อาณาจักรของพระเจ้า

ดนล.2:35…แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ. ดนล.2:44 และในสมัยของพระราชาเหล่านั้น พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง  ซึ่งไม่มีวันทำลายเสียได้  หรือราชอำนาจนั้นจะไม่ตกไปแก่ชนชาติอื่น  ราชอาณาจักรนั้นจะกระทำให้ราชอาณาจักรเหล่านี้แตกเป็นชิ้นๆถึงอวสาน และราชอาณาจักรนั้นจะตั้งมั่นอยู่เป็นนิตย์. ปฏิมากรมนุษย์รูปใหญ่ในดาเนียลบทที่ 2 จะถูกแทนที่ด้วยภูเขาใหญ่ ซึ่งภูเขานี้เป็นแบบเล็งถึงอาณาจักรที่นิรันดร์ของพระเจ้าที่จะปกครองพิภพ (แผ่นดินโลก)  (ข้อ 35, 44). นี่ก็หมายความว่าหลังจากการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์  พระองค์ได้ทรงเสด็จมาเพื่อทำลายรูปแบบแห่งการปกครองทุกอย่างของมนุษย์    แล้วในที่สุดพระองค์ก็จะนำอาณาจักรที่เป็นนิรันดร์ของพระเจ้ามาสู่บนแผ่นดินโลก . ข้อ 35 กล่าวว่า “แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ”  ก้อนหินนี้ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นภูเขาใหญ่  นี่ก็หมายความถึงการเพิ่มพูนขึ้นของอาณาจักรแห่งพระเจ้าซึ่งก็หมายถึงคริสตจักรของพระองค์    พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะและคริสตจักรเป็นพระกายของพระองค์ดังนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วอาณาจักรของพระเจ้าจะต้องกลับเข้ามาครอบครองโลกนี้อีกครั้งหนึ่งเหมือนดังเช่นที่เคยเป็นมาสมัยที่พระองค์เริ่มสร้างในครั้งแรกนั้น วันนี้คริสตจักรคือการก่อตั้งอาณาจักรแห่งสวรรค์บนแผ่นดินโลกนี้ดังที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสว่า  “เพราะ​นี่แน่ะ แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​นั้นอยู่ท่ามกลาง​พวก​ท่าน”  ลูกา 17 : 21    โดยที่พระเจ้าปรารถนาให้คริสตจักรเป็นแบบจำลองการปกครองฝ่ายวิญญาณที่จะมีขึ้นในอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่จะมาถึงในโลกหน้า  เพราะคริสตจักรที่มีผู้เชื่อมีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเยซูคริสต์นั้นจะสำแดงออกถึงความรักของพระองค์จนกลายเป็นพระกายของพระองค์ที่แท้จริง  ซึ่งเป็นการสำแดงชีวิตของพระคริสต์ในโลกนี้นั่นเอง คำอุปมาของเมล็ดพืชในมาระโก 4:26–29 ได้เปิดเผยว่าอาณาจักรของพระเจ้านั้นเป็นการมีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์ได้อย่างไร ข้อ 26 กล่าวว่า “แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน”. เมล็ดพืชนี้ก็คือพระวจนะของพระเจ้าซึ่งก็หมายถึงองค์พระคริสต์เองผู้ซึ่งทรงเป็นพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงนำชีวิตของพระองค์เองเข้ามาสู่ชีวิตของมนุษย์ผู้เป็นคนบาปในโลกนี้ถ้าพิจารณาตามคำอุปมานั้น เมล็ดพืชนี่จำเริญขึ้นเป็นต้น ออกรวง  มีเมล็ดข้าวเต็มรวง และเมล็ดนั้นก็สุก  เพื่อนำมาซึ่งการเก็บเกี่ยว (ข้อ 27–28)   ตั้งแต่วันที่พระคริสต์ได้เสด็จมาเพื่อหว่านตัวของพระองค์เองลงในสภาพมนุษย์ที่เป็น…

รับประทานผัก ผลไม้ เพื่อช่วยให้อารมณ์และพลังงานดีขึ้น

ท่านใดชอบรับประทานผัก และผลไม้กันบ้างคะ รู้สึกว่าเกือบทุกท่านจะชอบนะคะ พระเจ้าทรงประทานผักและผลไม้ให้มีสีสันสวยงามน่ารับประทาน อีกทั้งยังมีรสชาติอร่อยและช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ผักและผลไม้ช่วยป้องกันและรักษาโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคไขข้ออักเสบ และโรคอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่า เป็นยาสารพัดนึกค่ะ งานวิจัยได้บอกให้เราทราบว่า ผักผลไม้ ยังมีผลต่ออารมณ์ของเราอีกด้วยค่ะ งานวิจัยหนึ่งซึ่งพิมพ์ใน British Journal of Health Psychology  ในงานวิจัยชิ้นนี้ นักวิจัยต้องการหาความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน โดยมีผู้เข้าร่วม 281 คน อายุเฉลี่ยคือ ประมาณ 20 ปี ผู้เข้าร่วมงานวิจัยทุกคนจะถูกสัมภาษณ์ถึงอายุ เพศ เชื้อชาติ ส่วนสูงและน้ำหนัก ผู้ที่มีปัญหาการกินจะถูกคัดออกไป หลังจากนั้นทุกคนจะต้องกรอกข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับอาหารที่รับประทานทุกวันเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน  และทุกๆ เย็นพวกเขาจะต้องให้คะแนนเกี่ยวกับอารมณ์ด้านบวกและด้านลบจาก 9 หัวข้อ จากรายงานที่ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบกลับมา ทีมผู้วิจัยพบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างอารมณ์ด้านบวกกับการรับประทานผักและผลไม้เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน  ดอกเตอร์ ทามลิน โคนเนอร์ (Dr Tamlin Conner) หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า…

ข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะ

วิวรณ์  14 : 6    แล้วข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่ชนชาวโลกทั้งปวง ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา 1 ยอห์น  4 : 7 – 8  ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า       และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก ข่าวประเสริฐที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้กับมนษยชาติเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในครั้งที่สอง  ได้ถูกบันทึกอยู่ในพระธรรมเล่มสุดท้ายในบทที่ 14  คือข่าวของทูตสวรรค์ทั้ง 3 องค์  การประกาศข่าวประเสริฐของทูตสวรรค์ในครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นการเตือนครั้งสำคัญที่พระเจ้าได้ทรงประทานผ่านทูตสวรรค์มาสู่พลไพร่ของพระองค์ในโลกนี้   ข่าวประเสริฐของพระเจ้านั้นครั้งนี้เป็นการสรุปรวมข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศมาแล้วทั้งหมดในโลกนี้ให้รวบรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวอย่างครบถ้วน   โดยไม่มีขาดตกบกพร่อง ทูตสวรรค์ได้ประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะ   ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐ (ข่าวดี)  ที่ได้ถูกประกาศมาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงที่สุดปลาย  ซึ่งหมายความว่าข่าวประเสริฐนี้เป็นข่าวที่จะยังคงอยู่ตลอดไปไม่มีกาลเวลา ไม่มีที่สิ้นสุด  คำว่าอมตะนั้นหมายถึง “พระเจ้า”  เพราะพระเจ้าเท่านั้นทรงเป็นอมตะ  1 ทิโมธี 1 : 17  “พระเกียรติและพระสิริจงมีแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระเจริญอยู่นิรันดร์ ผู้ทรงเป็นองค์อมตะ  ซึ่งมิได้ปรากฏพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียวสืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน”  ดังนั้นข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะนั้นจึงเป็นข่าวประเสริฐที่เกี่ยวข้องกับพระองค์โดยตรง   ซึ่งก็คือพระลักษณะของพระองค์ …

เติบโตในพระคริสต์

ยน.15:4  “จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น.” ยน.17:21–23  “เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์ คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ และกับข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา  เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น  ข้าพระองค์อยู่ในเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์    เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์.” ถ้าเราไม่มีประสบการณ์แห่งชีวิตที่ถูกต้องและเพียงพอกับพระเจ้า   เราก็ไม่อาจที่จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์    ในแต่ละวันเราจำต้องมั่นใจและกล่าวว่า “วันนี้เราอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์ก็อยู่ภายในเรา”   เพื่อที่ว่าเราจะยืนยันความเชื่อและความมั่นใจที่เราเป็นแขนงที่ต่อเชื่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเถาองุ่นแท้คือพระเยซูคริสต์ในทุกๆ วัน  โดยมีพระองค์ทรงเป็นศรีษะ และเราเป็นอวัยวะของพระกายทั้งหมดของพระองค์ ต้นองุ่นนั้นมีกิ่งมากมายแต่กิ่งมากมายเหล่านี้ก็ล้วนประกอบเป็นต้นองุ่นต้นเดียวกัน ซึ่งทั้งต้นและกิ่งนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย    ถ้าเรากล่าวว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  เราก็ต้องตรวจสอบว่าเราได้เป็นหนึ่งกับอวัยวะส่วนอื่นๆ หรือไม่. ถ้าเราไม่มีความเป็นหนึ่งกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในพระองค์การที่เราอ้างว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้   เพราะขณะที่เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นองุ่นแท้คือพระคริสต์ที่มีกิ่งและแขนงมากมาย  แต่เรากลับปฏิเสธกิ่งหรือแขนงอื่นๆ  ก็แสดงว่าเรายังไม่ยอมรับการมีส่วนในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้อื่นที่มีต่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน เมื่อเรายอมที่จะปฏิเสธตัวเองเราก็มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้า  และทำนองเดียวกันขณะที่พี่น้องอีกคนหนึ่งยอมปฏิเสธตัวเอง   เขากับเราก็มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณองค์เดียวกัน   ซึ่งจากนั้นเราก็จะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ …  พี่น้องผู้เชื่อทุกคนล้วนยอมรับว่าชีวิตของพวกเขาได้ถูกตรึงไว้บนกางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว   และพวกเขาก็ตระหนักว่าพวกเขาได้มีชีวิตอยู่ร่วมในการเป็นขึ้นมาของพระคริสต์แล้วเช่นกัน     เรามีพระองค์เป็นชีวิตของเราเราตระหนักในเรื่องนี้และเราก็ยืนอยู่บนพื้นฐานนี้โดยการปฏิเสธความปรารถนาและความเป็นตัวตนของเราเอง     นี่เป็นเรื่องที่อัศจรรย์ยิ่งนัก!   ที่เราในฐานะมนุษย์ผู้เป็นคนบาปได้กลายเป็นหนึ่งในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นและมีชีวิตในองค์พระผู้เป็นเจ้า    การที่เราเข้าส่วนจนเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมิใช่เพราะเราได้เรียนรู้หลักธรรมจนเข้าใจ    แต่เป็นเพราะว่าเราได้มีชีวิตอยู่ในประสบการณ์แห่งการทนทุกข์ทรมาน  การสิ้นพระชนม์  และความชื่นชมยินดีกับการเป็นขึ้นมาของพระองค์   ซึ่งในฐานะวิสุทธิชนแห่งพระองค์ …

การเลี้ยงดูตามอย่างพระเจ้า

ยน.3:16   เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ 1ทธ.1:15 คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลกเพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก. ยอห์น 3:16 กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”. น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นไม่เพียงรักคนที่ชอบธรรม  แต่ยังรักคนบาป  และยังรักโลกด้วย.  โลกนั้นมีความชั่วร้ายเนื่องมาจากความบาป.  คำว่า “โลก”  นั้นในภาษากรีกชี้ถึงผู้คนที่ทำบาปและตกต่ำและเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ตกอยู่ในความบาปแห่งโลกนี้   ท่ามกลางมนุษยชาติทั้งหมดล้วนได้กลายเป็นมนุษย์แห่งความบาปที่มีชีวิตอยู่ฝ่ายโลก…พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติที่ตกต่ำเหล่านี้ พวกเขาได้เสื่อมเสียพระสิริของพระเจ้าไปจนถึงขั้นที่ได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับซาตานเสียแล้ว   คำว่า “โลกหรือมนุษย์โลก”  เป็นการบ่งชี้ว่ามนุษย์ได้กลายเป็นหนึ่งกับซาตานเพราะความบาปนั้น  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์โลกได้กลายเป็นศัตรูกับพระเจ้าไปเสียแล้ว  การที่ยอห์น 3:16 ได้กล่าวว่ามนุษยชาติก็คือ “โลก” นั้นเป็นคำที่ชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายที่มนุษย์ได้ละทิ้งพระสิริและสง่าราศีของพระเจ้าไปแล้วอย่างสิ้นเชิง    แต่ทว่าพระเจ้าทรงรักโลก นั่นก็คือรักมนุษย์ที่ชั่วร้ายที่สุดในท่ามกลางมนุษย์ที่ชั่วร้าย ยิ่งกว่านั้นพระเจ้ายังได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้กับเรา ไม่ใช่เพียงช่วยเราขึ้นสู่แผ่นดินสวรรค์ แต่เพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์นั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์. 1 ทิโมธี 1:15 กล่าวว่า “คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก”. เราได้มองเห็นแล้วว่าคำว่า “โลก” ในวลีที่กล่าวว่าพระคริสต์เยซูได้เสด็จเข้ามาในโลกนั้น (ภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า “มนุษย์โลก”)  พระองค์เสด็จมาในโลกโดยการเข้ามาอยู่ท่ามกลางมนุษยชาติก็เพื่อจะช่วยคนบาปให้รอด. ขณะที่เปาโลยังเป็นเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัสนั้นท่านเป็นคนบาปในลำดับต้นๆ. ถ้าหากพระคริสต์มาช่วยเพียงคนปกติ …

จิตวิญญาณที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระคริสต์

รม.8:16 พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า 1คร.6:17 แต่ส่วนคนที่ผูกพันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นจิตใจอันเดียวกันกับพระองค์. จิตวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของผู้เชื่อจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ภายในเรา (1คร.6:17) …เพื่อให้เราดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์  ดังนั้นการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อก็คือการดำเนินชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าร่วมประสานกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเข้าสนิทระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับ…การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทั้งสองส่วนนี้อย่างสิ้นเชิง   พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณมนุษย์ก็มีจิตวิญญาณ  ทั้งสองส่วนนี้จึงสามารถเข้าผสานกันเป็นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อนั้นก็คือ  การที่ผู้เชื่อได้ยอมให้พระเจ้าเข้ามาสู่ภายในชีวิตของเขาและนำพาชีวิตของเขาในทุกกรณี  จนตัวของเขา  ความคิดของเขา  การกระทำของเขา  กลายเป็นสิ่งเดียวกัน  หรือเหมือนกันกับพระเจ้า  ซึ่งนี่คือความล้ำลึกแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทรงสำแดงผ่านชีวิตของผู้เชื่อในพระองค์  ด้วยเหตุนี้กุญแจสำคัญแห่งชีวิตในความรอดของผู้เชื่อในพระองค์ก็คือ  การมีชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระองค์ทรงนำพาในทุกกรณีนั่นเอง “พระ​วิญ​ญาณ​นั้น​เป็น​พยาน​ร่วม​กับ​จิต​วิญ​ญาณ​ของ​เรา​ว่า เรา​เป็น​ลูก​ของ​พระ​เจ้า”  โรม 8:16 เมื่อพิจารณาตามพระธรรม 1 โครินธ์ 6:17 นั้นสำแดงให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตแห่งความรอดสำหรับผู้เชื่อก็คือ   การมีชีวิตที่จิตวิญญาณของเขาได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระวิญญาณของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ทั้งทางด้านกายภาพ (การกระทำ)  และทางจิตวิญญาณ (ความรู้สึกนึกคิด)  ซึ่งในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงสร้างเสริมอุปนิสัยของผู้เชื่อเสียใหม่จนกลายเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยเดียวกันกับพระคริสต์  และนี่ก็คือชีวิตที่เติบโตในพระคริสต์นั่นเอง ผู้ที่ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามเนื้อหนังและราคะตัณหาชีวิตของเขาจะตกต่ำ   ส่วนผู้ที่ดำเนินชีวิตตามความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นจะมีความสูงส่งกว่า  พระเจ้าได้ทรงประทานพระบัญญัติจารึกลงในแผ่นศิลาให้กับชนชาติของพระองค์เมื่อพวกเขาเดินทางออกมาจากอิยิปต์  แต่ทว่าวาระสุดท้ายนี้พระองค์จะทรงจารึกบัญญัติของพระองค์ไว้ที่หัวใจของผู้เชื่อที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์  เพราะว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ถามอีกแล้วว่าพระบัญญัติของพระเจ้าตรัสว่าอะไร  แต่พวกเขารู้ซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์  ผู้ทรงประทานความรักอันยิ่งใหญ่ให้กับมนุษย์โดยประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาเพื่อสิ้นพระชนม์บนโลกนี้แทนเรานั้น  พระองค์ต้องการให้มนุษย์กระทำในสิ่งใดเพื่อสำแดงออกถึงการตอบสนองต่อความรักที่พระองค์ทรงมีให้กับพวกเขา… ขอให้พี่น้องผู้เชื่อทุกๆ ท่านได้มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์นะครับ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

“คุณหมอคะ ๆ ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้  2-3 วันมานี้ ปวดปัสสาวะบ่อยเหลือเกิน เข้าห้องน้ำได้ไม่ถึง 15 นาทีก็รู้สึกปวดอีกแล้ว ปัสสาวะก็ออกครั้งละนิดหน่อย แถมแสบๆอีกด้วย รู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด มีปัสสาวะเหลือค้างอยู่ยังไงยังงั้น และยังรู้สึกปวดหน่วงๆ ท้องน้อยอีกด้วย ฉันเป็นอะไรคะคุณหมอ” ค่ะ สวัสดีค่ะ ดิฉันแพทย์หญิงพรวิไล ตันตระรุ่งโรจน์นะคะ วันนี้รเริ่มต้นด้วยปัญหาที่พบบ่อยในผู้หญิงค่ะ นั่นคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ สาเหตุที่พบบ่อยก็เพราะว่า ท่อปัสสาวะของผู้หญิงนั้นสั้น (คือประมาณ 4-5 ซม.)  และอยู่ใกล้ทวารหนัก เชื้อโรคต่างๆ จึงอาจจะมาปนเปื้อนปลายท่อปัสสาวะและย้อนขึ้นมาในกระเพาะปัสสาวะได้ ในขณะที่ความยาวของท่อปัสสาวะในผู้ชายนั้นจะยาวประมาณ 20 ซม. โอกาสติดเชื้อจึงน้อยกว่ากันค่ะ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ การอั้นปัสสาวะ เพราะโดยปกติแล้วในกระเพาะปัสสาวะจะพบแบคทีเรียเพียงเล็กน้อย แต่เมื่ออั้นปัสสาวะ แบคทีเรียมีเวลาเพิ่มจำนวนและเจริญเติบโตจึงทำให้เกิดการอักเสบได้ นอกจากนี้ เมื่อกระเพาะปัสสาวะอยู่ในภาวะยืดตัว คือมีน้ำปัสสาวะอยู่เต็ม จะทำให้ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดลง จึงเกิดการติดเชื้อง่ายขึ้นค่ะ  สำหรับผู้หญิงวัยทองที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงก็พบโรคนี้บ่อยขึ้นได้เช่นกัน เพราะเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะและเยื่อบุช่องคลอดบางลง เชื้อโรคจึงเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่พบได้ คือ การมีเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนแรก…

พระคริสต์เป็นศีรษะและมีเป็นชีวิต

มธ.28:18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว. อฟ.4:15 แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์. คส.1:18 พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย  เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง. พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร และคริสตจักรก็เป็นพระกายของพระคริสต์นั้น หมายความว่าอะไร? ก็หมายความว่าสิทธิอำนาจทุกอย่าง ล้วนอยู่ในพระองค์. การที่อำนาจทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์ ก็เนื่องจากชีวิตทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์. คริสตจักรทั้งหมดได้สมบูรณ์อยู่ในพระองค์  และพระองค์เองคือ แหล่งแห่งชีวิตในร่างกาย  เพราะว่าตัวของร่างกายเองนั้น ไม่มีชีวิต. 1 ยอห์น 5:11 กล่าวว่า “พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์”. แม้ว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตนิรันดร์นี้ให้แก่เราแล้ว แต่ชีวิตนี้ก็ยังคงอยู่ในพระบุตรของพระองค์  พระเยซูคริสต์ไม่เคยแยกออกจากชีวิตนี้เลย พระเจ้าประทานชีวิตไว้ในของพระองค์  ข้อ 12 กล่าวว่า “ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต”  โดยการได้รับชีวิตของพระบุตรมาเป็นชีวิตของเรา  ทำให้เราได้มีชีวิตใหม่ โดยการได้รับพระบุตรของพระเจ้า  คริสเตียนได้ต้อนรับชีวิตใหม่จากองค์พระผู้เป็นเจ้า  แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ได้แยกออกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า  ผู้เชื่อไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้แต่เพียงประการอย่างเดียว แต่การที่ผู้เชื่อมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้  ก็เท่ากับมีความอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบุตรของพระเจ้า การบังเกิดใหม่นี้ทำให้เรากลายเป็นอวัยวะ ที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชีวิตใหม่นี้ ก็ทำให้เราไม่อาจแยกออกจากศีรษะ เพราะว่าชีวิตของเราได้รับมาจากศีรษะคือองค์พระเยซูคริสต์นั่นเอง การที่จะมีชีวิตของพระคริสต์อยู่ภายในเราได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระบุตรของพระเจ้า …

พระเยซูทรงได้ยินผู้ที่สำนึกผิด

“จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ดู​หมิ่น​ผู้​เล็ก​น้อย​เหล่า​นี้​สัก​คน​หนึ่ง เพราะ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ทูต​สวรรค์​ของ​พวก​เขา​คอย​เฝ้า​อยู่​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​เสมอ” . Matthew 18:10. เมื่อม่านที่ปิดบังพระรัศมีภาพแห่งพระสิริของพระคริสต์ได้ถูกเปิดออก  พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้ทรงสำแดงพระองค์ในฐานะองค์ผู้สูงสุดและองค์บริสุทธิ์ พระองค์ไม่ได้แยกพระองค์อยู่อย่างโดดเดี่ยว  หรือไม่สนใจผู้ซึ่งปรารถนาความช่วยเหลือแต่อย่างใด  แต่ทว่ามีทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ล้อมรอบพระองค์อยู่นับล้าน และทูตสวรรค์ทุกองค์เหล่านั้นก็พร้อมที่จะกระทำให้พันธกิจของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์นั้นสำเร็จลงให้จงได้ องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงอยู่ในท่ามกลางคำร้องทูลของมนุษย์ทุกๆ คน  พระองค์ทรงออกมาจากบัลลังก์ที่ประทับของพระองค์เพื่อมาฟังคำร้องทูลของบรรดาประชากรของพระองค์  จิตใจของพระองค์เต็มล้นไปด้วยความรักและความเมตตาต่อพวกเขา  แต่ทว่าสิ่งที่นำความโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่มาสู่พระองค์ก็คือ  เหล่าผู้ซึ่งไม่เข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระองค์ที่เรียกร้องให้พวกเขาหันคืนกลับมาจากการที่ไม่ต้องถูกพิพากษาด้วยพระคำของพระองค์  นับเดือนนับปีที่ผู้คนปรารถนากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ยอมรับคำแนะนำของพระองค์ เราจะต้องไม่เศร้าเสียใจที่พระผู้ช่วยให้รอดของเราดูเหมือนจะรักใครบางคนมากกว่าอีกคนหนึ่ง  ในครั้งหนึ่งเหล่าสาวกของพระองค์ได้มาพบกับพระเยซูคริสต์และได้ตั้งคำถามว่า  “ผู้ใดจะเป็นใหญ่ในสวรรค์?”  แล้วพระเยซูคริสต์ได้เรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมาพาพระองค์แล้วให้เด็กคนนั้นนั่งลงท่ามกลางเหล่าสาวกนั้นแล้วบอกว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​กลับใจ​และ​เป็น​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ก็จะ​เข้า​ใน​แผ่น​ดิน​สวรรค์​ไม่​ได้​เลย”  (มัทธิว 18:1-3)…. เราทั้งหลายได้มีส่วนร่วมในพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ เราได้ติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเราอย่างใกล้ชิด  พระองค์จะทรงนำพาเราไปยังที่สูง  และสูงขึ้นไปในความจริง  “ท่านทั้งหลายจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้”   พระองค์ได้ทรงตรัส  “จะมีเพียงแต่ผู้ที่ตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น” พระองค์ทรงเปิดหนังสือที่บันทึกนามของผู้ที่ติดตามพระองค์อยู่ในนั้น  และรายชื่อของพวกเขาได้ถูกบันทึกอยู่โดยที่เป็นรายชื่อของผู้ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และผู้ที่กระทำตามพระบัญญัติของพระองค์อยู่ในนั้น  ในทุกๆ วันบันทึกเหล่านี้ได้ถูกสำแดงให้เห็นถึงการกระทำของบุคคลเหล่านั้นอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยเหลือคนเหล่านี้ด้วยความรัก  ความเมตตา  ความอ่อนโยน  ความสุภาพ และความทะนุถนอมตลอดมา พระคริสต์ทรงได้ยินทุกๆ คำของบุตรของพระองค์ที่ทูลต่อพระองค์  พระองค์ทรงรู้เมื่อเขาเหล่านั้นกำลังมีจิตใจที่ว้าวุ่นกับการงานของเขาเพราะผู้คนที่อยู่รอบข้าง,  เพราะการงานอันยากลำบากของเขา  หรือแม้กระทั่งภาระงานอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาจะต้องแบกรับภาระไป  ให้เราช่วยให้ผู้เขายังอยู่ในความบาปนั้นได้เปิดดวงตาของตนขึ้นเขาจะได้เห็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดกำลังเข้ามาใกล้เขา  แม้ว่าเขาจะถูกกล่าวร้ายจะถูกตำหนิต่อหน้าพระองค์  และแม้แต่เขาจะมีความสงสัยมากเพียงใด …

ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็นดึก

เคยมีปัญหาตื่นขึ้นในตอนเช้าแล้วรู้สึกเหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม สมองตื้อๆ ทำงานก็นึกไม่ค่อยออก ท้องอืด เพลียๆบ้างไหมคะ ถ้ามีปัญหาดังที่กล่าวมานะคะ สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นจากการรับประทานอาหารมื้อเย็นดึกเกินไปค่ะ คำแนะนำสำหรับการมีสุขภาพดี คือ ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นก่อนนอนประมาณ 4-5 ชั่วโมงค่ะ และควรเป็นอาหารที่ไม่หนักจนเกินไปนะคะ เราพบว่า ร่างกายใช้เวลาย่อยผลไม้สดประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนผักอาจจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ ของทอดต่างๆ จะใช้เวลานานขึ้น ส่วนพวกน้ำสกัดต่างๆ เช่นน้ำส้ม น้ำคั้นผัก จะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ย่อยและดูดซึมได้หมด ถ้าเรารับประทานอาหารมื้อเย็นใกล้กับเวลานอนมาก ยกตัวอย่างเช่น รับประทานอาหารมื้อเย็นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม แล้วเข้านอนประมาณ 4 ทุ่ม กระเพาะยังย่อยอาหารไม่เสร็จ ก็ต้องใช้เวลาย่อยต่อไป ถึงแม้ร่างกายจะหลับแต่สมองไม่ได้หลับด้วย เพราะยังมีอวัยวะหนึ่งซึ่งคือกระเพาะอาหารกำลังทำงานอยู่ สมองซึ่งเป็นหัวหน้าของอวัยวะทุกส่วน ก็เลยยังคงต้องทำงานด้วย โดยปกติแล้ว ในขณะที่เรานอนหลับนั้น เราต้องการให้สมองของเราได้พักผ่อน แต่ในภาวะดังที่เล่ามานี้ สมองไม่ได้หลับ จนกระทั่งกระเพาะย่อยอาหารหมด จึงจะได้พัก ถ้าอาหารมื้อดึกวันนั้น เรารับประทานข้าวผัดอเมริกัน ไก่ทอด เฟร็ชฟรายด์ กว่าอาหารจะย่อยหมดอย่างน้อยน่าจะประมาณตีสองกว่าๆ…