การเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าให้สู่ความเชื่อต่อหลักความจริงแท้2

1ทธ.2:3-4 การ​กระ‌ทำ​เช่น‍นี้​เป็น​การ​ดี และ​เป็น​ที่​ชอบ‍พระ‍ทัย​ของ​พระ‍เจ้า​พระ‍ผู้‍ช่วย‍ให้‍รอด​ของ​เราพระ‍องค์​ทรง​ประ‌สงค์​ให้​ทุก​คน​ได้​รับ​ความ​รอด​และ​รู้​ความ​จริง 1ทธ.3:15 …​คริสต‌จักร​ของ​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พระ‍ชนม์ เป็น​หลัก​และ​เป็น​ราก‍ฐาน​แห่ง​ความ​จริง มก.1:14-15 …ทรง​ประ‌กาศ​ข่าว‍ประ‌เสริฐ​ของ​พระ‍เจ้าโดย​ตรัส​ว่า “เวลา​กำ‌หนด​มา​ถึง​แล้ว​และ​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​ก็​มา​ใกล้​แล้ว จง​กลับ‍ใจ​ใหม่ และ​เชื่อ​ข่าว‍ประ‌เสริฐ” หนังสือ 1 ทิโมธี 3:15 วรรคหลังกล่าวว่า “คริสต‌จักร​ของ​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พระ‍ชนม์ เป็น​หลัก​และ​เป็น​ราก‍ฐาน​แห่ง​ความ​จริง” กรณีนี้ก็บ่งชี้ว่าถ้าปราศจากความจริงก็ปราศจากคริสตจักร  ความจริงจะนำมาซึ่งชีวิต และเมื่อเรามีชีวิตเราก็จะกลายเป็นคริสตจักรทันที ภารกิจเพียงหนึ่งเดียวของคริสตจักรในวันนี้ก็คือการประกาศกิตติคุณ และเนื้อหาของกิตติคุณก็คือความจริง   ความจริงได้บ่งบอกถึงประเด็นที่เป็นศูนย์กลางให้กับเรา นั่นก็คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพผู้เป็นพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ประทานพระองค์เองเข้าสู่ภายในชีวิตของมนุษย์ที่เป็นคนบาป เพื่อความบาปของเราจะได้รับการอภัย ได้รับชีวิตของพระเจ้า และมีชีวิตองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ภายในเราทำให้เราเปลี่ยนแปลงเป็นบุตรของพระองค์  นี่ก็คือความจริงและก็คือพระกิตติคุณ  เราจำต้องเรียนรู้พระกิตติคุณเหล่านี้ เปาโลกล่าวว่าการที่ท่านถูกใช้ออกไปนั้นไม่เพียงเพื่อประกาศกิตติคุณเท่านั้น แต่ยังต้องสอนความจริงให้กับผู้อื่นอีกด้วย (1ทธ.2:7; 2ทธ.1:11). นี่ก็หมายความว่าเพียงแต่ประกาศกิตติคุณเท่านั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน   แต่ยังต้องสอนความจริงอีกด้วย. ประเด็นที่สำคัญในพระคัมภีร์ก็คือพระกิตติคุณและความจริงแท้ …เราจำต้องศึกษาพระคัมภีร์อย่างถ่องแท้  จนกระทั่งเราสามารถมองเห็นว่าพระกิตติคุณก็คือความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้า  และความจริงก็คือองค์พระเจ้านั่นเอง  พระกิตติคุณไม่เพียงเป็นข่าวสารอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่คือความรอดแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า  และความจริงก็ไม่ใช่เพียงเป็นหลักธรรมเท่านั้น แต่ความจริงก็คือตัวของพระเจ้าเองเลยทีเดียว เราจำต้องตระหนักว่าสิ่งที่ทั่วโลกต้องการในวันนี้ก็คือพระกิตติคุณและความจริง. พระคัมภีร์ได้บันทึกสำเร็จแล้วตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อน และก็ได้มอบไว้ให้กับคริสตจักรแล้วด้วย. แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือเนื่องจากการตกต่ำลงของคริสตจักร ความสว่างของพระกิตติคุณจึงได้หายไป และความสว่างของความจริงก็มืดมนไป …จนกระทั่งมาถึงช่วงของการปฏิรูปศาสนา ประเด็นที่สำคัญแห่งการงานของนักปฏิรูปก็คือต้องปลดปล่อยความจริงในพระคัมภีร์ …แม้ว่าความสว่างในตอนนั้นจะมีเพียงน้อยนิด แต่ว่ายิ่งส่องสว่างแรงกล้าขึ้นทุกที…

การเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าให้เข้าสู่ความเชื่อที่มีต่อหลักความจริง

ยน.14:6 พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง และ​เป็น​ชีวิต ไม่‍มี​ใคร​มา​ถึง​พระ‍บิดา​ได้​นอก‍จาก​จะ​มา​ทาง​เรา ยน.17:17 บัด‍นี้​พวก‍เขา​รู้​ว่า​ทุก‍สิ่ง​ที่​พระ‍องค์​ประ‌ทาน​แก่​ข้า‍พระ‍องค์​นั้น​มา​จาก​พระ‍องค์ ยน.18:37 …พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ท่าน​พูด​ว่า​เรา​เป็น​กษัตริย์ เพราะ‍เหตุ‍นี้​เรา​จึง​เกิด​มา​และ​เข้า‍มา​ใน​โลก เพื่อ​เป็น​พยาน​ให้​กับ​สัจจะ ทุก‍คน​ที่​อยู่​ฝ่าย​สัจจะ​ย่อม​ฟัง​เสียง​ของ​เรา” การฟื้นฟูชีวิตให้พ้นจากความบาปขององค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งอยู่บนหลักการที่สำคัญสี่ประการ คือหนึ่งหลักความจริง  สองคือชีวิต  สามคือคริสตจักร และสี่คือพระกิตติคุณ …พระคัมภีร์ได้บอกกับเราว่าตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองก็คือความจริง และตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองก็คือชีวิต. องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสในหนังสือยอห์น 14:6 ว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต”. ความจริงในที่นี้ก็คือหลักความจริงนั่นเอง. พูดอีกนัยหนึ่งก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าตัวของพระองค์เองก็คือชีวิตและหลักความจริง. หลักความจริงและชีวิตทั้งสองนี้ล้วนแต่เป็นตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง แต่ว่าต่างก็มีเงื่อนแง่ที่แตกต่างกัน. ซึ่งข้อแตกต่างก็คือหลักความจริงเป็นการอธิบายและการชี้แจงทางภายนอก ส่วนชีวิตเป็นเนื้อหาสาระที่อยู่ภายในและเป็นเรื่องทางภายในของเรา. องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ภายในเราทรงเป็นชีวิตของเรา ซึ่งประสบการณ์เช่นนี้จำต้องมีการชี้แจงเพื่อความเข้าใจ  และการชี้แจงนี้ก็คือการเรียนรู้หลักความจริงนั่นเอง  ถ้าเราต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าตามการชี้แจงนี้ เราก็จะได้รับชีวิต  ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราต้องการมีประสบการณ์แห่งชีวิตของพระเจ้า  เราก็ต้องเรียนรู้จักหลักความจริง  ถ้าพูดในอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตที่ซ่อนอยู่ในหลักความจริงของพระองค์นั่นอง   ดังนั้น ถ้าเราไม่มีความชัดเจน ไม่เข้าใจ หรือไม่รู้จักหลักความจริง เราก็ไม่อาจมีชีวิตร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราได้เลย  ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องทุ่มเทเวลาอย่างเพียงพอในการเรียนรู้หลักความจริงของพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ให้เราคงอยู่ในที่มืด วันนี้หลักความจริงของพระองค์ล้วนแต่อยู่ในพระคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานให้กับเรา. เราจำต้องตระหนักว่าพระคัมภีร์เล่มนี้ก็คือหนังสือแห่งชีวิต. การที่พระคัมภีร์เป็นหนังสือแห่งชีวิตก็เพราะว่าเนื้อหาทั้งหมดล้วนแต่เป็นหลักความจริง …ไม่มีคนใดที่สามารถมีชีวิตในพระองค์ได้โดยไม่รู้จักพระคัมภีร์และไม่รู้หลักความจริงในพระคัมภีร์. วันนี้ถ้าเราต้องการให้ชีวิตในร่างกายของเราได้รับความชื่นชมยินดีในพระองค์…

พระเจ้าผู้ทรงเฝ้าอยู่เหนือชีวิตของเรา

สดุดี 127 :  1. ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้านบรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า  ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนครคนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า  2. เป็นการเหนื่อยเปล่าที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด นอนดึก และกระหืดกระหอบกินอาหารเพราะพระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์ ให้หลับสบาย มัทธิว 7 : 24 เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและประพฤติตาม   เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา  25 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยวลมก็พัดปะทะเรือนนั้น  แต่เรือนมิได้พังลงเพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1969  ทุก ๆ คนทั่วทั้งโลกต่างก็จับตามอง  และให้ความสนใจต่อการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งยาน อพอลโล 11  พร้อมนักบินอวกาศ 3 คนไปลงดวงจันทร์  มีการถ่ายทอดเหตุการณ์ครั้งนั้นไปทั่วโลก  ขั้นตอนทุกอย่างถูกตระเตรียมและดำเนินการอย่างเป็นระบบตามแผนที่ดำเนินไว้  เมื่อยานได้ถูกยิงออกไปจากผืนโลกเมื่อไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วท่อนเชื้อเพลิงท่อนแรกที่ถูกใช้หมดแล้วก็จะถูกสลัดออกไป  และเริ่มใช้กำลังขับเคลื่อนในท่อนเชื้อเพลิงที่ 2 ต่อไป  เมื่อยานลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์  นิล  อาร์มสตรอง  นักบินอวกาศคนแรกที่ได้ลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์  ก็นำเครื่องมือตักดินตัวอย่างเพื่อนำมาตรวจสอบบนผืนโลก   ทุกย่างก้าวของการปฏิบัติการ อพลโล 11  ได้ถูกกำหนดเวลาเอาไว้แล้วอย่างแน่นอนว่าจะทำอะไร  และใช้เวลาเท่าไร  จนกระทั่งยานสามารถนำตัวเองกลับคืนสู่พื้นโลกได้อย่างปลอดภัย  นักบินอวกาศจำเป็นจะต้องทำภารกิจทุกอย่างตามที่กำหนดไว้  ซึ่งทำให้ อพอลโล…

ปอดครั้งที่ 4

เราได้เคยพูดคุยถึงความสำคัญของปอดและการหายใจไปแล้ว ท่านผู้ฟังจำได้ไหมคะว่า การหายใจที่ถูกต้องนั้น ต้องเป็นอย่างไร……     ใช่แล้วค่ะ การหายใจที่ถูกต้องนั้น ขณะเราหายใจเข้า ท้องจะป่องออก แล้วท้องจะแฟบหรือยุบลงขณะที่เราหายใจออก ถ้าเราหายใจไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอจะเกิดผลกระทบด้านลบต่อร่างกายของเราค่ะ ดังที่บันทึกไว้ใน หนังสือ สุขอนามัยกับความผาสุข หน้า 272 ขออนุญาตอ่านให้ฟังนะคะ “ผิวหนังจะเหี่ยวย่น การย่อยอาหารจะช้าลง หัวใจห่อเหี่ยว สมองขุ่นมัว ทำให้ความคิดต่างๆ สับสน จิตวิญญาณจะพบแต่ความมืดมน ระบบทั้งหมดห่อเหี่ยวลงและไม่มีความกระตือรือร้น และมีโอกาสป่วยเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย” จากข้อมูลที่อ่านไป เราจะเห็นว่า เมื่อเราหายใจไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อหลายระบบของร่างกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาท ระบบหัวใจ ระบบภูมิต้านทาน และยังมีผลต่อจิตใจและจิตวิญญาณอีกด้วย . ถ้าเช่นนั้น เรามาช่วยกันฟังดูนะคะว่า มีอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุทำให้เราหายใจไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ ขอแบ่งเป็น 4 ข้อใหญ่ๆ ค่ะ หายใจน้อยหรือหายใจตื้น (เครียด) เช่น การหายใจในขณะมีความเครียดต่อเนื่องนานๆ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอากาศไม่บริสุทธิ์ เช่นมีควัน หรือมีผู้สูบบุหรี่ หรืออยู่ในห้องที่มีคนจำนวนมาก เช่นโรงภาพยนตร์ มีท่าทางไม่เหมาะสม เช่น…

ชีวิตในพระคริสต์ที่สร้างขึ้นใหม่

อฟ.2:15 คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์  ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละจึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข อฟ.4:24 และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า       ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง สิ่งที่เราต้องการในวันนี้ไม่ใช่ความรู้ที่เป็นหลักธรรม แต่คือประสบการณ์ที่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน โดยการยึดพระคริสต์ เป็นแบบอย่างและกลายเป็นชีวิตของเรา. เรามักจะกล่าวถึงเรื่องคริสตจักรคือบุคคลที่บังเกิดเป็นคนใหม่  ซึ่งการที่จะกลายเป็นคนใหม่ได้นั้น เราจำต้องยึดพระคริสต์เป็นชีวิตและตัวตนของเรา ในท่ามกลางผู้เชื่อทั้งหลายนั้นยังมีความเข้าใจในเรื่องนี้น้อยมาก เราไม่ควรพึงพอใจเพียงแค่ว่ามีผู้อื่นถือว่าเราเป็นคนดีเคร่งครัดเท่านั้น. แต่เราจำต้องเป็นคนที่ยึดพระคริสต์เป็นชีวิตและตัวตนของเรา ขอให้เราทุกคนเข้ามายังเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และรับการสร้างชีวิตขึ้นใหม่โดยพระองค์และจากพระองค์เกี่ยวกับรายละเอียดทั้งหมดในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา. เราอาจจะไม่ค่อยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ยึดพระคริสต์เป็นชีวิตและตัวตนของเรา.” บ่อยเท่าใดนักในคริสตจักร แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปรากฏจริงในพระคัมภีร์ เนื่องจากคริสตจักรก็คือผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่และวันนี้ผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นั้นจำเป็นจะต้องได้รับการสร้างจนมีชีวิตที่เหมือนกับองค์พระเยซูคริสต์ และมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมีชีวิตของพระองค์อยู่ภายในนั่นเอง. เรารู้ถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร? เรารู้ได้เนื่องจากหนังสือ เอเฟซัส 3:17 กล่าวว่า “เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ….” เพราะเมื่อพระคริสต์จะทรงสถิตและพักพิงอยู่ในใจของท่านแล้ว นี่ก็หมายความว่าพระองค์ประสงค์ที่จะกลายเป็นชีวิตจริง ๆ อยู่ภายในตัวของท่านด้วย   และท่านก็จะไม่ได้เป็นเจ้าของตัวเองอีกต่อไป  หนังสือเอเฟซัสได้กล่าวไว้ชัดเจนกว่าหนังสือเล่มอื่นๆ ว่าเราต้องยอมให้พระคริสต์กลายเป็นผู้ที่สถิตอยู่ภายในใจของเรา และสิ่งนี้ก็เนื่องมาจากพระองค์ประสงค์ที่จะกลายเป็นชีวิตจริงๆที่อยู่ภายในตัวตนของเรา. แต่อย่างไรก็ตามสิ่งนี้มิได้หมายความว่าเมื่อพระองค์ทรงอยู่ภายในขีวิตของท่านก็กลายเป็นตัวตนของท่านไปโดยแยกออกไปต่างหาก  หรือเมื่อพระองค์ทรงอยู่ภายในข้าพเจ้าก็กลายเป็นตัวตนของข้าพเจ้าโดยแยกไม่เกี่ยวข้องกัน   หรือแม้กระทั่งว่าพระองค์ทรงอยู่ในบุคคลผู้ใดพระองค์ก็จะกลายเป็นตัวตนของคนๆ นั้นโดยเอกเทศ. นี่เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง. ในความเป็นจริงแล้วพระองค์ทรงสถิตอยู่ภายในเราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน. ชีวิตตัวตนที่อยู่ในท่านนั้นก็คือชีวิตตัวตนที่อยู่ในข้าพเจ้าด้วย.  และพวกเราทุกคนต่างก็ล้วนมีชีวิตที่กลายเป็นตัวตนหนึ่งเดียวกัน และชีวิตตัวตนนี้ก็คือชีวิตของพระคริสต์โดยทางความเชื่อนั่นเอง. ในพระกายซึ่งหมายถึงคริสตจักรนั้นเราต่างก็เป็นอวัยวะซึ่งกันและกัน แต่ในชีวิตที่กลายเป็นคนใหม่นั้นเรามีชีวิตของพระคริสต์เหมือนกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน  ด้วยเหตุนี้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นคน ๆ…

นิมิตการรับใช้ของผู้รับใช้ของพระเจ้า

อสค.1:1…. ขณะเมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำเคบาร์ในหมู่พวกเชลย ท้องฟ้าเบิกออก และข้าพเจ้าได้เห็นพระเจ้าในนิมิต กจ.26:19 ข้าแต่กษัตริย์อากริปปา เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าพระบาทจึงเชื่อฟังนิมิต ซึ่งมาจากสวรรค์นั้น และมิได้ขัดขืน วว.21:2 ข้าพเจ้าได้เห็นวิสุทธนคร คือนครเยรูซาเล็มใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า   นครนี้ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้วเหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี ทุกคนที่ปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าจะต้องเป็นผู้ที่มีมีนิมิตที่มีสง่าราศีอย่างใดอย่างหนึ่ง.  นิมิตที่ว่านี้ไม่ใช่หมายถึงว่าการมองเห็นของท่านเท่านั้นแต่คือสง่าราศีของพระเจ้า   สิ่งที่ท่านมองเห็นนั้นคือสง่าราศีที่จะกระทำเพื่อถวายให้แด่พระเจ้า.   ฉะนั้นเมื่อท่านมีนิมิตดังกล่าวสิ่งที่ท่านมองเห็นก็จะกลายเป็นสง่าราศีและนี่ก็คือนิมิตอันมีสง่าราศีที่มาจากพระเจ้า. คำว่า “นิมิต” หมายถึงสิ่งจุดมุ่งหมายที่พิเศษ และวิเศษมากซึ่งไม่ธรรมดา,  ไม่ใช่สิ่งสามัญ. นิมิตยังหมายถึงเหตุการณ์หรือทิวทัศน์. ท่านมองเห็นทิวทัศน์นั้นเนื่องจากมันปรากฏออกมา. ดังนั้นนิมิตจึงเป็นการมองเห็นที่พิเศษอย่างหนึ่ง.   เราต้องรู้ว่าการปรนนิบัติพระเจ้าไม่ใช่เรื่องธรรมดาทั่วไป.   สิ่งนี้ก็เนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไม่ใช่เป็นสิ่งธรรมดาทั่วไป. ถ้าเราไม่มีความรู้สึกเกี่ยวกับการปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าและการเป็นพยานเพื่อพระองค์แล้วเราก็คือคนที่ไม่เห็นและไม่มีนิมิตนั่นเอง. นิมิตของพระเจ้าคือการเปิดเผยของพระองค์ที่ทำให้พลไพร่ของพระองค์มองเห็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์, ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณ, และเป็นฝ่ายสวรรค์. เอเสเคียลมองเห็นนิมิตที่อยู่ฝ่ายวิญญาณและเป็นฝ่ายสวรรค์นี้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเขา ภายใต้ฟ้าสวรรค์ที่เปิดออก (เทียบกับ อฟ.3:3-5; วว.1:10; 4:2; 17:3; 21:10) และเขาได้นำนิมิตเหล่านี้ ไปให้แก่พลไพร่ของพระเจ้าเพื่อจะฟื้นฟูและหนุนใจพวกเขาจากการเป็นเชลยเพื่อการก่อสร้างพระวิหารที่ประทับของพระเจ้า. สิ่งนี้ก็มาจากคำพยากรณ์ของยะเอเศเคียลซึ่งให้แก่พลไพร่ที่อยู่ภายใต้การเป็นเชลยเป็นสำคัญ (อสค.3:10-11) เพื่อว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะละทิ้งรูปเคารพโดยหันจิตใจของเขาสู่พระเจ้าและกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอน ของเขาหลังจากผ่านการตกเป็นเชลยไป 70 ปี. พระคัมภีร์ทั้งเล่ม และหนังสือเอเศเคียลเป็นภาพย่อของน้ำพระทัยของพระเจ้า   และพระคัมภีร์ได้เปิดเผยว่า พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าคือการที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้พลไพร่ของพระองค์ที่พระองค์ทรงเลือกสรรในโลกนี้นั้นเป็นเหมือนกับพระองค์   ทั้งในด้านชีวิต,…

ปอด ครั้งที่ 3

หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก การหายใจที่ถูกต้องนั้น เวลาหายใจเข้า ท้องจะป่องออก เพราะช่องปอดขยาย ดันกระบังลมเข้ามาสู่ช่องท้อง ท้องจึงป่องออก ส่วนในขณะหายใจออกนั้น ท้องจะต้องแฟบหรือยุบลงค่ะ เพราะกระบังลมกลับมาคืนที่และดันลมในช่องปอดออกไปพร้อมกับลมหายใจ ทบทวนกันอีกครั้งนะคะ หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบค่ะ ตอนนี้เราจะหายใจไปพร้อมๆ กันนะคะ ขอให้ท่านผู้ฟังวางมือประสานที่หน้าท้อง หายใจเข้าช้าๆ นะคะ หัวไหล่อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องขยับค่ะ ส่วนท้องนั้นต้องป่องออกนะคะ ดีมากค่ะ ต่อไปหายใจออกนะคะ ท้องจะแฟบลง มือจะลดตามลงไปด้วย …… หายใจเข้าค่ะ ช้าๆ เต็มที่นะคะ  หายใจออกค่ะ  ดีมากค่ะ เราพบว่า การหายใจลึกๆ จะให้ประโยชน์แก่ร่างกายดังนี้ ค่ะ ช่วยให้นอนหลับได้ลึกยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบหายใจ ทำให้สมองแจ่มใสจากการที่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ขอให้สำรวจหมั่นเตือนตนเอง ให้หายใจเข้าออกลึกๆ ไม่ว่าจะเป็นในขณะออกกำลังกาย หรือแม้แต่ขณะนั่งทำงาน การหายใจลึกๆ ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่สมอง ทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยผ่อนคลายความเครียดอีกด้วย สำหรับท่านผู้ฟังที่ทำงานในห้องแอร์ ก็อย่าลืมออกไปสัมผัสกับอาการบริสุทธิ์ภายนอกบ้างนะ เช่นอยู่ใต้ต้นไม้ในเวลากลางวัน หรืออาจจะแง้มหน้าต่างๆไว้นิดๆ เพื่อให้อากาศในห้องมีการหมุนเวียน…

เป็นผู้รับใช้ที่ไม่มีความละอาย

2 ทิโมธี 1 : 8  “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือฝ่ายตัวข้าพเจ้าที่ถูกจำจองอยู่เพราะเห็นแก่พระองค์  แต่จงมีส่วนในการยากลำบาก เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ โดยอาศัยฤทธิ์เดชแห่งพระเจ้า” อ.เปาโลเขียนจดหมาย 2 ทิโมธี ในเวลาที่คริสเตียนในขณะนั้นอยู่ในช่วงของการข่มเหงอย่างหนัก คริสเตียนดำเนินชีวิตท่ามกลางความยากลำบากอย่างมากเพราะเรื่องของพระเยซูเป็นที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม และคริสเตียนเองถูกดูถูกและใส่ร้าย ไม่เป็นที่นิยมชมชอบ เป็นเหตุให้ทีมงาน อ.เปาโลหลายคนได้ละทิ้ง อ.เปาโล  และต่างก็อ่อนแอละทิ้งความเชื่อ (2ทธ.1:15, 2ทธ.4:10, 2ทธ.4:14)  ในสภาพแรงกดดันเช่นนี้ อ.เปาโล ได้เขียนจดหมายหนุนใจทิโมธีไม่ให้มีความละอายใน 3 สิ่ง ดังนี้ ไม่มีความละอายในการเป็นพยานเรื่องของพระเยซูคริสต์ (ข้อ 8) “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา..” ผู้รับใช้พระเจ้าที่ดีต้องไม่ละอายที่จะเป็นพยานเรื่องของพระเยซูคริสต์ คำว่า “เป็นพยาน” ในที่นี้หมายถึงการกล่าวถึงหลักฐาน การพูดชี้แจงถึงความจริงของพระเยซูคริสต์ การเป็นพยานด้วยชีวิตและประสบการณ์ของคริสเตียนจะเป็นหลักฐานที่สำคัญที่จะยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ (มธ.8:4)  การจะมีความ “ละอาย” ในการเป็นพยานนั้น อาจเกิดได้จาก 2 ประการคือ 1.1  ละอายเรื่องของพระเยซูคริสต์ เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งเพราะเป็นอาการของคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง พระเยซูได้บอกไว้ว่าหากใครละอายพระองค์ พระองค์ก็จะละอายเขาเช่นเดียวกัน (มก.8:38) 1.2  ละอายในการเป็นพยาน…

เราเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ (2)

2 ทิโมธี 1 : 2 – 7 ถึง ทิโมธีบุตรที่รักของเรา ขอพระคุณและพระเมตตา และสันติสุขจากพระบิดาเจ้า และพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงดำรงอยู่กับท่านเถิด  3 เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงท่านในการอธิษฐานอยู่เสมอนั้น ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าซึ่งข้าพเจ้าได้รับใช้ด้วยจิตสำนึกอันบริสุทธิ์เช่นบรรพบุรุษของข้าพเจ้า   4 ขณะเมื่อระลึกถึงน้ำตาของท่าน ข้าพเจ้าก็ปรารถนาทั้งวันทั้งคืนที่จะได้พบท่าน ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่ง  5 ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน  6 อันของประทานของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในท่าน โดยที่ข้าพเจ้าได้เอามือวางบนท่านนั้น  ขอเตือนว่าท่านจงกระทำให้รุ่งเรืองขึ้น  7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก  และการบังคับตนเองให้แก่เรา ความมั่นใจในการทรงเรียกให้เป็นผู้รับใช้ คริสเตียนจะรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผลสูงสุด จะต้องรับใช้ตามการทรงเรียกของพระเจ้า ซึ่งสิ่งที่ อ.เปาโลกล่าวถึงทิโมธีในตอนนี้ เป็นการย้ำเตือนทิโมธีให้มีความมั่นใจในการทรงเรียกในชีวิต เพราะความมั่นใจจะทำให้ไม่เกิดการสั่นคลอนในการรับใช้ เมื่อเรามีความมั่นใจเราก็จะทำให้การทรงเรียกสำเร็จในชีวิตของเรา และสิ่งที่พระเจ้าทำให้เกิดกับเรา ที่ทำให้เรามั่นใจในการทรงเรียก คือ การสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณ (ข้อ 2-4) อ.เปาโลเรียกทิโมธีว่า ‘บุตรที่รักของเรา’ และเป็นผู้ที่ทำให้ทิโมธีได้มีโอกาสมารับใช้พระเจ้า รับการสร้างและฝึกฝนชีวิตในทางพระเจ้า (กจ.16:1)  ทิโมธี เป็นดังศิษย์คนสนิทที่รับการสอนสร้าง…

เราเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์

1 ทิโมธี 1: 1 จาก เปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระบัญชาของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา  และพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นความหวังของเรา 1 เปโตร 2 : 9 “แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์  เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์   ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” ความสำคัญของการทรงเรียกเป็นผู้รับใช้ (2ทธ.1:1) พระธรรม 2ทิโมธี เป็นจดหมายฝากที่ อ.เปาโลเขียนไปยังทิโมธี เมื่อเวลาที่ท่านได้รับใช้พระเจ้ามาเป็นเวลานาน เขียนขณะที่ท่านติดคุกที่กรุงโรม ก่อนจะถูกประหารชีวิต เพื่อจะกระตุ้นหนุนใจทิโมธี ลูกแห่งความเชื่อ และผู้รับใช้พระเจ้าทุกคนที่จะได้อ่านจดหมายฉบับนี้ในเรื่องการรับใช้พระเจ้า และการเป็นผู้รับใช้ที่ดีของพระเยซูได้ หนังสือนี้จึงเหมาะกับคริสเตียนทุกคนเพราะทุกคนเป็นปุโรหิต และถูกเรียกให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า ซึ่ง อ.เปาโลตระหนักถึงความสำคัญของการทรงเรียก 4  ประการ ดังนี้ ทรงเรียกให้มีสิทธิอำนาจ “จากเปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์” อ.เปาโลเรียกตนเองในการขึ้นต้นจดหมายเสมอว่า “อัครทูตของพระเยซูคริสต์” ซึ่งการใช้ตำแหน่งอัครทูตนี้ เป็นการแสดงถึงสิทธิอำนาจของการรับใช้พระเจ้า (1คร.9:1) การเป็นอัครฑูต คือ ผู้ที่ได้รับสิทธิอำนาจจากพระเยซูคริสต์ในประกาศข่าวประเสริฐ สั่งสอนคนทั้งหลายให้ติดตามพระเยซูแทนพระองค์ (กท.1:1) อ.เปาโลตระหนักถึงความสำคัญของการทรงเรียกจากพระเจ้าว่า…