เรื่องชีวิตและจิตวิญญาณ

พระคริสต์เป็นศีรษะและมีเป็นชีวิต

มธ.28:18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว. อฟ.4:15 แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์. คส.1:18 พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย  เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง. พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร และคริสตจักรก็เป็นพระกายของพระคริสต์นั้น หมายความว่าอะไร? ก็หมายความว่าสิทธิอำนาจทุกอย่าง ล้วนอยู่ในพระองค์. การที่อำนาจทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์ ก็เนื่องจากชีวิตทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์. คริสตจักรทั้งหมดได้สมบูรณ์อยู่ในพระองค์  และพระองค์เองคือ แหล่งแห่งชีวิตในร่างกาย  เพราะว่าตัวของร่างกายเองนั้น ไม่มีชีวิต. 1 ยอห์น 5:11 กล่าวว่า “พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์”. แม้ว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตนิรันดร์นี้ให้แก่เราแล้ว แต่ชีวิตนี้ก็ยังคงอยู่ในพระบุตรของพระองค์  พระเยซูคริสต์ไม่เคยแยกออกจากชีวิตนี้เลย พระเจ้าประทานชีวิตไว้ในของพระองค์  ข้อ 12 กล่าวว่า “ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต”  โดยการได้รับชีวิตของพระบุตรมาเป็นชีวิตของเรา  ทำให้เราได้มีชีวิตใหม่ โดยการได้รับพระบุตรของพระเจ้า  คริสเตียนได้ต้อนรับชีวิตใหม่จากองค์พระผู้เป็นเจ้า  แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ได้แยกออกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า  ผู้เชื่อไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้แต่เพียงประการอย่างเดียว แต่การที่ผู้เชื่อมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้  ก็เท่ากับมีความอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบุตรของพระเจ้า การบังเกิดใหม่นี้ทำให้เรากลายเป็นอวัยวะ ที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชีวิตใหม่นี้ ก็ทำให้เราไม่อาจแยกออกจากศีรษะ เพราะว่าชีวิตของเราได้รับมาจากศีรษะคือองค์พระเยซูคริสต์นั่นเอง การที่จะมีชีวิตของพระคริสต์อยู่ภายในเราได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระบุตรของพระเจ้า …

พระเยซูทรงได้ยินผู้ที่สำนึกผิด

“จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ดู​หมิ่น​ผู้​เล็ก​น้อย​เหล่า​นี้​สัก​คน​หนึ่ง เพราะ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ทูต​สวรรค์​ของ​พวก​เขา​คอย​เฝ้า​อยู่​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​เสมอ” . Matthew 18:10. เมื่อม่านที่ปิดบังพระรัศมีภาพแห่งพระสิริของพระคริสต์ได้ถูกเปิดออก  พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้ทรงสำแดงพระองค์ในฐานะองค์ผู้สูงสุดและองค์บริสุทธิ์ พระองค์ไม่ได้แยกพระองค์อยู่อย่างโดดเดี่ยว  หรือไม่สนใจผู้ซึ่งปรารถนาความช่วยเหลือแต่อย่างใด  แต่ทว่ามีทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ล้อมรอบพระองค์อยู่นับล้าน และทูตสวรรค์ทุกองค์เหล่านั้นก็พร้อมที่จะกระทำให้พันธกิจของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์นั้นสำเร็จลงให้จงได้ องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงอยู่ในท่ามกลางคำร้องทูลของมนุษย์ทุกๆ คน  พระองค์ทรงออกมาจากบัลลังก์ที่ประทับของพระองค์เพื่อมาฟังคำร้องทูลของบรรดาประชากรของพระองค์  จิตใจของพระองค์เต็มล้นไปด้วยความรักและความเมตตาต่อพวกเขา  แต่ทว่าสิ่งที่นำความโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่มาสู่พระองค์ก็คือ  เหล่าผู้ซึ่งไม่เข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระองค์ที่เรียกร้องให้พวกเขาหันคืนกลับมาจากการที่ไม่ต้องถูกพิพากษาด้วยพระคำของพระองค์  นับเดือนนับปีที่ผู้คนปรารถนากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ยอมรับคำแนะนำของพระองค์ เราจะต้องไม่เศร้าเสียใจที่พระผู้ช่วยให้รอดของเราดูเหมือนจะรักใครบางคนมากกว่าอีกคนหนึ่ง  ในครั้งหนึ่งเหล่าสาวกของพระองค์ได้มาพบกับพระเยซูคริสต์และได้ตั้งคำถามว่า  “ผู้ใดจะเป็นใหญ่ในสวรรค์?”  แล้วพระเยซูคริสต์ได้เรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมาพาพระองค์แล้วให้เด็กคนนั้นนั่งลงท่ามกลางเหล่าสาวกนั้นแล้วบอกว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​กลับใจ​และ​เป็น​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ก็จะ​เข้า​ใน​แผ่น​ดิน​สวรรค์​ไม่​ได้​เลย”  (มัทธิว 18:1-3)…. เราทั้งหลายได้มีส่วนร่วมในพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ เราได้ติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเราอย่างใกล้ชิด  พระองค์จะทรงนำพาเราไปยังที่สูง  และสูงขึ้นไปในความจริง  “ท่านทั้งหลายจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้”   พระองค์ได้ทรงตรัส  “จะมีเพียงแต่ผู้ที่ตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น” พระองค์ทรงเปิดหนังสือที่บันทึกนามของผู้ที่ติดตามพระองค์อยู่ในนั้น  และรายชื่อของพวกเขาได้ถูกบันทึกอยู่โดยที่เป็นรายชื่อของผู้ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และผู้ที่กระทำตามพระบัญญัติของพระองค์อยู่ในนั้น  ในทุกๆ วันบันทึกเหล่านี้ได้ถูกสำแดงให้เห็นถึงการกระทำของบุคคลเหล่านั้นอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยเหลือคนเหล่านี้ด้วยความรัก  ความเมตตา  ความอ่อนโยน  ความสุภาพ และความทะนุถนอมตลอดมา พระคริสต์ทรงได้ยินทุกๆ คำของบุตรของพระองค์ที่ทูลต่อพระองค์  พระองค์ทรงรู้เมื่อเขาเหล่านั้นกำลังมีจิตใจที่ว้าวุ่นกับการงานของเขาเพราะผู้คนที่อยู่รอบข้าง,  เพราะการงานอันยากลำบากของเขา  หรือแม้กระทั่งภาระงานอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาจะต้องแบกรับภาระไป  ให้เราช่วยให้ผู้เขายังอยู่ในความบาปนั้นได้เปิดดวงตาของตนขึ้นเขาจะได้เห็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดกำลังเข้ามาใกล้เขา  แม้ว่าเขาจะถูกกล่าวร้ายจะถูกตำหนิต่อหน้าพระองค์  และแม้แต่เขาจะมีความสงสัยมากเพียงใด …

ความช่วยเหลือตามพระสัญญา

แต่​บัด​นี้ ยา​โคบ​เอ๋ย พระ​ยาห์​เวห์​ผู้​ทรง​สร้าง​ท่าน  อิส​รา​เอล​เอ๋ย พระ​องค์​ผู้​ทรง​ปั้น​ท่าน​ตรัส​ดัง​นี้​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​ได้​ไถ่​เจ้า​แล้ว”  อิสยาห์ 43:1. ทุกๆ อุปสรรคของประชากรของพระเจ้าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยการเปิดเผยโดยพระวจนะของพระองค์  และการดำเนินไปอย่างเรียบง่าย  “พระเจ้าตรัสว่า”  นี่คือแสงสว่างแห่งความจริงที่ฉายส่องเข้ามาในโลกแห่งความมืดมิดและผู้คนที่ยังหลงอยู่ในทางแห่งความมืดนั้น  ชีวิตแห่งความจริงของพระเจ้านั้นจะเป็นชีวิตที่ตรงกันข้ามกับความผิดบาปทั้งปวง  เราประกาศข่าวประเสริฐว่าเรามีพระผู้ช่วยให้รอดผู้ซึ่งได้ประทานชีวิตของพระองค์เองให้แก่ผู้เชื่อทุกคน  และในพระองค์นั้นจะไม่มีการปรับโทษจะมีแต่ชีวิตนิรันดร์ อย่างไรก็ดีอุปสรรที่ขัดขวางงานของพระเจ้ามิให้ก้าวหน้าไปนั้นก็ยังคงปรากฏอยู่  แต่เราไม่ต้องหวาดกลัวเพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ  และทรงเป็นพระเจ้าผู้ที่สุภาพทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่อ่อนโยนที่สุด  ไม่มีสิ่งใดที่จะมาขัดขวางงานของพระองค์ได้  ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นแน่นอนและพระสัญญาของพระองค์ก็จะไม่หายไปจากประชากรของพระองค์  พระองค์จะทรงทำให้สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่องานของพระองค์ทุกสิ่งให้หายไป…. คริสตจักรของพระคริสต์เป็นตัวแทนของพระองค์ในการประกาศความจริงแก่โลกนี้  และทรงฤทธานุภาพโดยพระองค์เองที่จะกระทำพันธกิจพิเศษแก่โลก  และถ้าคริสตจักรนั้นจงรักภักดีต่อพระองค์  เชื่อฟังพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์  คริสตจักรนั้นก็จะได้รับฤทธานุภาพอย่างน่าอัศจรรย์จากพระองค์  ถ้าคริสตจักรสัตย์นั้นซื่อต่อพระเจ้าแห่งอิสราเอลจะไม่มีอำนาจใดที่จะมาต่อต้านหรือทำลายคริสตจักรของพระองค์ได้  ถ้าคริสตจักรนั้นจะอยู่ในความจริงและจงรักภักดีต่อพระเจ้า  อำนาจแห่งศัตรูร้ายก็จะไม่สามารถกระทำอันตรายใดๆ แก่คริสตจักรได้เหมือนแกลบที่ไม่สามารถต้านทานลมพายุได้เช่นนั้น มีสิ่งหนึ่งก่อนที่คริสตจักรจะขึ้นสู่ความสุกสดใส และวันแห่งสง่าราศีคือ  ถ้าคริสตจักรนั้นจะสวมใส่เสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมของพระคริสต์  และดำเนินชีวิตออกจากการเป็นพันธมิตรต่อสิ่งที่เป็นอันตรายแห่งโลกนี้   มวลหมู่สมาชิกในคริสตจักรจะต้องกลับใจสารภาพความบาปที่ตนได้กระทำและกลับใจหันมาสู่ทางของพระองค์โดยทันที  และต้องกระทำร่วมกันทุกคน   พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลายไม่มีสิ่งใดที่จะมาพรากพวกท่านคนหนึ่งคนใดออกไปจากพระเจ้าได้  แม้จะมีความคิดที่แตกต่างกันแต่ทว่าเราทั้งหลายล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักและความจริงแท้ในพระคริสต์  ขอให้เรามาอยู่รวมกันที่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าและยอมรับการไถ่ให้รอดด้วยพระโลหิตของพระผู้ช่วยให้รอด  ซึ่งสิ่งนี้คือหนทางเดียวที่จะทำให้เราได้รับการช่วยเหลือในสงครามแห่งการต่อสู้กับความบาปอันยิ่งใหญ่นี้  ข้าพเจ้าขอรับรองต่อท่านว่าท่านจะหลุดพ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ เมื่อท่านเข้ามาใกล้พระเจ้าด้วยจิตใจที่สำนึกในพระคุณความรักของพระองค์และด้วยความเชื่ออันเต็มเปี่ยม  ศัตรูที่พยายามจะทำลายท่านจะพ่ายแพ้ไป ขอให้หันกลับมาหาพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นแหล่งแห่งความหวังของเรา  แสวงหาความเข้มแข็งในพระองค์และมีชีวิตในพระองค์ แสดงออกถึงความมั่นคง  ความสุภาพอ่อนโยนในพระองค์และยอมรับการช่วยเหลือจากพระองค์  โดยพระคริสต์ผู้เป็นแหล่งน้ำพุแห่งชีวิตที่จะทรงประทานพลังอำนาจทุกอย่างให้แก่เรา —Letter 199, September 8, 1903,…

จงซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย

ท่าน​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า ‘ดี​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี เพราะ​เจ้า​ซื่อ​สัตย์​ใน​ของ​เล็ก​น้อย เจ้า​จง​มี​อำ​นาจ​ครอบ​ครอง​สิบ​เมือง​เถิด ลูกา 19:17. ถ้าอารมณ์และอุปนิสัยของเรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะดูแลการงานที่ยิ่งใหญ่ได้  พระคุณของพระคริสต์จะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องให้แก่เรา    ทุกๆ สิ่งที่เราสำแดงออกมาแม้จะไม่สมบูรณ์แบบหรือเกิดความเสียหาย หรือบางครั้งพระเจ้าอาจจะไม่ได้รับการถวายพระเกียรติ   แต่อย่างไรก็ดีการตั้งใจทำงานรับใช้พระองค์ก็เป็นการเสริมกำลังใจอย่างดียิ่งสำหรับประชากรของพระองค์ พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะให้เราเอาใจใส่ในพระคำของพระองค์  ให้เราระมัดระวังในการรับใช้พระองค์   ในสายพระเนตรของพระองค์ทุกๆ การรับใช้ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าแม้ว่าในสายตาของมนุษย์การรับใช้เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเสียเหลือเกิน  ถึงกระนั้นการรับใช้พระองค์อย่างเต็มกำลังก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา  พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นผู้ฉลาดรอบคอบ  ทำงานของพวกเขาอย่างมีความสุข ก็ต้องเป็นผู้รอบคอบถี่ถ้วน และเป็นผู้สามารถสำแดงพระคริสต์ออกมาจากชีวิตของเขาได้ตลอดเวลา บรรดาผู้ที่มีความเอาใจใส่และมีความเพียรพยายามจะได้รับมอบหมายให้กระทำพันธกิจการงานในหน้าที่ ที่สูงขึ้น โดยเริ่มต้นจากการกระทำหน้าที่อันเล็กน้อยแต่เขาได้สำแดงให้เห็นถึงความรอบคอบและฉลาดหลักแหลมในการทำหน้าที่นั้นออกมา น่าเศร้าที่มีการงานมากมายที่ถูกละเลยไม่ได้กระทำ  มีสิ่งต่างๆ มากมายที่จะต้องสูญเสียไปเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เพราะว่าผู้รับใช้มีความปรารถนาที่จะทำแต่การงานที่ยิ่งใหญ่  ทำให้การรับใช้พระเจ้าในด้านอื่นถูกละเลยไป ด้วยเพราะว่าเขาเหล่านั้นมีภาระงานที่ต้องทำมากมายแต่ไม่มีงานใดที่สำเร็จสมบูรณ์สักชิ้นเดียว  แต่อย่างไรก็ดีการงานทุกอย่างต้องนำไปสู่เป้าหมายแห่งการพิพากษาโลกนี้  การงายอันเล็กน้อยนั้นจะต้องมีสายสัมพันธ์ไปถึงการรับใช้เจ้านายผู้ยิ่งใหญ่คือพันธกิจแห่งการรับใช้ของพระเยซูคริสต์  ความเห็นแก่ตัวและความคิดที่เอาตนเองเป็นที่ตั้งจะต้องถูกกันออกไปในฐานะศัตรูผู้ต่อต้านงานของพระเจ้า    แต่ทว่าอย่างไรก็ดีเราจะต้องแสวงหาของประทานเหล่านั้นโดยการรับใช้ต่างๆ  ด้วยตนเอง    และต้องเรียนรู้ว่าซาตานจะต่อต้านพระคริสต์ด้วยงานของพระองค์เอง และจะกระทำให้เหล่าบรรดาทูตสวรรค์ และมนุษย์ของพระเจ้าจะได้รับความอับอายที่พวกเขาได้กลายเป็นบุคคลที่โง่เขลาไปเชื่อฟังซาตาน  ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะไม่เหมือนกับชีวิตของพระคริสต์ที่ได้ทรงประทานให้แก่เรา  ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน            เราจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการที่จะตรึงความต้องการทางอารมณ์และความลุ่มหลงของเราไว้บนกางเขนของพระคริสต์…. พี่น้องที่รักเราจะมีความรู้สึกเช่นไรเมื่อเราต่างได้ไปยืนอยู่ริมทะเลแก้ว?  และเมื่อเราได้มองย้อนหลังดูถึงความอดทนที่เราได้กระทำมา  และเมื่อเรายืนอยู่บนภูเขาแห่งชีวิตที่เป็นนิรันดร์ร่วมกับพระเจ้าเราระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมาซึ่งเราไม่จำเป็นจะต้องเล่าเรื่องราวเหล่านั้นแก่ผู้ใด  เพราะเราทราบดีว่าพระเจ้าได้ทรงเป็นผู้ปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระจากสิ่งสารพัดในอดีต  พระเจ้าทรงช่วยเราในฐานะที่เราเป็นผู้ที่เล็กน้อยที่สุดแต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  พระเจ้าไม่ทรงยินยอมให้เรามีความคิดที่ออกไปในทางที่ไม่ถูกต้องในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง  จำนวนแห่งประสบการณ์ที่เราได้ประสบมานั้นไม่มีความหมายอะไร  มาตรฐานของพระเจ้าแตกต่างจากมาตรฐานของมนุษย์  ถ้าเราเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อเรา   เราจะเห็นถึงสิ่งสูงค่าเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำกับผู้ที่เล็กน้อยที่สุด  ซึ่งสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดนั้นจะได้รับการดูแลด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระองค์เอง…

เอโนคผู้ซึ่งพระเจ้าทรงชื่นชมยินดี

เอโนคดำเนิน​กับ​พระ​เจ้า​แล้ว​ก็​หาย​ไป​เพราะ​พระ​เจ้า​ทรง​รับ​เขา​ไป ปฐมกาล 5:24. พระเจ้าทรงสถาปนาคริสตจักรขึ้นเมื่อ อาดัม, เอวา, และเอเบล  ยอมรับและยกย่องข่าวประเสริฐด้วยชีวิตที่มี ความสุขและยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา  นี่คือสิ่งที่ทำให้เราได้ตระหนักอย่างแท้จริงถึงพระสัญญาของพระองค์ว่าพระองค์จะทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเขา  อย่างไรก็ดีเอโนคเป็นผู้ที่ปรารถนาจะได้ยินถึงพระคำของพระองค์อย่างใกล้ชิด  พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเขาในการนมัสการด้วย  ในยุคสมัยของเอโนคนั้นเขาได้มีชีวิตอยู่ในยุคแห่งความชั่วร้ายของโลกนี้  พระเจ้าไม่เคยละทิ้งผู้เชื่อที่แม้จะมีจำนวนน้อยนิดไว้ท่ามกลางโลกนี้โดยปราศจากการเป็นพยานของพระองค์ เอโนคเป็นครูที่สอนถึงความจริงต่อสาธารณชนในยุคสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่  เอโนคสั่งสอนความจริง; เขามีชีวิตอยู่ในความจริง;  และมีบุคลิกของความเป็นครูผู้ซึ่งดำเนินชีวิตอยู่กับพระเจ้าในทุกหนทุกแห่งอย่างถ่อมตนด้วยความบริสุทธิและเป็นที่น่ายกย่องในพันธกิจของท่าน  เอโนคเป็นผู้เผยพระวจนะที่พูดออกมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  เอโนคมีชีวิตเป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดของศีลธรรมที่เกิดขึ้นในยุคนั้น  เอโนคเป็นบุคคลที่ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างร่วมไปกับพระเจ้าและเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์  ซึ่งพระบัญญัตินี่แหละที่ซาตานปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง  และอาดัมก็ได้ก่อกบฏขึ้น  แต่เอเบลกลับประพฤติตามและด้วยเหตุที่เอเบลประพฤติตามพระบัญญัตินี่เองทำให้ท่านต้องถูกสังหาร  และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ทรงประทานผู้ที่เป็นแบบอย่างให้กับจักรวาลนี้ได้เห็นถึงในสิ่งที่ซาตานได้กล่าวอ้างว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถรักษาบัญญัติของพระองค์ได้นั้น  ทำให้จักรวาลนี้ได้ทราบว่ามีบุคคลที่อุทิศตนเองให้กับพระเจ้าด้วยจิตใจ  จิตวิญญาณ  และสามารถมีชีวิตอยู่โดยสำแดงถึงพระลักษณะของพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์  บุคคลผู้มีชีวิตอันบริสุทธิ์นี้ได้เลือกที่จะดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าโดยกล่าวติเตียนความบาปของโลก  และมีชีวิตที่เป็นพยานแก่โลกนี้ว่าสามารถมีมนุษย์ที่ดำรงชีวิตโดยการรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ในโลกนี้…. เอโนคมิได้มีชีวิตอยู่เพียงการอธิษฐานเพื่อตนเอง  และสวมใส่ยุทธภัณฑ์แห่งพระเจ้าเท่านั้น  แต่เขามายังโลกนี้ด้วยคำทูลวิวอนต่อพระเจ้าสำหรับผู้คนในโลกนี้ด้วย  เอโนคมิได้สำแดงความจริงเพื่อที่จะทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อรู้สึกเจ็บปวดทรมานใจ  แต่ทว่าการที่เอโนคมีชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิดกับพระเจ้านั้นทำให้เขามีความกล้าหาญที่จะทำงานของพระเจ้าในโลกแห่งความชั่วร้ายนี้ต่างหาก  เอโนคดำเนินไปกับพระเจ้า  “การเป็นพยานของท่านเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า”  สิ่งนี้เป็นเกียรติยศของผู้เชื่อที่อยู่ในโลกใบนี้เพราะนี่คือมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางพระเจ้า  และพระเจ้าก็ยกชูเขาให้ขึ้นสูงกว่ามนุษย์ทั้งปวง  “เราอยู่ในพระองค์  และพระองค์อยู่ในเรา”  พระเยซูคริสต์ตรัสดังนี้  การมีชีวิตที่ดำเนินไปกับพระเจ้าของเอโนคนั้นคือการเป็นพยานเพื่อพระองค์มิใช่การถูกกักขังโดยพระเจ้า  บุคคลเช่น เอโนค, เอลียาห์, เหล่าบรรพชนในยุคแรก, ผู้เผยพระวจนะ  และผู้ที่ยอมทนทุกข์เพื่อพระเจ้า  พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในพระองค์ทั้งสิ้น… สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงสิทธิพิเศษที่จะได้กระทำเพื่อพระเจ้าเท่านั้น  แต่เป็นหน้าที่สำหรับผู้ที่ติดตามพระคริสต์ที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ประทับอยู่ภายในจิตใจ  และประทับสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในชีวิตของพวกเขาเพื่อจะได้บังเกิดเป็นผลแห่งคุณความดีที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้บังเกิดในตัวของบุคคลเหล่านั้นด้วย —Manuscript 43,…

ออกจากเมฆหมอกแห่งความสับสนและสงสัย

เพราะ​เหตุ​นี้​จง​รับ​ยุทธ​ภัณฑ์​ทั้ง​ชุด​ของ​พระ​เจ้า​ไว้ เพื่อ​ท่าน​จะ​สา​มารถ​ต่อ​สู้​ใน​วัน​ชั่ว​ร้าย​นั้น และ​เมื่อ​ทำ​ทุก​อย่าง​แล้ว​จะ​ยัง​ยืน​หยัด​อยู่​ได้  เอเฟซัส 6:13. ซาตานพยายามที่จะนำเอาสิ่งหลอกลวงฝ่ายวิญญาณมาล่อลวงให้จิตใจของเราหลงไปอยู่เสมอ  เวลานี้เป็นเวลาที่ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะต้องสวมยุทธภัณฑ์ทุกชิ้นของพระเจ้าเพื่อที่จะต่อสู้กับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งความมืดที่กำลังล่วงล้ำเข้ามา  ทหารของพระคริสต์จะต้องไม่หลับไหลอยู่ในเพราะขณะนี้เราได้ยินเสียงเตือนมาจากทั่วโลกเกี่ยวกับเรื่องนี้…. มีผู้ที่เข้มแข็งในความเชื่อ และมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าแต่เขากลับตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดแห่งการหลอกลวง  พวกเขามิได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่าพวกเขากำลังกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมือนกลุ่มหญิงพรหมจารีย์ที่โง่เขลา  วิทยาศาสตร์  ความเชื่อเรื่องวิญญาณ  และเรื่องจิตวิทยา  ได้ชักนำให้จิตใจของพวกเขาออกไปจากพระคำของพระเจ้าที่กำลังกล่าวถึงเวลาที่มาถึงแล้วนี้   มีบางคนที่มีชีวิตอยู่เพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์  เขาเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้กับผู้ที่กำลังหลอกลวงและบิดเบือนความจริงในโลกนี้  หัวใจของพวกเขามีแต่พิษของเหล่างูร้ายนั้น และพวกเขาก็ยังพร้อมที่จะเข้าไปสู่แนวทางแห่งการไม่เชื่อฟังในอนาคตอีกด้วย . เหล่าผู้ที่ตกอยู่ในการหลับใหลอยู่นั้นบัดนี้ขอให้ตื่นขึ้นเพื่อตกแต่งตะเกียงของตน  เพื่อเขาจะได้ไม่สับสนและสงสัยในความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้  การล่อลวงของซาตานนั้นจะแสดงออกมาเหมือนกับว่ากำลังยกชูความจริงไว้  แต่ทว่าเราจะต้องไม่หันหลังกลับไปยังอิยิปต์ที่จากมาแต่ต้องมุ่งหน้าไปยังแผ่นดินสวรรค์คือคานาอันแห่งคำสัญญาของพระเจ้า  พระเจ้าทรงตรัสว่า,  “เราจะให้ความเข้มแข็งแก่เจ้าเพื่อนำข่าวสารของเราประกาศออกไปแก่โลกนี้ มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ยจงตื่นจากการรับข้อมูลข่าวสารแห่งการล่อลวงนั้น  เจ้ากำลังหลับใหลอยู่ในห้วงเวลาอันสำคัญยิ่งและกำลังเป็นอันตรายอย่างมาก”  สำหรับบางคนที่มิได้มีประสบการณ์แห่งการบังเกิดใหม่อย่างแท้จริงตั้งแต่ในอดีตนั้นก็เพราะว่าเขานำชีวิตเข้าไปสู่สิ่งที่ขัดแย้งกับความจริงที่เขาเชื่อถืออยู่จนกลายเป็นชีวิตของเขา ความคิด,  ทัศนคติ, และการตัดสินใจของเราจะต้องนำพาให้ชีวิตของเราไปสู่น้ำพระทัยของพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้จะได้รับการดลใจและควบคุมโดยพระองค์  เราจะต้องถามตัวเราเองว่า  “ฉันได้พยายามอย่างเต็มกำลังที่จะรักษาตะเกียง, น้ำมัน และระวังรักษาด้วยการตกแต่งตะเกียงนั้นให้ส่องสว่างออกไปจากชีวิตของฉัน  ด้วยแสงสว่าง  ความชัดเจนแห่งความจริงในวาระสุดปลายนี้หรือไม่?   ฉันอาศํยอยู่ในโลกที่อันตรายนี้ด้วยความตื่นตัวแล้วหรือไม่?   ฉันได้นำพาจิตวิญญาณที่กำลังจะพินาศนี้มาถึงพระคริสต์แล้วหรือไม่?  ฉันได้กระตุ้นให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นถึงจุดจบของทุกๆ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วหรือยัง? สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานะของหญิงพรหมจารีย์ที่ฉลาดนั้น  พวกเขาได้ผ่านชีวิตแห่งความจริงที่มี่ประสบการณ์อันมีค่า ซึ่งในเวลานี้พวกเขาจึงได้ลุกขึ้นและตกแต่งตะเกียงของตน ขอให้ผู้ที่หลงเชื่อสิ่งที่หลอกลวงนั้นจงเลิกที่จะเชื่อฟังและตัดสิ่งเหล่านั้นออกจากประสบการณ์ในชีวิตของตน  อย่าพยายามสูญเสียเวลาไปกับการถกเถียงในเรื่องที่เป็นสิ่งหลอกลวงเหล่านี้  อย่าพยายามมีชีวิตอยู่ในม่านหมอกแห่งความสงสัยจนกระทั่งเวลาจะผ่านไปจนชีวิตท่านนั้นสายเกินไป  ขอให้ท่านได้ถวายทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและยุติการถกเถียงในสิ่งที่ไร้สาระ, และโง่เขลาที่อาจจะมีจิตนาการณ์อันบรรเจิดเป็นสิ่งสนับสนุนก็ตาม —Manuscript 80, 1905, August…

ข้อคิดเพื่อการดำรงชีวิตในสภาวะปัจจุบัน

2 โครินธ์ 5 : 17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป  นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น 1 เปโตร 4 :  8 ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้ สิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลกปัจจุบันนั้นก็คือ ถ้อยคำที่จริงจังแน่นอนจากผู้คน ลูกที่ทำให้พ่อแม่มีความสุขอยู่เสมอ คนที่รู้ใจทุกอย่าง คนที่รักเราจริงๆ ต้องการความรักอย่าบีบบังคับความรัก..เพราะความรักไม่อาจสร้างได้ด้วยการบีบบังคับให้เกิดขึ้นตามที่ต้องการ..แต่ความรักเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขโดยตัวของมันเอง..จากประสบการณ์..จากความเข้าใจ..และจากการเรียนรู้ . มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยขัดใจคนที่ตนรักใคร่เอ็นดู..เขาชอบสิ่งใดก็จะให้สิ่งนั้น..แม้เขาไม่ขอก็ยังอยากจะเสนอให้..เป็นความสุขอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ได้ทำให้กับคนที่ตนรัก แต่บางอย่างสำหรับบางคนอาจจะเห็นว่าทำได้ยาก..ซึ่งในความเป็นจริงอยากจะบอกว่าไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินกว่าที่เราจะกระทำเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนาความรักให้เกิดขึ้นในชีวิต..โดยอาศัยหลักง่ายๆ  4 ข้อก็คือ ฝืนทำ (แรกๆ  ที่ฝืนทำจะรู้สึกไม่คล่องแต่ต้องแข็งใจทำต่อไป) ฝึกบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยที่ดีงาม ข่มจิตใจ..อย่าเพิ่งเลิก..อย่าเพิ่งท้อถอย..ถ้าผลที่กระทำออกมาไม่ถูกใจ..จงข่มใจทำต่อไป ลดความเป็นตัวเองลงไป..ต้องหมั่นลดความเป็นตัวเองอย่ามี Ego สูงมากนัก..หรือคิดถึงแต่มาตรฐานของตัวเองตลอดเวลา..เพราะจะทำให้ไม่สามารถรับสิ่งดีใดๆ ได้เลย.. ทุกคนมีความสามารถ..มีความถนัดเป็นของตนเอง..เขาเหล่านั้นย่อมจะสบายใจเมื่อได้อยู่ในสังคมที่ชื่นชมในความถนัดของเขา..เพราะจะทำให้เขาเป็นคนเด่นมีความสำคัญในสังคมนั้น..แต่เขาจะรู้สึกด้อยเมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมที่มิได้รู้สึกยกย่องในความถนัดหรือความสามารถของเขา คำติหรือคำชม ของคนนั้นไม่มีอะไรแน่นอนนัก..คนดีแสนดีคนเขาก็ติถ้าเขาไม่ชอบ..คนเลวแสนเลวก็ยังมีคนชมเมื่อเขาชอบ  ดังนั้นสำหรับมนุษย์แล้วทางที่ดีที่สุดก็คือ  ใครจะติ ใครจะชม ก็ปล่อยไป  ให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด.. คนส่วนใหญ่กลัว  “เขาว่า”  มากเหลือเกิน  คำว่า  “เขาว่า”  หมายถึงคนทั้งหลายอื่นๆ  นอกจากตัวเอง..บางคนถึงแม้จะแน่ใจว่าสิ่งนี้ดีถูกต้องแล้ว..แต่ก็ไม่กล้าทำเพราะเสียง   “เขาว่า”   ดังนั้น คำว่า …

การหนุนใจในพระเจ้า

เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ไม่​ได้​ประ​ทาน​ใจ​ที่​ขลาด​กลัว​แก่​เรา แต่​ประ​ทาน​ใจ​ที่​ประ​กอบ​ด้วย​ฤทธา​นุภาพ ความ​รัก และ​การ​บัง​คับ​ตน​เอง​แก่​เรา  2 ทิโมธี 1:7.. ในการต่อสู้ในชีวิตของผู้เชื่อในพระเจ้า….ความรู้สึกและความปรารถนาที่จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามจะตามมา  ความไม่เชื่อจะทำลายผู้ซึ่งพยายามจะมีความเชื่อและความหวังในพระเจ้า เมื่อท่านไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจุดใดคือจุดที่จะทำให้ท่านหันกลับได้  ให้ท่านหยุดพักทุกอย่างไว้ในพระเจ้า  สร้างเสริมจิตใจของท่านด้วยความเชื่อ  ทำงานด้วยความรัก และด้วยความบริสุทธิ์ในจิตวิญญาณ… พระเจ้าทรงกระทำพันธะกิจเพื่อท่าน  แต่ทว่าในบางครั้งบางทีก็ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกสิ่งของท่านนั้นจะสมบูรณ์พร้อมในงานของท่านที่ท่านได้กระทำเพื่อพระองค์  แต่ขอให้ท่านมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการที่จะกระทำเพื่อการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าผู้ซึ่งได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาเพื่อช่วยเราให้พ้นจากความบาป ดังนั้นเมื่อท่านสั่งสอนพระวจนะของพระองค์และรักษาพระคำของพระองค์  และให้เราได้หลอมรวมความรักความเมตตาของพระองค์เข้าไว้ในหัวใจของท่าน และให้จิตใจของท่านได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งจะนำพาชีวิตของท่านต่อไป…. ขอให้ท่านกล้าที่จะกระทำในสิ่งดีเพื่อพระเจ้า  ขอให้เราเริ่มต้นการทำงานรับใช้พระเจ้าด้วยการอธิษฐานและด้วยความเชื่อ, ซึ่งสิ่งนี้คือพระปัญญาอันสูงส่ง, และคือการกระทำที่เป็นตัวแทนของพระวิญญาณของพระเจ้า  เป็นตัวแทนแห่งความจริงในชีวิตคริสเตียน เป็นผู้นำทางกายภาพ และสิ่งนี้แหละคือความรอบรู้เพียงหนทางเดียวที่จะมีให้แก่เราอย่างไม่สิ้นสุด ผู้ที่ได้รับการสร้างเสริมจากพระวิญญาณของพระเจ้าจะกล่าวว่า, “เหล่าผู้ที่เชื่อในความจริงจะเป็นผู้สื่อข่าวของพระเจ้า”  เหมือนเหล่าสาวกที่พวกเขาเรียนรู้ถึงชีวิตของพระคริสต์, เรียนรู้ที่จะยกชูคำสอนของพระองค์และเพิ่มพูนความเชื่อความคาดหวังของพวกเขา, และจะมีความคิดที่สูงส่งสำหรับพระคุณความรักของพระองค์,  โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้เขาสามารถช่วยเหลือผู้ที่กำลังหลงหายให้กลับมา  และด้วยสิ่งนี้พระผู้ช่วยให้รอดของเรากำลังสอนให้เรามีจิตใจที่เป็นดังสาวกของพระองค์ ให้เราเอาจริงเอาจังในการอธิษฐานเพื่อแสวงหาพระเจ้า  พระคริสต์ทรงตรัสว่า  “เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ที่​ขอ​ก็​ได้ ทุก​คน​ที่​แสวง​หา​ก็​พบ และ​ทุก​คน​ที่​เคาะ​ก็​จะ​เปิด​ให้​เขา” ลูกา 11:10 เราควรจะมีความชื่นชมยินดีที่ได้มีโอกาสเป็นผู้ที่นำข่าวประเสริฐไปสู่คนทั้งหลาย  เพิ่มพูนในสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงวางรากฐานเอาไว้เพราะสิ่งเหล่านี้คือความรับผิดชอบของเราทุกคน  และสิ่งเหล่านี้จะได้รับการเพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อได้รับการทรงนำและฤทธานุภาพจากพระวิญญาณบริสุทธิ์…. ท่านได้แสวงหาพระเจ้าอย่างเอาจริงจังหรือไม่?  อธิษฐาน, อธิษฐานและแสวงหาด้วยการถ่อมตัว  อย่ายกเอาความฉลาดของตัวเองขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าผู้อื่นเป็นคนบาป,  แต่ให้เราบอกกล่าวคนเหล่านั้นด้วยความสุภาพอ่อนโยนถึงความบาปที่อยู่ในหัวใจของเขา, และอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อที่พระองค์จะทรงช่วยชำระล้างจิตวิญญาณที่กลายเป็นที่พักพิงของความบาปเหล่านี้เสีย  ให้ทุกๆ ท่านได้สารภาพความผิดบาปของตัวของเขา และโน้มนำให้เขากลับเข้ามาสู่ความเชื่อที่มั่นคงถาวร —Letter 296,…

แผ่นดินสวรรค์-สิ่งมีค่าสูงสุด

แผ่นดินสวรรค์คือสิ่งที่มีค่าสูงสุด

“พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” – ยอห์น 3:16 ภายหลังจากที่พระผู้ช่วยให้รอดได้อดอาหารตลอดสี่สิบวันสี่สิบคืน “พระองค์ก็ทรงหิว” จากนั้นซาตานได้ปรากฏต่อพระองค์ ซาตานได้ปรากฏในลักษณะของทูตสวรรค์ที่สวยงาม และอ้างว่ามีคำประกาศจากพระเจ้าที่จะให้พันธกิจของการอดอาหารของพระองค์นั้นสิ้นสุดลงแล้ว “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” – มัทธิว 4:3 แต่ทว่าในคำกล่าวอ้างของซาตานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ พระคริสต์ทรงทราบดีว่าศัตรูของพระเจ้าที่มีอำนาจได้ลงมาสู่ในแผ่นดินโลกนี้และกลายเป็นผู้ต่อต้าน พระองค์ไม่ทรงยอมรับต่อคำกล่าวอ้างหรือกลายทดลองนี้ของซาตาน พระองค์ทรงยืนหยัดอย่างมั่นคงโดยทรงยืนยันว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” – มัทธิว 4:4 “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” – มัทธิว 4:4 “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เรา ที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า โดยการรู้จักพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและคุณธรรมของพระองค์เอง” – 2 เปโตร 1:3 พระคริสต์ทรงยืนหยัดอยู่บนพระคำของพระเจ้าและพระองค์ทราบดี เมื่อเราตกอยู่ในสภาพที่กำลังอยู่ในการทดลอง จงอย่านำตนเองเข้าไปล้อเล่นกับทดลองหรือปะทะคารมโต้เถียงกับศัตรูของพระเจ้า ซึ่งเป็นประสบการณ์เดียวกับของพวกเรา เมื่อเราหยุดที่จะโต้เถียงหรือใช้เหตุผลหรือคำอธิบายใดๆ กับศัตรูของพระเจ้าเมื่อนั้นเราจะได้รับชัยชนะ สิ่งที่เราสามารถทราบได้อย่างแน่นอนว่าเรากำลังอยู่ในสงครามซึ่งเราจะอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าและต้องยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงในพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้รับ โดยสิ่งที่เราได้รับนั้นก็คือ “ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ให้ทุกสิ่งแก่เรา ที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อการดำเนินตามทางพระเจ้า โดยการรู้จักพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและคุณธรรมของพระองค์เอง” – 2 เปโตร 1:3…

ไม้กางเขน-พระคริสต์สิ้นพระชนม์

พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อให้มนุษย์ได้รับชีวิต

“ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ไม่ใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา เพื่อเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเรา” – 1 ยอห์น 4:10 ซาตานได้ประกาศว่าจะไม่มีมนุษย์แม้แต่เพียงคนเดียวที่สามารถรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยความสัตย์ซื่อได้ แต่ทว่าถ้าแม้นมีจิตวิญญาณเพียงดวงเดียวที่สามารถกระทำได้ก็ย่อมแสดงออกมาแล้วว่าสิ่งที่ซาตานกล่าวนั้นเป็นความเท็จ จิตวิญญาณแม้เพียงดวงเดียวที่ได้รับความรอดย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมที่มาจากการปกครองของพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ในพระฉายาของพระองค์ มนุษย์จะต้องไม่ถูกนำไปอยู่ภายใต้การปกครองของซาตานและถูกทำลาย พระเยซูคริสต์ได้เสด็จลงมาในโลกนี้ด้วยชีวิตที่สำแดงถึงความเชื่อฟัง และพิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์สามารถเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าได้ พระองค์ได้ทรงลบล้างความผิดบาปที่อยู่บนมนุษย์ผู้เป็นคนบาป และมนุษย์ผู้เป็นคนบาปสามารถยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตรของพระเจ้าได้โดยการสวมเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมพระองค์เอาไว้ และพระองค์ทรงสวมเสื้อคลุมแห่งความทุกข์ระทมเอาไว้ “โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” – มัทธิว 26:39 ผู้ใดจะสามารถหยั่งรู้ถึงความทุกข์ระทมที่พระคริสต์ทรงได้รับในขณะอยู่ที่สวนเกเสมาเนได้ พระองค์กำลังทรงเป็นผู้แบกรับน้ำหนักแห่งความผิดบาปทั้งหมดของโลกนี้เอาไว้ ในขณะนั้นพระองค์รู้สึกได้ถึงความบาปผิดที่ตกทับอยู่ที่พระองค์ในขณะที่พระองค์ทำได้เพียงร้องคร่ำครวญจนทั่วทั้งสวรรค์ได้ยินถึงเสียงร้องอันทุกข์ทรมานนั้น “โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” – มัทธิว 26:39 ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพก็กำลังทนทุกข์ทรมานร่วมไปกับพระบุตรของพระองค์ ขอให้เรายืนอยู่เบื้องหน้าที่กางเขนแห่งคาวารี และเรียนรู้จากราคาค่าแห่งการไถ่ให้รอด ซึ่งได้ทำให้ดวงใจที่บริสุทธิ์ต้องทุกข์ทรมานจนแตกสลายที่กางเขนแห่งคาวารี พระองค์ได้ทรงมองดูพระเจ้าเบื้องบนแล้วร้องขึ้นว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” – มัทธิว 27:46 ทูตแห่งสวรรค์ต่างโศกเศร้าด้วยความรักที่มีต่อองค์พระเยซูผู้เป็นเจ้านายของตน พวกเขายินที่จะลงมาทำลายพวกทหารและช่วยเหลือพระองค์ แต่นั่นไม่ใช่แผนการของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเราจะต้องดื่มถ้วยแห่งความทุกข์ทรมานนั้นแต่เพียงลำพังโดยไม่มีผู้ใดที่จะอยู่เคียงข้างพระองค์ได้เลย “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” -…