ชีวิตมนุษย์ที่เป็นมลทินจากความบาป

มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย……   สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” อพยพ 20 : 15 อย่าลักทรัพย์ อพยพ 20 : 17 อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา  หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน มาลาคี 3 : 8  จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา แต่เจ้ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร’ ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์และเครื่องบูชานั่นซี ความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อพระเจ้านั้นเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของการดำรงอยู่เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้    โดยพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์และมีชีวิตอยู่ในโลก   และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ตั้่งแต่แรกเริ่มนั้นก็เพื่อประโยชน์ของการดำรงอยู่ของมนุษย์เองทั้งสิ้น  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสรรพสิ่งทุกอย่างนั้นพระเจ้าตระเตรียมเอาไว้เพื่อมนุษย์หรือเป็นของมนุษย์นั่นเอง….องค์พระเจ้านั้นทรงเป็นพระวิญญาณ  พระองค์ไม่มีรูปกายที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกนี้….  แต่เมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์นั้น  มนุษย์เป็นเพียง  “ดิน”  ที่ผสมกับ  “ลมปราณ (พระวิญญาณ)” ปฐก. 2 : 7,…

ระบบทางเดินหายใจ

เราทุกคนทราบดีว่า เราต้องการอากาศหายใจและร่างกายก็มีการหายใจอยู่ตลอดเวลา การหายใจนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของจิตใจนะคะ ถ้าเราขาดอากาศหรือไม่หายใจ อย่างน้อย 3 นาที เซลล์ก็จะเริ่มตายค่ะ  พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกใบนี้ภายใน 6 วัน และในวันที่ 2 พระเจ้าได้ทรงสร้างท้องฟ้า อากาศ ดังในพระคำปฐมกาล 1:6 และข้อ 8 ซึ่งกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสว่า จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สอง” พระเจ้าทรงรักมนุษย์นะคะ จึงได้ทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้แก่มนุษย์ไว้พร้อมก่อนที่จะทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในวันที่ 6 ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับคุณพ่อคุณแม่ที่จัดเตรียมห้องพักและของใช้ต่างๆไว้พร้อมสำหรับลูกน้อยคนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นมา และอากาศก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและขาดไม่ได้ค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันเล็กน้อยถึงระบบทางเดินหายใจของเราซึ่งทำหน้าที่ในการนำอากาศเข้าสู่ร่างกายค่ะ พระเจ้าทรงสร้างร่างกายของเราให้ทำงานอย่างมีระบบ ระเบียบเรียบร้อย ระบบทางเดินหายใจเริ่มตั้งแต่จมูกค่ะ จมูกเป็นอวัยวะรับกลิ่น สร้างจากกระดูกอ่อนและถูกปกคลุมด้วยผิวหนัง จมูกถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่อุ่นอากาศที่ผ่านเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อากาศชุ่มชื้นและยังช่วยกรองอากาศให้สะอาดขึ้นด้วยขนเล็กๆที่อยู่ภายในจมูกที่เรียกว่า ซีเลีย ถัดจากจมูกก็เป็นคอหอยค่ะ ในส่วนนี้จะมีทั้งอาหารและอากาศผ่าน  ท่านผู้ฟังอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ถ้ามีทั้งอาหารและอากาศแล้วเราจะหายใจอย่างไร อาหารที่เรากลืนผ่านคอหอยจะผ่านลงไปยังหลอดอาหาร ส่วนอากาศที่เราหายใจจะผ่านไปยังกล่องเสียงและหลอดลมคอค่ะ โดยมีฝาปิดกล่องเสียงเป็นตัวปิดเปิดเส้นทาง ทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจจราจรทำให้รถไม่ชนกันค่ะ โดยขณะที่เรากลืนอาหาร ฝาปิดกล่องเสียงจะปิดกล่องเสียงทำให้อาหารเดินลงไปยังหลอดอาหาร โดยไม่ลงไปในหลอดลม แต่ในขณะที่เราหายใจ ฝาปิดกล่องเสียงจะเปิดขึ้นทำให้อากาศผ่านลงไปยังกล่องเสียงและลงไปยังหลอดลมค่ะ …

พระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา

เอเสเคียล 34:26 เรา​จะ​ทำ​ให้​พวก‍เขา​กับ​สถาน‍ที่​รอบๆ เนิน‍เขา​ของ​เรา​เป็น​แหล่ง​พร เรา​จะ​ส่ง​ฝน​ลง‍มา​ตาม​ฤดู‍กาล เป็น​ห่า‍ฝน​แห่ง​พร เศคาริยาห์ 10:1 จง​ขอ​ฝน​จาก​พระ‍ยาห์‌เวห์ ใน​ช่วง‍เวลา​ฝน‍ชุก​ปลาย‍ฤดู ขอ​จาก​พระ‍ยาห์‌เวห์​ผู้​ทรง​ปั้น​เมฆ​พายุ  ผู้​ประ‌ทาน​สาย‍ฝน​แก่​มนุษย์และ​ผัก‍หญ้า​ใน​ทุ่ง‍นา​แก่​ทุก​คน เอเฟซัส 1:3 สาธุการ​แด่​พระ‍เจ้า​พระ‍บิดา​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​เรา ผู้​ประ‌ทาน​พร​ฝ่าย​จิต‍วิญ‌ญาณ​ทุก‍อย่าง​แก่​เรา​ใน​สวรรค์‌สถาน​โดย​พระ‍คริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาในเอเสเคียล  34:26 ว่าพลไพร่ของพระองค์ไม่เพียงจะได้พระพรของพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทำให้พวกเขากลายเป็นแหล่งแห่งพระพรอีกด้วย  ถ้าเรามีสันติสุขจากพันธสัญญาของพระองค์  เราก็จะมีพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามมาด้วยทันที ก่อนอื่นใดตัวเราเองจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับสันติสุขจากพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้น พระองค์จะทำให้เรากลายเป็นแหล่งกำเนิดแห่งพระพรให้กับผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นได้รับพระคุณของพระองค์ผ่านทางเราด้วย. ท่านจะไม่ขาดน้ำธำรงชีวิตเลยเพราะว่าไม่เพียงมีแม่น้ำแห่งชีวิต  แต่ยังมีน้ำพุแห่งชีวิตอีกด้วย ท่ามกลางการนมัสการในคริสตจักรของพระเจ้านั้น  หลายครั้งที่เราสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางการนมัสการนั้น  บางครั้งแม้จะเลิกประชุมกลับไปถึงบ้านแล้วเราก็อาจจะยังรู้สึกว่าสายฝนแห่งพระพรของพระเจ้ายังคงมาถึงเราอยู่   และนี่ก็คือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นได้อยู่กับทุกคริสตจักรเสมอ  พระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งพระพรได้ทรงประทานพระพรตามเวลาและฤดูกาลอยู่เสมอ เอเสเคียล 34:27 ได้บอกกับเราว่า “ต้น‍ไม้​ใน​ทุ่ง​จะ​เกิด‍ผล และ​พื้น‍ดิน​จะ​เกิด‍ผล‍ผลิต พวก‍เขา​จะ​อยู่​อย่าง​ปลอด‍ภัย​ใน​แผ่น‍ดิน​ของ​เขา” สายฝนทำให้ต้นไม้เกิดผล และทำให้ดินมีผลิตผลที่อุดมสมบูรณ์   กรณีนี้ก็บ่งบอกว่าเรามีอาหารฝ่ายวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์ด้วย  ซึ่งทำให้ไม่เพียงตัวเราที่ได้รับพร   แต่ยังสามารถแบ่งปันพระพรนั้นไปยังผู้อื่นได้ด้วย  เนื่องจากคริสตจักรของพระเจ้านั้นจะต้องเป็นแหล่งแห่งพระพรฝ่ายจิตวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์  ดังนั้นในท่ามกลางคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะต้องไม่กันดารอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ เอเฟซัส 1:3 กล่าวว่า “สาธุการ​แด่​พระ‍เจ้า​พระ‍บิดา​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​เรา ผู้​ประ‌ทาน​พร​ฝ่าย​จิต‍วิญ‌ญาณ​ทุก‍อย่าง​แก่​เรา​ใน​สวรรค์สถาน​โดย​พระ‍คริสต์” พระเจ้าทรงอวยพรเราด้วยถ้อยคำที่งดงามของพระองค์ ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้ล้วนเป็นพระพรของเราในทุกประโยค และข้อ…

การล่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณ

มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี (…..)  สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” มัทธิว 5 : 28  ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น        ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว วิวรณ์ 14 : 8 ทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเป็นองค์ที่สองตามไปประกาศว่า “บาบิโลนมหานครนั้นล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว   นครนั้นที่ทำให้ประชาชาติทั้งปวง ดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกำหนัดของเธอ ในการล่วงประเวณี” เมื่อมนุษย์คู่แรกได้หลงกระทำความบาป  ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความเป็นมลทินในชีวิตที่บริสุทธิ์ที่พระเจ้าได้ทรงประทานเอาไว้  ความบาปนั้นได้ทำลายความดีงามให้เสียไป  และได้เปลี่ยนความดีงามให้กลายเป็นสิ่งเลวร้าย  เค้าความคิดของมนุษย์ที่เคยมีความบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม   ความรักในพระเจ้ากลายเป็นความหวาดกลัวและความเกลียดชัง  สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและพัฒนาอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์เรานี่เองจากจิตใจที่ดีงามและงดงามจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นมลทินและเต็มไปด้วยความบาปในที่สุด การล่วงประเวณีนั้นก็คือการยอมตัวไปมีความสัมพันธ์อันไม่ถูกต้องกับสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างถูกต้อง  สามีและภรรยาที่แต่งงานกันย่อมได้รับความผูกพันอย่างถูกต้องเขาทั้งสองได้กลายเป็นเนื้ออันเดียวกันและมีความผูกพันกัน (ปฐก. 2 : 24)   พระเจ้าได้ทรงใช้ครอบครัวเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบของความผูกพันกัน ระหว่างพระคริสต์กับ กับคริสตจักร (พลไพร่ของพระองค์)  อฟ. 5 : 31 – 32…

การทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อท่าน

กิจการ 1 : 4 – 8  “เมื่อพระองค์ได้ทรงพำนักอยู่กับอัครทูต จึงกำชับเขามิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม        แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา คือพระองค์ตรัสว่า “ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่น แหละ   5  เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”  6 เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ”  7 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ไม่ใช่ธุระของท่าน ที่จะรู้เวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์  8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก การปลดเปลื้องความบาป   การปลดปล่อยชีวิตจากความมลทิน   การแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสกว่า  ฯลฯ เหล่านี้เป็นพันธกิจฝ่ายวิญญาณ   แม้ว่าการแจกทานที่ปรากฏในพระธรรมกิจการบทที่ 6  “ฝ่ายอัครทูตทั้งสิบสองคนจึงเรียกบรรดาศิษย์ให้ประชุมกัน แล้วกล่าวว่า “ซึ่งเราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า มัวไปแจกอาหารก็หาควรไม่  3 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้”   กิจการ  6 : 3 – 4  ก็ยังจำเป็นต้องเลือกสรรผู้ที่ทำการที่ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์…

สิ่งแปลกปลอมในช่องปากและลำคอ

วันนั้นขณะที่ดิฉันกำลังตรวจผู้ป่วยอยู่ พยาบาลก็เข้ามารายงานว่า มีคุณพ่อพาลูกชายมาตรวจเพราะก้างติดคอ ดิฉันก็เดินตามพยาบาลไปที่ห้องฉุกเฉิน พบเด็กชาย ถ้าจำไม่ผิด อายุน่าจะประมาณ 1+ -2+ ปี นั่งอยู่บนตักคุณพ่อ ร้องไห้สลับกับไอ และทำท่าจะอาเจียนเป็นช่วงๆ หน้าแดงเชียวค่ะ คุยกับคุณพ่อเพิ่มเติมก็พบว่า คุณพ่อกำลังนั่งแกะปลาเพื่อเป็นกับข้าวให้ลูกที่กำลังกินข้าวอยู่และเล่นไปด้วย หันมาอีกทีก็พบว่าลูกกำลังไอและทำท่าอาเจียน มีน้ำลายออกมานิดหน่อยและร้องไห้ ก็คิดว่าก้างต้องติดคอลูกแน่ๆ ก็เลยพามา ดิฉันใช้ไฟฉายส่องดูก็พบก้างปลาจริงๆ ค่ะ ชิ้นใหญ่มาก น่าจะยาวประมาณ 2-3 ซม. ปักอยู่ที่ต่อมทอนซิลด้านซ้ายของเด็กน้อย ปัญหาสิ่งแปลกปลอมในลำคอเป็นเรื่องที่พบอยู่เรื่อยๆ นะคะ ส่วนใหญ่มักเป็นของแหลมคม เช่น กระดูกเป็ดหรือไก่ ก้างปลา เศษไม้ เศษลวดเล็กๆ หรือไม้กลัดห่อขนม เป็นต้นค่ะ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบเวลากลืน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะชี้บอกตำแหน่งได้ ว่าเจ็บตรงนี้ ตรงนี้ ส่วนอาการในเด็กก็จะมีอาการกลืนแล้วเจ็บ เด็กจะไม่ยอมกลืนอาหารหรือน้ำ ถ้าเป็นเด็กเล็กก็จะร้องงอแงและทำท่าขย้อน สิ่งแปลกปลอมที่พบส่วนใหญ่จะตำอยู่ที่ต่อมทอนซิลค่ะ เช่นเดียวกับเด็กน้อยที่น่าสงสารของเรา ส่วนตำแหน่งอื่นๆที่พบได้อีก ก็คือ ที่โคนลิ้น  (pyriform sinus) แอ่งด้านข้างกล่องเสียง หรืออาจจะเป็นที่ผนังด้านข้างของลำคอก็ได้ ถ้าให้ผู้ป่วยอ้าปากแล้ว แพทย์ตรวจมองเห็นสิ่งแปลกปลอมได้ชัดเจน…

จงยำเกรงและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

วิวรณ์  14 : 7 “ท่านประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์…..       …..และจงนมัสการพระองค์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก ทะเล  และบ่อน้ำพุทั้งหลาย” เยเรมีย์  10 : 12 – 13  “ผู้ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์  ผู้ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วย สติปัญญาของพระองค์  และทรงคลี่ท้องฟ้าออกด้วย ความเข้าใจของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงก็มีเสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า และทรงกระทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิภพ ทรงกระทำฟ้าแลบเพื่อฝน  และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์” ปฐก. 1 : 31,  2 : 1 “พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้น ที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ” ทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งได้บินไปบนท้องฟ้าและประกาศด้วยเสียงอันดังนั้นหมายถึงข่าวสารของพระเจ้าที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้แก่โลกนี้นั้นจะเป็นข่าวสารที่ทุก ๆ คนจะต้องได้ยินและได้รับรู้ เพราะเป็นข่าวสารที่สำคัญมาก  การประกาศด้วยเสียงอันดังหมายถึงการที่ทำให้ทุก ๆ คนในโลกนี้ให้ความสนใจแก่ข่าวสารนี้ “จงร้องดังๆ อย่าออมไว้  จงเปล่งเสียงของเจ้าเหมือนเป่าเขาสัตว์  จงแจ้งแก่ชนชาติของเราให้ทราบถึงเรื่องการทรยศของเขา  แก่เชื้อสายของยาโคบเรื่องบาปของเขา”  อิสยาห์ …

มารับประทานอาหารเช้ากันเถอะ

ประโยคที่กล่าวว่า ให้รับประทานอาหารเช้าเหมือนพระราชา มื้อกลางวันเหมือนเศรษฐี และมื้อเย็นเหมือนยาจก  ข้อความนี้ได้บอกให้เราทราบว่า ในอาหาร 3 มื้อนั้น ให้รับประทานมื้อเช้าในปริมาณที่มากที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และปัจจุบันก็มีงานวิจัยสนับสนุนด้วย . นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบของการรับประทานอาหารเช้าที่มีต่อผู้ใหญ่และเด็ก ผลเป็นดังนี้ค่ะ ผู้ที่รับประทานอาหารเช้า จะมีอารมณ์หงุดหงิดน้อยกว่า ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า และมีพลังงานมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ทานอาหารเช้าค่ะ ส่วนเด็กที่รับประทานอาหารเช้า มีผลคะแนนสอบสูงกว่าค่ะ ถ้าท่านผู้ปกครองอยากให้บุตรหลานของท่านมีคะแนนสอบดี ก็ต้องให้พวกเขารับประทานอาหารเช้านะคะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ภายหลังจากนอนหลับทั้งคืน อาหารถูกย่อยและดูดซึมหมดแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดก็ไม่สูง เมื่อตื่นขึ้นมารับประทานอาหารเช้า อาหารมื้อนี้จะเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานแก่สมอง ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองโดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ สติปัญญา และการให้เหตุผล ดังนั้นการเรียนรู้และการตัดสินใจเมื่อสมองได้รับอาหารเต็มที่จึงเกิดขึ้นได้ดีกว่า นอกจากนี้ การรับประทานอาหารเช้ายังช่วยให้ช่วงระยะเวลาการสนใจหรือสมาธิของเด็ก ดีขึ้นอีกด้วย จึงทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดีกว่า และมีคะแนนสอบสูงกว่า นอกจากอาหารเช้าจะมีผลต่อสมอง การเรียนรู้ การทำงาน และอารมณ์แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังได้พบอีกว่า ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีโรคเรื้อรังน้อยกว่า อายุยืนกว่า และมีสุขภาพดีกว่าอีกด้วยค่ะ ฟังข้อดีของอาหารเช้ากันแล้ว คงทำให้ท่านผู้ฟังตัดสินใจที่จะรับประทานอาหารเช้ากันเพิ่มขึ้นนะคะ ถ้าเช่นนั้นเราควรจะรับประทานอะไรเป็นอาหารเช้าดีคะ ขนมปังทาเนย…

ชีวิตที่ดำเนินตามพระคริสต์

ลูกา  14 : 25 – 26 คนเป็นอันมากได้ไปกับพระองค์ พระองค์จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับเขาว่า ”ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ลูกา  14 : 33 – 35 ก็เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ”เกลือเป็นสิ่งดี แต่ถ้าแม้เกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้จะใช้เป็นปุ๋ยใส่ดินก็ไม่ได้ จะหมักไว้กับกองมูลสัตว์ทำปุ๋ยก็ไม่ได้ แต่เขาก็ทิ้งเสียเท่านั้น ใครมีหู จงฟังเถิด” พระธรรมลูกาบทที่ 14 : 25 – 35 เป็นสิ่งบอกเหตุที่พระเจ้าทรงสอนว่าเราจะติดตามพระองค์ได้อย่างไร  จากพระคำของพระองค์ในข้อที่ 26  เราจำเป็นที่จะต้องชังทุกสิ่งหรือทุกคนที่ขัดขวางหรือเบี่ยงเบนไปจากชีวิตที่จะติดตามไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  พระประสงค์ของพระคริสต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ที่ติดตามพระองค์เกลียดชังผู้ใด  แต่พระองค์ทรงบอกให้เราเลือกที่จะติดตามพระองค์โดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ในพระธรรมลูกา 14 : 26 ดูเหมือนจะสอนให้เราชัง บิดา, มารดา,  ญาติพี่น้อง แม้กระทั่งตัวเราเอง  ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะว่า  “ความรัก”  ในลักษณะนี้จะส่งผลอย่างมากในการเลือกที่จะติดตามพระคริสต์อย่างซื่อสัตย์   สิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกก็คือเหตุการณ์หรือสิ่งที่มาขัดขวาง  มิใช่ตัวบุคคล …

ชีวิตแห่งการทรงสถิตของพระเจ้า

โรม  7 : 18 ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ  แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ ฟิลิปปี 2 : 13 เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์  กระบวนการทางความคิดของมนุษย์ได้ถูกปลูกฝังให้มีความเชื่อว่า  มนุษย์สามารถกระทำในสิ่งต่างๆ ได้ ถ้าใช้ความพยายามมากเพียงพอ ด้วยความคิดลักษณะนี้จึงทำให้จิตใจของมนุษย์เองเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง  ความเห็นแก่ตัว และการล่วงละเมิด  แม้ว่าบ่อยครั้งที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานแต่ด้วยความไม่ยอมรับความจริงของชีวิต   ทำให้มนุษย์พยายามค้นหาหนทางในการต่อสู้เพื่อให้พ้นจากสิ่งที่กดดันและบีบรัดด้วยตัวเองตลอดมา  เหมือนดังคนที่ตกลงไปในบ่อทรายดูดยิ่งด้นรนเพื่อที่จะให้พ้นจากหล่มทราย  แต่ก็กลับยิ่งทำให้ตนเองจมลึกลงไปทุกที  แม้จะไม่ดิ้นรนหรืออยู่เฉย ๆ ก็ต้องจมลงไปในบ่อทรายลงไปเรื่อยๆ  ความบาปทำให้เกิดผลในทางเลวร้ายต่อตัวของมนุษย์เองอย่างหาที่สุดมิได้  ชีวิตของเราตกต่ำลงไปโดยไม่มีหนทางที่จะก้าวพ้นจากทางแห่งความเลวร้ายนี้ได้ พระเยซูทรงตรัสเป็นครั้งแรกในการประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ต่อชาวโลกว่า  “จงกลับใจเสียใหม่”  การกลับใจนี้มิได้หมายเพียงแค่การละเลิกจากการกระทำอันเป็นความผิดความบาป  แต่การกลับใจนั้นยังหมายรวมถึง  การยอมรับว่าตัวเองไม่มีความสามารถและพลังเพียงพอที่จะต่อสู้กับความบาปที่ทำให้ชีวิตของตนเองตกต่ำลงไปได้  “คนเอธิโอเปียเปลี่ยนวรรณะของตนเองได้หรือ หรือเสือดาวเปลี่ยนลายของมัน    ถ้าได้แล้วเจ้าทั้งหลายผู้ที่เคยต่อการกระทำความชั่ว จะมากระทำความดีก็ได้”   เยเรมีย์ บทที่ 13 : 23   มนุษย์นั้นพยายามจะจัดการชีวิตของตนเองและของผู้อื่นอยู่เสมอ  อย่างไรก็ดีการจัดการเหล่านั้นกลับมักจะพบกับการล้มเหลวเสมอ   ดังนั้นในขั้นตอนแรกที่จะทำให้เราสามารถกลับใจใหม่ได้ก็คือ  “ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมและจัดการกับชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง”…