่านดุจบ่วงแร้วอย่างกะทันหัน   เพราะว่าวันนั้นจะมาถึงคนทั้งปวงที่อยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโลก   เหตุฉะนั้นจงเฝ้าอยู่ทุกเวลา จงอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลายจะมีกำลังที่จะพ้นเหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งจะบังเกิดมานั้น และจะยืนอยู่ต่อหน้าบุตรมนุษย์ได้” . พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูมากกว่า 2,500  ครั้ง การรอคอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวังนั้น  เป็นความปรารถนาสูงสุดที่มนุษย์ที่อยู่ในโลกแห่งความผิดบาปต้องการจะได้เห็น  ความบาปทำให้มนุษย์ในโลกนี้ต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก  ทำให้คุณความดีที่เคยมีอยู่ในชีวิตของมนุษย์ต้องเสื่อมทรามลง  โลกที่สวยสดงดงามต้องเศร้าหมองและกลายเป็นพิษ  ไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่อีกต่อไป ความหวังเดียวของโลกนี้ก็คือต้องการได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่  เปลี่ยนแปลงไปในความบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าเหมือนดังที่พระองค์ทรงสร้างในครั้งแรก  พระเยซูทรงตรัสว่า “เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา”  (ยน. 14 : 3)  คำว่า  “ท่าน”  ในที่นี้หมายถึงมนุษย์ทุก ๆ คนผู้เชื่อในพระองค์ และยอมรับการวายพระชนม์ของพระองค์ว่าเป็นการทรงไถ่ความอธรรมของโลกนี้   แต่ในขณะเดียวกันพระเยซูคริสต์ทรงมีพระประสงค์จะทรงชำระเราให้บริสุทธิ์  และเป็นคนที่ขวนขวายในการกระทำดี …

พยาธิ

พยาธิที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มง่ายๆ คือ พยาธิตัวกลมและพยาธิตัวแบน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะแบ่งย่อยลงไปอีกหลายชนิด พยาธิมีตั้งแต่ขนาดที่มองด้วยตาเปล่าแทบจะไม่เห็น จนถึงขนาดยาวหลายเมตรเชียวนะคะ ส่วนใหญ่ของพยาธิจะอาศัยและทำให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร แต่บางชนิดก็ทำให้เกิดปัญหาในตับ ปอด เลือด สมองและเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย มาดูกันนะคะว่า มนุษย์เราได้รับพยาธิเข้ามาในร่างกายทางใดได้บ้าง อันดับแรก คือทางผิวหนัง เช่นการเดินเท้าเปล่า พยาธิบางชนิดเช่นพยาธิปากขอ ก็จะชอนไชบริเวณง่ามเท้าของเราและเข้ามาในร่างกายได้ อันดับสองคือ ทางอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่มีตัวอ่อนของพยาธิอยู่ เช่น อาหารปรุงไม่สุก หรือสุกๆดิบๆ  เช่นยำหอย ปลาดิบ ทำให้ตัวอ่อนของพยาธิที่อาศัยอยู่ในอาหารชนิดนั้นเข้ามายังตัวเราและเติบโตก่อปัญหาต่อไปได้ การไม่ล้างมือหรือไม่ล้างอาหารให้สะอาดก่อนการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด ทำให้ไข่พยาธิที่ปนเปื้อนอยู่ถูกกลืนเข้ามายังตัวเรา ไข่ก็จะฟักเป็นพยาธิต่อไป สาเหตุอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้มีโอกาสติดต่อเชื้อพยาธิง่ายขึ้น เช่น การไม่ถ่ายอุจจาระลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะ การไม่ล้างมือภายหลังเข้าห้องน้ำ สภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาดค่ะ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อพยาธิปากขอ นอกจากจะมีรอยผื่นคันบริเวณผิวหนังที่ถูกพยาธิตัวอ่อนไชเข้ามายังร่างกายแล้ว ยังมีอาการไข้ และไอช่วงสั้นๆ คือช่วงที่พยาธิเดินทางผ่านปอด และเมื่อพยาธิเดินทางมาที่ลำไส้แล้ว พยาธิตัวเต็มวัยจะเกาะติดกับผนังลำไส้และดูดเลือดเพื่อกินเป็นอาหาร พยาธิยังมีการเปลี่ยนตำแหน่งเกาะไปเรื่อยๆ ด้วยนะคะ เลือดที่ไหลรินจากแผลเมื่อพยาธิเปลี่ยนตำแหน่งเกาะ ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดเพิ่มมากขึ้น. การรบกวนของพยาธิในลำไส้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียได้ ส่วนเลือดที่ถูกดูดไปและไหลออกจากแผลที่ลำไส้จะทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาเลือดจาง…

รับใช้พระเจ้าด้วยชีวิตแห่งพระวิญญาณและการบุกเบิก

โรม 15 : 19 – 21    คือด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่ ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มอ้อมไปยังเมืองอิลลีริคุม  อันที่จริงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้อย่างนี้ว่า จะประกาศข่าวประเสริฐ ในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนามพระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว   ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  คนที่ไม่เคยได้รับคำบอกเล่าเรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ฟังจะได้เข้าใจ” ในสมัยพระคัมภีร์เดิมนั้น เทศกาลเพ็นเตคอสต์  เป็นเทศกาลเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวของชาวอิสราเอล  (ฉลบ. 16 : 9 – 11)  แต่ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่วันเพ็นเตคอสต์เป็นวันที่พระเจ้าทรงประทานฤทธานุภาพแห่งพระวิญญาณลงมาบนผู้เชื่อ  เพื่อการรับใช้และการดำเนินชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า  (กจ. 2 : 1 – 4)  พระธรรมโรมในตอนนี้ได้บอกถึงเคล็ดลับของการรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผลอย่างน้อย  4 ประการด้วยกันคือ รับใช้ด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ (19 ) เมื่อชีวิตของเราเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ชีวิตส่วนตัวของเราก็จะบังเกิดผล  และงานรับใช้ของเราจะเต็มไปด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า  เราจะได้เห็นถึงการรับรองของพระเจ้าในสิ่งที่เราทำเช่น  หมายสำคัญ,   การอัศจรรย์,  หรือเหตุการณ์ที่ช่วยสนับสนุนในการรับใช้พระเจ้า  (มก. 16 : 20;  กจ. 2 : 43) จะรับใช้พระเจ้าด้วยการประกาศอย่างเต็มที่…

เริ่มชีวิตใหม่ด้วยเป้าหมายที่สดใส (2)

รู้จักใช้คำว่า “ขอบคุณ” คำขอบคุณเป็นเสมือนน้ำมันหล่อลื่นของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  เพราะมันจะก่อให้เกิดความซาบซึ้งใจและชื่นชมยินดีเสมอ  ก่อนที่เราจะจบงานในแต่ละวันควรจะมอบคำขอบคุณให้กับผู้ที่ช่วยเหลืองานต่าง ๆ ให้กับเราในวันนั้น ๆ  เพราะคำพูดที่ซาบซึ้งนั้นจะสร้างความยินดีในการเป็นมิตรภาพ และขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้หมดไปได้ “มีทองคำและทับทิมมีค่าเป็นอันมาก แต่ริมฝีปากที่มีความรู้ก็เป็นเพชรนิลจินดาประเสริฐ”  สภษ. 20 : 15 จงใช้คำว่า “ขอโทษ”  เมื่อท่านทำผิด มนุษย์ทุกคนไม่มีใครที่สมบูรณ์ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะพลาดพลั้่งทำผิดได้เสมอ ดังนั้นการทำผิดจึงเป็นเรื่องที่เคียงคู่กับมนุษย์มาตลอดชีวิต  แต่ทว่าการที่มนุษย์เป็นผู้ไม่สมบูรณ์ไม่ใช่ข้ออ้างในการกระทำผิด  ดังนั้นเมื่อกระทำผิดหรือบกพร่องในสิ่งใด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล่าวคำว่า  “ขอโทษ” อย่างจริงใจ ต่อผู้ที่ได้รับผลแห่ีงการกระทำผิดนั้น  การพูดว่า “ขอโทษ”  เป็นเทคนิคที่สำคัญมาก  เพราะลักษณะคำพูด,  ท่าทางการพูด, น้ำเสียงการพูด,  และการกระทำที่สอดคล้องกับคำพูด,  ล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังที่แสดงถึงการขอโทษทั้งสิ้น  ดังนั้นในที่ทำงานคำ “ขอโทษ”  จึงควรเป็นสิ่งที่แสดงออกอย่างจริงใจ “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน”  ยก. 5 : 16 ระหว่างเพื่อนร่วมงานจง “ให้อภัย” ต่อกันและกันเสมอ การอยู่ในท่ามกลางหมู่คนจำนวนมาก  การกระทบกระทั่ง การไม่พอใจกันแระกันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ  และความรู้สึกโกรธขึ้ง หรือไม่พอใจย่ิอมมีขึ้นได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง  การให้อภัยจึงเป็นหนทางที่จะนำความสมัครสมานสาีมัีคคีกลับมาสู่ทีมงานด้วยกันอีกครั้ง …

เริ่มชีวิตใหม่ด้วยเป้าหมายที่สดใส ตอนที่1

กาลาเทีย 6 : 4 “ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไรๆที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น วันเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างไม่รอคอยเหมือนกระแสน้ำที่ไม่หวนคืนกลับมา  ผู้คนอาจจะมีความคาดหวังต่าง ๆ นา ๆ ในระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป..เมื่อย้อนกลับมาระลึกถึงสิ่งที่ได้ผ่านไป  กับสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้นั้นอาจจะไม่เท่าเทียมกัน  แต่ถึงอย่างไรการเริ่มต้นที่จะตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตนับเป็นสิ่งที่ดี  การกลับมาสำรวจความบกพร่องของตนเองในเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งควรกระทำ    พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เรากลับใจเสียใหม่ และบังเกิดใหม่  ดังนั้นการใช้เวลาที่จะสำรวจการกระทำของตนเองและกลับใจเสียใหม่ จึงเป็นความจำเป็นสำหรับความเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า  และเมื่อสำรวจตัวเองแล้วการตั้งใจเริ่มต้นที่จะกระทำสิ่งใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำตามมา รุ่งอรุณ…สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นที่ดี ให้ทุกวันเป็นวันใหม่ที่มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ในการทำงาน   การเริ่มต้นที่ดีในแต่ละวันในเวลาเช้านั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การปรับอารมณ์ให้แจ่มใสเบิกบาน,  การทำจิตใจให้คึกคัก,  เป็นการเพิ่มพลังให้กับชีวิตในแต่ละวันอย่างสำคัญยิ่ง “ครั้นเวลาเช้ามืดพระองค์ได้ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว และทรงอธิษฐานที่นั่น”  มก. 1 : 35 เริ่มถ่ายทอดความชื่ืนชมยินดีของคุณไปสู่คนอื่น โดยเริ่มจากยิ้มทักทายทุก ๆ คนที่พบเจอ….และต้องเอ่ยนามทักทายทุก ๆ คนเสมอ  พยายามจดจำชื่อของทุกคนที่ทำงานร่วมกับเราให้ได้  และเรียกชื่อของเขาเมื่อทักทาย เพราะสิ่งนั้นคือการแสดงให้เห็นว่า เราให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของเขา “นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป”  ยน. 10 : 3 มีรอยยิ้มรับกับงานในทุก ๆ วัน รอยยิ้มนั้นไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็ชื่นชอบด้วยกันทั้งนั้น …

เม็ดเลือดขาว ทหารของร่างกาย

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เราขึ้นมานั้น พระองค์ได้ทรงปกป้อง คุ้มครองและดูแลเราด้วยความรัก ทรงส่งทูตสวรรค์ให้คอยช่วยเหลือเราจากภัยอันตรายต่างๆ และในร่างกายของเรานั้น พระองค์ได้ทรงสร้างให้มีเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อต่อสู้และกำจัดเชื้อโรครวมถึงสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เพื่อร่างกายของเราจะปกติ แข็งแรงและไม่เจ็บป่วยค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเม็ดเลือดขาว ซึ่งเปรียบเหมือนกับทหารที่คอยปกป้องร่างกาย เม็ดเลือดขาวถูกสร้างจากไขกระดูกและเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง เข้าสู่กระแสเลือด และทำหน้าที่วิ่งตรวจตราไปทั่วร่างกาย ในเลือด 1 มิลลิลิตร มีเม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 5,000-9,000 เซลล์ ในร่างกายของผู้ใหญ่คนหนึ่งมีเลือดไหลเวียนอยู่ประมาณ 5 ลิตร เพราะฉะนั้นเขาจะมีเม็ดเลือดขาวประมาณ 25-45 ล้านเซลล์ เยอะเชียวนะคะ ทหารของเรา เม็ดเลือดขาวยังแบ่งออกเป็น ห้าชนิดซึ่งทำหน้าที่ย่อยๆแตกต่างกันออกไปค่ะ ขอสรุปภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวง่ายๆ ดังนี้นะคะ เมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามายังเนื้อเยื่อของร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะรีบรุดออกจากเส้นเลือดไปยังจุดนั้น และจะจับกินเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายของมัน โดยส่งน้ำย่อยย่อยเชื้อโรคนั้นจนหมด เม็ดเลือดขาวของเราทำหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อ ดังนั้นถ้าเม็ดเลือดขาวแข็งแรง เราก็แข็งแรง ถ้าเม็ดเลือดขาวอ่อนแอแล้ว เราก็จะเจ็บป่วยติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น พระคัมภีร์มัทธิว 12:29 ได้พูดถึงความจริงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า “ใครจะเข้าไปในเรือนของคนที่มีกำลังมาก และปล้นเอาทรัพย์ของเขาอย่างไรได้ เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อน แล้วจึงปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้” พระคัมภีร์บอกว่า ถ้าโจรจะเข้าบ้านก็ต้องจับคนมีกำลังมากมัดไว้ก่อน จึงจะปล้นบ้านนั้นได้ เช่นเดียวกันนะคะ บ้านหรือร่างกายของเรามีเม็ดเลือดขาวผู้มีกำลังมากคอยเฝ้าดูแลอยู่ ถ้าสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่เข้ามา สู้ไม่ได้ก็ต้องพ่ายแพ้ไป…

การทรงเรียกผู้รับใช้ของพระเจ้า

อพยพ  3 : 1 – 10  “ฝ่ายโมเสสเมื่อเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาผู้เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน ได้พาฝูงแพะแกะไปทางตะวันตกของถิ่นทุรกันดาร จนมาถึงภูเขาของพระเจ้าคือ โฮเรบ ทูตของพระเจ้าก็ปรากฏแก่โมเสสท่ามกลางพุ่มไม้เป็นเปลวไฟ โมเสสมองดู เห็นพุ่มไม้นั้นมีไฟลุกโชนอยู่ แต่มิได้ไหม้โทรมไป…..ครั้นพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู จึงตรัสออกมาจากพุ่มไม้นั้นว่า “โมเสส โมเสสเอ๋ย…..พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว……เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากประเทศนั้น ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์…… เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” พระเจ้าทรงเรียกผู้รับใช้ของพระองค์เพื่อให้พันธกิจของพระองค์สำเร็จในโลกนี้่  พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ให้มารับหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำพาให้มนุษย์ชาติทั้งหลายได้พ้นจากความบาป  และกลับมาสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง    พระเจ้าทรงมีตระเตรียมแผนการที่ดีและวางแผนอย่างเหมาะสมในการเลือกสรรบุคคลที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์   พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ให้มาเป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์ตามสถานภาพที่เขาเป็นอยู่    เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสในขณะที่เขากำลังเลี้ยงฝูงแกะฝูงแพะ  ซึ่งนั่นคืออาชีพหลักของเขา ถ้าหากพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะเรียกเราให้เป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์   พระองค์ก็จะทรงเรียกเราได้ทั้งโดยเหตุการณ์ที่เป็นอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ และโดยเหตุการณ์ปกติทั่วไป  โดยที่พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงตรัสผ่านจิตใจของเราให้สำนึกถึงพระคุณของพระองค์  ความรู้สึกที่ร้อนรนจะนำข่าวประเสริฐไปบอกให้คนอื่นได้รับรู้ถึงพระคุณของพระองค์  ความรู้สึกนี้จะบังเกิดขึ้นเองด้วยแรงกระตุ้นภายในที่มาจากการเชื่อในพระวจนะของพระองค์   ดังนั้นมนุษย์เองจึงจะต้องเป็นผู้เลือกว่าจะตอบสนองต่อการทรงเรียกนั้นอย่างไร. พระเจ้าทรงรู้จักเราแต่ละคนเป็นอย่างดีตั้งแต่เรายังไม่ก่อกำเนิดด้วยซ้ำ  พระองค์ทรงตระเตรียมชีวิตของเราแต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจงมิใช่เพื่อประโยชน์ของเราเอง  แต่เพื่อแผนการของพระองค์ที่ตระเตรียมเอาไว้สำหรับโลกนี้    พระองค์ทรงประทานมนุษย์แต่ละคนไว้เพื่องานของพระองค์ในโลกนี้ซึ่งแต่ละคนนั้นไม่มีใครสามารถทดแทนกันได้  แต่จะเป็นการทำงานที่ประสานกันเป็นกายเดียวกัน  เหมือนที่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสเพื่ือนำชนชาติอิสราเอลออกมาจากอิยิปต์  แต่โมเสสก็ไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นมหาปุโรหิต  ดังนั้นในฐานะผู้เชื่อจะต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชีวิตของเรา เพื่อการรับใช้พระองค์ในโลก   และนำความรอดไปสู่โลกที่มืดมนไปด้วยความบาปและกำลังจะพินาศนี้ โมเสสได้รับการทรงเรียกมาเป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์โดยเฉพาะ    เพื่อการแบ่งแยกที่บริสุทธิ์  ซึ่งไม่ได้หมายเพียงว่าการปราศจากมลทินจากความชั่วร้ายเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงเป็นการสำแดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วย    ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าโมเสสมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระเจ้าเท่านั้น มิใช่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง    ผู้เชื่อทุกคนได้รับการทรงเลือกและเรียกจากพระเจ้าเขาจะไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองแต่เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า …

เลือดของเรา

หลายท่านคงจะเคยถูกเจาะเลือดเพื่อตรวจร่างกายประจำปีกันบ้างแล้ว หรืออาจจะถูกเจาะเลือดเมื่อมีไข้สูง หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเลือดของเรานะคะ เลือดของเราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ค่ะ คือ ส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า พลาสมาและส่วนที่เป็นของแข็งเรียกว่า เม็ดเลือด ขอเล่าถึงพลาสมาหรือน้ำเลือดก่อนนะคะ พลาสมา คือ ส่วนที่นำอาหารและสิ่งที่เซลล์ต้องการไปให้แก่เซลล์ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ต่างๆ ไขมัน ฮอร์โมนต่างๆ ภูมิต้านทาน หรือโปรตีน และขณะเดียวกัน พลาสมายังนำของเสียที่เกิดขึ้นจากเซลล์ไปกำจัดทิ้งอีกด้วย เราจึงสามารถบอกสภาวะสุขภาพของคนคนหนึ่งจากพลาสมาของเขาได้ เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน เมื่อเจาะดูระดับน้ำตาลกลูโคสในพลาสมา ภายหลังจากอดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง จะมีค่าสูงเกิน 126 มก.ต่อเลือด 1 เดซิลิตรค่ะ หรือถ้าพบว่า ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ภายหลังจากอดอาหาร 12 ชั่วโมง มีค่าสูงเกิน 150 มกต่อเลือด 1 เดซิลิตร ก็แสดงว่า มีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ซึ่งก็มีโอกาสเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดต่างๆ หรือ ถ้าสูงมากๆ เกิน 500…

ผู้ใดใคร่ตามเรามาให้เอาชนะตัวเอง

ลก.9: 23-25 พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียตัวของตนเองผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร ?” . 1ปต.1:9 แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ   กางเขนในลูกา 9:23 ไม่ใช่แค่การทนทุกข์ต่อกางเขนที่ต้องแบกเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นการเอาชนะ ตนเองอีกด้วย   กางเขนมีไว้เพื่อลงโทษประหารเฉพาะอาชญากรที่ชั่วร้ายที่สุดเท่านั้น   พระคริสต์ทรงแบกกางเขนก่อนจากนั้นพระองค์จึงถูกตรึงบนกางเขนนั้นจนสิ้นพระชนม์    ในขณะที่ผู้เชื่อของพระองค์ อย่างเราทั้งหลายถูกตรึงกางเขนร่วมกับพระองค์ก่อน   จากนั้นจึงค่อยแบกกางเขนตามพระองค์ในวันนี้  สำหรับเราแล้วการแบกกางเขนคือการมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะเอาชนะตัวเอง    เพื่อให้ชีวิตที่มีธรรมชาติแห่งความบาปและความเป็นตัวตนที่เป็นธรรมชาติของเราสิ้นสุด   ซึ่งจะกระทำเช่นนี้ได้เราต้องปฏิเสธความปรารถนาของตัวตนของเราเองเพื่อเราจะได้มีชีวิตที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป ในลูกา 9:24 การเอาชีวิตรอดหมายถึง   การไม่ยอมมอบชีวิตของเราแด่พระเจ้า   ต้องการเพียงให้ชีวิตของตนได้รับสุขและไม่ต้องทนทุกข์สิ่งใดเพื่อที่จะแลกมาซึ่งความรอดของพระองค์    การเสียชีวิตคือ ยอมให้ชีวิตเก่าที่เป็นธรรมชาติแห่งบาปเดิมของเราหมดสิ้นลง    ถ้าผู้ที่อ้างตัวว่าดำเนินชีวิตติดตามองค์พระผู้ช่วยให้รอดไม่ยอมมอบชีวิตของเขาแด่พระองค์    และปรารถนาที่จะได้รับความสุขในยุคสมัยปัจจุบันนี้   เขาก็อาจจะต้องสูญเสียชีวิตฝ่ายจิตของเขาไป    และจะพลาดจากการได้รับชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ที่จะทรงประทานให้เมื่อแผ่นดินของพระองค์มาถึง   แต่ถ้าเขายอมสูญเสียความสุขแห่งชีวิตในโลกนี้เพราะเห็นแก่องค์พระผู้ช่วยให้รอดก็จะทำให้จิตวิญญาณของเขาได้รับมรดกแห่งความสุขในยุคอาณาจักรของพระเจ้าที่จะมาถึง   ซึ่งเขาจะได้มีส่วนร่วมในความยินดีขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการปกครองแผ่นดินโลกนี้ การปฏิเสธตัวเองหมายถึง การปฏิเสธและละทิ้งไปซึ่งความปรารถนา, ความรักชอบ, และการเลือกสรรในสิ่งที่เป็นตัวตนแห่งความบาปของเรา.. การโลภ… เกลียดชัง… ความอิจฉาริษยา… การแตกก๊กกัน… การนินทาว่าร้าย  ฯลฯ  เหล่านี้ล้วนคือความบาปที่ฝังรากอยู่ในจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ที่ตกลงความบาปทั้งสิ้น …