แหวน-ความรัก-การแต่งงาน-พระคัมภีร์

การแต่งงาน ต้องมีความรักแบบพระเจ้า

เราจะมีครอบครัวแบบคริสเตียนได้ ก็ต่อเมื่อคู่สมรส ต่างก็เป็นคริสเตียนบังเกิดใหม่ เพราะพระเยซูคริสต์เท่านั้น ที่ทำให้การสมรสเป็นแบบคริสเตียนได้   ไม่ใช่การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ทำกันอยู่โดยทั่วไป  การสมรสจะเป็นแบบคริสเตียนได้ ทั้งชายและหญิงต้องมีพระเยซูคริสต์ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคู่สมรสนั้นเป็นส่วนตัว การแต่งงาน ต้องมีความรักแบบพระเจ้า เป็นฐานของการพัฒนาครอบครัว          หากฐานอ่อนแอ ครอบครัวก็อ่อนแอด้วย    พระเยซูคริสต์ต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของคู่สมรสหากจะให้บ้านมีบรรยากาศของครอบครัวแบบคริสเตียน   คริสเตียนหลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ตนมีครอบครัวแบบคริสเตียน       ทั้งๆที่ ความเป็นจริงนั้น   พระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นศีรษะ หรือศูนย์กลางชีวิตของคนในครอบครัว นั้นเลย อีกประการหนึ่ง ครอบครัวแบบคริสเตียนที่แท้จริงต้องยอมรับสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์โดยใช้เป็นคู่มือการดำเนินชีวิตประจำบ้าน พระวจนะของพระเจ้า ต้องอยู่เหนือวัฒนธรรม และ ประเพณีของบ้าน หรือของตระกูล ถ้ามีการปฏิบัติใดๆในบ้านขัดแย้งกับคำสอนของพระคัมภีร์ คู่สมรสหรือครอบครัวนั้น จะต้องใช้พระคริสตธรรมคัมภีร์ชี้ขาด แนวทางเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น        มาดูทัศนะการสมรสที่อยู่นอกเหนือพระเยซูคริสต์ที่เราพบเห็นกันบ่อยๆในสังคม โดยเปรียบเทียบ กับ การสมรสในทัศนะของคริสเตียน  ดังนี้คือ บางคน การสมรส คือ 1+1 = 2 ความสัมพันธ์ในทัศนะนี้ หมายความว่า    ผู้ชาย และผู้หญิง ต่างก็มีโลกของตัวเอง ที่ตนจะอยู่  จะทำ…

ครอบครัว-ความรัก-ผู้สูงวัย

ความรักที่มีวุฒิภาวะ

“ อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูด และ ด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำ และความจริง ” – 1 ยน. 3:18 ความรักเป็นสิ่งพิเศษและล้ำค่ายิ่งใหญ่ เพราะมันผูกพันชีวิตคู่เข้าด้วยกัน ผูกพันชีวิตพ่อแม่ลูก หรือแม้กระทั่ง ความรักที่มีต่อเพื่อนๆ ต่อสถาบัน และต่อบุคคลอื่นๆ การวิจัยพบว่า ความรักเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตคู่ คู่แต่งงานที่มีความรักต่อกันในระดับสูง จะมีชีวิตที่น่าพึงพอใจในระดับสูงด้วย แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้น การแก้ปัญหาก็จะประสบความสำเร็จมากกว่าคู่แต่งงานที่มีความรักจืดจางลงแล้ว “ ความรักเป็นสิ่งพิเศษ ยิ่งให้ออกไป ก็ยิ่งมีมากขึ้น ” จากการสำรวจความคิดเห็นของคู่แต่งงานพบว่า ความรักถูกเลือกให้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการทำให้ชีวิตแต่งงานมีความสุข ไม่ใช่ SEX หรือเงินทอง ตามที่หลายคนคิด เราทุกคนรู้ว่า ความรักเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่น่าเสียดายที่เราไม่ค่อยเข้าใจความรักเท่าไรนัก และไม่ค่อยได้สำแดงความรักออกเป็นรูปธรรมแก่กันและกัน (1 ยน.3:18) หาก เราไม่ได้สนใจใช้ความรักในชีวิตแต่งงานเท่าที่ควรจะเป็น นานวันเข้าความรักก็กลายเป็นสิ่งตรงข้ามได้คือ ความเกลียด และแทนที่จะสร้างสรรค์ชีวิตครอบครัวให้ดีขึ้น มันกลับทำลายชีวิตความสัมพันธ์ในครอบครัวลงอย่างน่าเสียดาย  ความรักที่มีวุฒิภาวะ ( Mature Love) คืออะไร ? ความรักที่มีวุฒิภาวะคือ…

ครอบครัว-คู่รัก-สามี-ภรรยา

ความเป็นคู่รักของสามีภรรยา

ชาย-หญิงเกือบทุกคน มักเคยผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของความรักและมีอาการที่เราเรียกว่า “ตกหลุมรัก” (Fall in Love) อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต จนกระทั่งได้แต่งงานกัน มีชีวิตเป็นสามี-ภรรยากัน และได้อยู่กินด้วยกันฉันท์ครอบครัว แต่อนิจจา! น่าเสียดายที่หลังแต่งงานกันแล้ว สามีภรรยาส่วนใหญ่ก็พบว่า คุณทั้งสองได้กระเด็นออกจาก “หลุมรัก” หรือ “ความเป็นคู่รัก” ได้สูญหายไปจากชีวิตของเขาเสียแล้ว เหตุใดคู่แต่งงานจึงสูญเสีย “ความเป็นคู่รัก” ที่มีต่อกัน สามีภรรยามากมาย เมื่อได้อยู่กินด้วยกันและใช้ชีวิตร่วมกันไปได้สักระยะหนึ่ง พวกเขามักจะพบว่า ความรู้สึก “ตกหลุมรัก” ได้อันตรธานไปจากความสัมพันธ์ของพวกเขา ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ สามีภรรยามากมายคิดว่า ประสบการณ์ครั้งที่ยังเป็น “คู่รัก” กันอยู่นั้น เป็นความรู้สึกทางอารมณ์ที่หลอกลวง และเป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น หรือไม่ก็ เป็นความผิดพลาดของชีวิตที่ต้องก้มหน้าก้มตารับกรรมอยู่ทุกวันนี้ แต่ความจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ เราไม่จำเป็นต้องก้มหน้าก้มตารับความทุกข์ใจจากชีวิตรักของเราเลย การที่เราได้กระเด็น “ออกจากหลุมรัก” เกิดจากสาเหตุหลายประการ ที่สำคัญ ก็คือ 1. มีปัญหาในการสื่อสัมพันธ์ คือ ความไม่เข้าใจกัน ไม่รู้จะสื่อความหมายที่แต่ละฝ่ายต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้ได้อย่างไร ทั้งนี้ก่อนแต่งงานไม่ได้ตรวจสอบระบบสื่อสัมพันธ์กันอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อมาเป็นสามีภรรยากันแล้วจึงพบว่า การสื่อสัมพันธ์ ที่มีอยู่ไม่มีพื้นฐานที่ดีเพียงพอ 2. มีปัญหาบุคคลที่สาม คือ บุคคลอื่นๆ…

ความรัก-หัวใจ-อากาเป

พลังรักแบบ ‘อากาเป’

AGAPE (อากาเป) คือ ความรักแบบพระเจ้า มีลักษณะดังนี้คือรักที่บริสุทธิ์ รักที่ไม่มีเงื่อนไข รักที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน รักที่ให้คุณค่าผู้อื่น รักที่เห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่น รักที่ยอมเสียสละ ขอนำ คำว่า “AGAPE” ในภาษาอังกฤษ มาใช้เป็น หลัก 5 ประการ เพื่อการดำเนินชีวิตตามวิถีของพระเจ้า ซึ่งจะครอบคลุม ความคิด อารมณ์ และการกระทำ ที่จะช่วยทำให้ครอบครัวของเรา เป็นอิสระจากความทุกข์ เพราะความกังวลใจ และจะช่วยทำให้ชีวิตครอบครัวของเรา มีความสมดุล A = Acknowledge คือ การรับรู้ ถึงคุณค่ายิ่งใหญ่แห่งความรักของพระเจ้าเสมอ ไม่ว่าเราจะคิด หรือทำอะไรอยู่ เราต้องรับรู้ว่า พลังแห่งความรักพระเจ้าทรงคุณค่ายิ่งใหญ่ ทรงพระชนม์อยู่ และทรงอยู่กับเราเสมอ เราควรจำนนชีวิตให้พระองค์เข้ามามีส่วนร่วมในครอบครัวทุกด้าน เพื่อเราจะดำรงชีวิตอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าเหมือนอย่างพระเยซู ดังที่พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาว่า “…ถ้าพระองค์พอพระทัย…อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” – ลูกา 22:42 เพราะ ความรักที่เรามีต่อพระเจ้า คือ การทำตามพระทัยของพระบิดาในสวรรค์ (1 ยน.2:15-17) “อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าใครรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น เพราะว่าทุกสิ่งที่อยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้มาจากพระบิดา…

แผ่นดินสวรรค์-สิ่งมีค่าสูงสุด

แผ่นดินสวรรค์คือสิ่งที่มีค่าสูงสุด

“พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” – ยอห์น 3:16 ภายหลังจากที่พระผู้ช่วยให้รอดได้อดอาหารตลอดสี่สิบวันสี่สิบคืน “พระองค์ก็ทรงหิว” จากนั้นซาตานได้ปรากฏต่อพระองค์ ซาตานได้ปรากฏในลักษณะของทูตสวรรค์ที่สวยงาม และอ้างว่ามีคำประกาศจากพระเจ้าที่จะให้พันธกิจของการอดอาหารของพระองค์นั้นสิ้นสุดลงแล้ว “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” – มัทธิว 4:3 แต่ทว่าในคำกล่าวอ้างของซาตานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ พระคริสต์ทรงทราบดีว่าศัตรูของพระเจ้าที่มีอำนาจได้ลงมาสู่ในแผ่นดินโลกนี้และกลายเป็นผู้ต่อต้าน พระองค์ไม่ทรงยอมรับต่อคำกล่าวอ้างหรือกลายทดลองนี้ของซาตาน พระองค์ทรงยืนหยัดอย่างมั่นคงโดยทรงยืนยันว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” – มัทธิว 4:4 “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” – มัทธิว 4:4 “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เรา ที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า โดยการรู้จักพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและคุณธรรมของพระองค์เอง” – 2 เปโตร 1:3 พระคริสต์ทรงยืนหยัดอยู่บนพระคำของพระเจ้าและพระองค์ทราบดี เมื่อเราตกอยู่ในสภาพที่กำลังอยู่ในการทดลอง จงอย่านำตนเองเข้าไปล้อเล่นกับทดลองหรือปะทะคารมโต้เถียงกับศัตรูของพระเจ้า ซึ่งเป็นประสบการณ์เดียวกับของพวกเรา เมื่อเราหยุดที่จะโต้เถียงหรือใช้เหตุผลหรือคำอธิบายใดๆ กับศัตรูของพระเจ้าเมื่อนั้นเราจะได้รับชัยชนะ สิ่งที่เราสามารถทราบได้อย่างแน่นอนว่าเรากำลังอยู่ในสงครามซึ่งเราจะอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าและต้องยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงในพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้รับ โดยสิ่งที่เราได้รับนั้นก็คือ “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เรา ที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า โดยการรู้จักพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและคุณธรรมของพระองค์เอง” – 2 เปโตร 1:3…

ไม้กางเขน-พระคริสต์สิ้นพระชนม์

พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อให้มนุษย์ได้รับชีวิต

“ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ไม่ใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา เพื่อเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเรา” – 1 ยอห์น 4:10 ซาตานได้ประกาศว่าจะไม่มีมนุษย์แม้แต่เพียงคนเดียวที่สามารถรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยความสัตย์ซื่อได้ แต่ทว่าถ้าแม้นมีจิตวิญญาณเพียงดวงเดียวที่สามารถกระทำได้ก็ย่อมแสดงออกมาแล้วว่าสิ่งที่ซาตานกล่าวนั้นเป็นความเท็จ จิตวิญญาณแม้เพียงดวงเดียวที่ได้รับความรอดย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมที่มาจากการปกครองของพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ในพระฉายาของพระองค์ มนุษย์จะต้องไม่ถูกนำไปอยู่ภายใต้การปกครองของซาตานและถูกทำลาย พระเยซูคริสต์ได้เสด็จลงมาในโลกนี้ด้วยชีวิตที่สำแดงถึงความเชื่อฟัง และพิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์สามารถเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าได้ พระองค์ได้ทรงลบล้างความผิดบาปที่อยู่บนมนุษย์ผู้เป็นคนบาป และมนุษย์ผู้เป็นคนบาปสามารถยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตรของพระเจ้าได้โดยการสวมเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมพระองค์เอาไว้ และพระองค์ทรงสวมเสื้อคลุมแห่งความทุกข์ระทมเอาไว้ “โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” – มัทธิว 26:39 ผู้ใดจะสามารถหยั่งรู้ถึงความทุกข์ระทมที่พระคริสต์ทรงได้รับในขณะอยู่ที่สวนเกเสมาเนได้ พระองค์กำลังทรงเป็นผู้แบกรับน้ำหนักแห่งความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้เอาไว้ ในขณะนั้นพระองค์รู้สึกได้ถึงความบาปผิดที่ตกทับอยู่ที่พระองค์ในขณะที่พระองค์ทำได้เพียงร้องคร่ำครวญจนทั่วทั้งสวรรค์ได้ยินถึงเสียงร้องอันทุกข์ทรมานนั้น “โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” – มัทธิว 26:39 ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพก็กำลังทนทุกข์ทรมานร่วมไปกับพระบุตรของพระองค์ ขอให้เรายืนอยู่เบื้องหน้าที่กางเขนแห่งคาวารี และเรียนรู้จากราคาค่าแห่งการไถ่ให้รอด ซึ่งได้ทำให้ดวงใจที่บริสุทธิ์ต้องทุกข์ทรมานจนแตกสลายที่กางเขนแห่งคาวารี พระองค์ได้ทรงมองดูพระเจ้าเบื้องบนแล้วร้องขึ้นว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” – มัทธิว 27:46 ทูตแห่งสวรรค์ต่างโศกเศร้าด้วยความรักที่มีต่อองค์พระเยซูผู้เป็นเจ้านายของตน พวกเขายินที่จะลงมาทำลายพวกทหารและช่วยเหลือพระองค์ แต่นั่นไม่ใช่แผนการของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเราจะต้องดื่มถ้วยแห่งความทุกข์ทรมานนั้นแต่เพียงลำพังโดยไม่มีผู้ใดที่จะอยู่เคียงข้างพระองค์ได้เลย “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” -…

ทูตสวรรค์

ข่าวทูตสวรรค์สามองค์นั้นเที่ยงแท้

“และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์ที่สามก็ตามไปประกาศด้วยเสียงดังว่า “ถ้าใครบูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และรับเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนนั้นจะต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกริ้วของพระเจ้าที่เทลงในถ้วยแห่งพระพิโรธของพระองค์โดยไม่เจือปนสิ่งใด และเขาจะถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถัน ต่อหน้าบรรดาทูตสวรรค์บริสุทธิ์และเฉพาะพระพักตร์พระเมษโปดก”” – วิวรณ์ 14:9, 10 พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะเห็นงานของข่าวทูตสวรรค์สามองค์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง พระองค์ทรงให้ประกาศกับผู้คนทุกคนให้ได้รับรู้ในเรื่องนี้ และในชั่วอายุนี้พระองค์ประสงค์ที่จะให้การประกาศของพระองค์สำแดงออกในคริสตจักรของพระองค์ พระองค์ทรงร้องขอให้ผู้ชอบธรรมของพระองค์รวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง และนำข่าวสารนี้ออกไปประกาศอย่างมุ่งมั่นด้วยความเชื่อ ความมั่นใจในความจริง และด้วยความชอบธรรมของพระองค์ “พระเนตรของพระยาห์เวห์อยู่ในทุกแห่งหน ทรงเฝ้าดูคนชั่วและคนดี” – สุภาษิต 15:3 ให้เรามุ่งมั่นที่จะทำงานของเราให้ก้าวหน้าโดยดำเนินตามความรู้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าทรงเข้าใจถึงความตั้งใจของทุกๆคน พระองค์ทรงมองเห็นอยู่เสมอรวมถึงการทรยศของบางคนด้วย พระองค์ทรงแนะนำและตักเตือนให้กลับใจ พระองค์ทรงเห็นถึงความเอาแต่ใจตนเองของมนุษย์โดยมนุษย์มักที่จะทำในสิ่งที่ล้ำหน้าพระองค์ซึ่งพวกเขาไม่ได้คิดว่า “พระเนตรของพระยาห์เวห์อยู่ในทุกแห่งหน ทรงเฝ้าดูคนชั่วและคนดี” – สุภาษิต 15:3 พระเจ้าทรงมองเห็นถึงวาระสุดท้ายของแผ่นดินโลก พระองค์ทรงมองเห็นทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงค้นดูในจิตใจของทุกคน เราจะยืนหยัดอย่างมั่นคงเมื่อยึดอยู่บนหลักการของพระคำของพระเจ้า จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงประทานความเข้มแข็งเพื่อให้เราได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆเสมอ ให้เรายังคงรักษาหลักการแห่งความชอบธรรมไว้ในชีวิตของเรา และดำเนินชีวิตไปด้วยความเข็มแข็งในพระนามของพระเจ้า เราจะต้องรักษาความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้อย่างมั่นคงด้วยการเรียนรู้และพิสูจน์โดยพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในประสบการณ์ชีวิตของเราตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน การกระตุ้นให้ประชาชนตื่นขึ้นนั้นคือสิ่งที่สำคัญ ในเวลาที่เราดำรงชีวิตอยู่นี้เป็นเวลาที่เราจะต้องนำพวกเขาให้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้หลักการของพระคริสต์ เมื่อพระเจ้าทรงอยู่ในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทรงเปิดเผยธรรมชาติของพระองค์จากภายใน ไม่มีสิ่งใดที่จะปกปิดการปรากฏชัดนี้ได้ ให้เราพิจารณาดูเถิดว่าการปฏิเสธตนเอง และการเสียสละของพระองค์นั้นเป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในพันธกิจโลกนี้เช่นไร เราจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองและเรียนรู้ที่จะเป็นแสงสะท้อนที่เหมือนกับพระองค์ เราไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับความรับผิดชอบในความชอบธรรมของเรา แต่ให้เราดำเนินชีวิตของเราภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วชีวิตของเราจะกลายเป็นภาพสะท้อนของชีวิตของพระเจ้าอย่างแน่นอน Letter 66, August 28,…

พระคริสต์-ทรงไถ่เรา

พระคริสต์ทรงช่วยเราด้วยเหตุใด?

“เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิด เพื่อให้ออกผลมากขึ้น” – ยอห์น 15:1, 2 เมื่อการทดลองมาสู่เรา อย่าให้เรามองดูความยากลำบากนั้นว่ายิ่งใหญ่จนทำให้เราไม่สามารถจะมีความชื่นชมยินดีในพระเจ้าได้ เป็นความจริงว่าจะต้องมีความรู้สึกที่แตกต่างไป จะมีเวลาที่มีกำลังใจและยามท้อถอย แต่ทว่าเราต้องพิจารณาว่าเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกหรือความเชื่อ เมื่อพี่น้องหรือเพื่อนของเราพูดจาอย่างไม่ระมัดระวัง เป็นเหตุให้เรารู้สึกวิตกกังวล แต่ก็อย่าให้เราต้องล้มลงหรือท้อถอย ขอให้เราจำไว้เสมอว่าเราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการทดลองและความเจ็บปวด ซึ่งมีทั้งความเศร้าโศกและการผิดหวัง และเมื่อประสบการณ์เหล่านั้นมาถึงเราให้สิ่งเหล่านั้นผลักดันให้เรายิ่งเข้าใกล้พระคริสต์ ไม่ใช่ทำให้เราเหินห่างจากพระองค์ “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” – ยอห์น 3:16 เมื่อการทดลองทำให้เราต้องยอมแพ้ในเงื่อนไขที่ท้อใจและยากลำบาก ให้เราเรียนรู้ที่จะศึกษาถึงประสบการณ์ชีวิตของพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ทรงมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จะต่อต้านพลังแห่งความมืดและพระองค์ก็ทรงได้รับชัยชนะ เราก็อยู่ในสงครามเดียวกัน และจะได้รับชัยชนะเหมือนกับพระองค์ “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” – ยอห์น 3:16 เป็นสิทธิพิเศษที่เราสามารถจับมืออันแข็งแกร่งของผู้ซึ่งสามารถช่วยเราให้รอดจากสิ่งต่างๆ และนำมาถึงพระเจ้าได้ พระองค์เรียกร้องให้เรานำเอาภาระปัญหาต่างๆ มาวางไว้ที่หน้าบัลลังก์แห่งพระกรุณา และมอบจิตวิญญาณที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ให้แก่พระองค์ สิ่งเลวร้ายไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่อย่าลืมว่าพระคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกของเราและในสภาพของความเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงแบกรับความทุกข์ทรมานเหมือนดังเช่นเดียวกันกับที่มนุษย์ได้รับ และพระองค์ทรงเป็นตัวอย่างของความสัตย์ซื่อ ความอดทนภายใต้การทดลองทุกอย่าง พระเจ้าต้องการให้เราตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ของมนุษยชาติ และเราต้องรับการทดสอบ “พวกเขาชนะพญามารด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก และด้วยคำพยานของพวกเขาเอง” -…

ร่างกาย-พระวิหาร-พระเจ้า

ร่างกายเป็นพระวิหารของพระเจ้า

“ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า ร่างกายของพวกท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่าน ผู้ซึ่งพวกท่านได้รับจากพระเจ้า และท่านทั้งหลายไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง? เพราะว่าพระเจ้าทรงซื้อท่านไว้แล้วด้วยราคาสูง ฉะนั้น จงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของพวกท่านเถิด” – โครินธ์ 6:19-20 พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ย้ำเตือนเราเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงใหม่จากข้างใน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงจากข้างนอกด้วย ให้เราลองใช้เวลาเพื่อใคร่ครวญ ร่างกายของเราเป็นพระวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์และสิ่งซึ่งควรจะปฏิบัติ ท่านต้องการให้คริสตจักรนั้นดูแย่หรือไม่? ไม่เป็นอย่างนั้นแน่! ถ้าคริสตจักรของท่านต้องการการปรับปรุง ท่านจะเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนในการพัฒนาและปรับปรุงคริสตจักรเพื่อให้สำแดงถึงความรักของพระเยซูในคริสตจักรนั้นหรือไม่?… ดังนั้น เราก็ควรที่จะปฏิบัติกับร่างกายของเราในทางเดียวกันกับการสร้างขึ้นใหม่ที่เราได้รับจากน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตเรา? และหนทางใดบ้างที่ท่านจะสามารถสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่? หรือเปลี่ยนแปลงใหม่ให้ต่างจากคนอื่นๆ ที่เขายังไม่รู้จักพระเจ้า… สำหรับบางคนอาจจะเป็นการออกกำลังกาย การอดอาหารหรือรับประทานอาหารมังสะวิรัต… สิ่งเหล่านี้คือการตอบสนองต่อการเรียกร้องและการทรงนำของพระเจ้าในทางของเขา… แต่สำหรับบางคนเขาอาจจะอนุญาตให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวตนความบาปเก่าๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตดั้งเดิมที่เขามีอยู่ ซึ่งนั่นก็คือหนทางตอบสนองการเรียกร้องของพระเจ้าในแบบของเขาเช่นกัน… สำหรับท่าน จงค้นหาในสิ่งที่ท่านต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายของท่าน และอนุญาตให้พระเจ้าทำงานและเยียวยาชีวิตของท่าน เพื่อตัวท่านจะได้เป็นพรแก่ผู้อื่น มิใช่เป็นคำสาปแช่ง… “จงค้นหาในสิ่งที่ท่านต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายของท่าน และอนุญาตให้พระเจ้าทำงานและเยียวยาชีวิตของท่าน เพื่อตัวท่านจะได้เป็นพรแก่ผู้อื่น”

การบ่น-การทุ่มเถียงกัน

‘อย่าบ่น’ จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่รักทุกท่าน ดิฉันแพทย์หญิงพรวิไล ตันตระรุ่งโรจน์ค่ะ วันนี้มีเคล็ดลับความสุขมาฝาก 1 ข้อ ค่ะ คือ อย่าบ่น ดังในพระคัมภีร์ ฟิลิปปี 2:14 ที่ได้ให้คำแนะนะไว้ว่า “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” – ฟิลิปปี 2:14 คุณคนใดคิดว่า ตนเองเป็นคนช่างบ่นบ้างคะ… รู้สึกจะมีบางท่านยกมือขึ้นนะคะ มีเรื่องรอบตัวมากมายที่เราสามารถบ่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศ การเดินทาง รถติด คู่สมรส ลูกๆ เพื่อน เจ้านาย อาหาร และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ลองมาฟังตัวอย่างกันสักเล็กน้อยนะคะ “โอ๊ย วันนี้งานหนักจริงๆ ไม่รู้หัวหน้าจะให้งานมากไปถึงไหน” “นี่ลูกๆ แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่า ถุงเท้านะให้ใส่ถังซักผ้า ไม่ใช่ทิ้งไว้แบบนี้ แล้วถ้ากินข้าวเสร็จแล้วก็ต้องช่วยกันล้างจานด้วย ส่วนการบ้านน่ะ ทำเสร็จหรือยัง ไม่ไหวเลย แม่เหนื่อยนะ รู้ไหม” “คุณคะๆ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ซ่อมก๊อกน้ำด้วย ดูสิน้ำนองเต็มบ้านหมดแล้ว นี่ต้องมาเช็ดน้ำอีกแล้ว เสียเวลาจริงๆ” เป็นอย่างไรคะ คุณทราบไหมคะว่า ถ้าเราชอบบ่นแล้ว ก็จะมีเรื่องให้บ่นอยู่เรื่อยๆค่ะ ถ้าท่านใดอยากสำรวจตนเองว่า…