ธารพระพร ตอนที่ 6
คริสตรจักรของพระเจ้า
เรื่องชีวิตและจิตวิญญาณ
1ทธ.2:3-4 การกระทำเช่นนี้เป็นการดี และเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเราพระองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดและรู้ความจริง 1ทธ.3:15 …คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เป็นหลักและเป็นรากฐานแห่งความจริง มก.1:14-15 …ทรงประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าโดยตรัสว่า “เวลากำหนดมาถึงแล้วและแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐ” หนังสือ 1 ทิโมธี 3:15 วรรคหลังกล่าวว่า “คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เป็นหลักและเป็นรากฐานแห่งความจริง” กรณีนี้ก็บ่งชี้ว่าถ้าปราศจากความจริงก็ปราศจากคริสตจักร ความจริงจะนำมาซึ่งชีวิต และเมื่อเรามีชีวิตเราก็จะกลายเป็นคริสตจักรทันที ภารกิจเพียงหนึ่งเดียวของคริสตจักรในวันนี้ก็คือการประกาศกิตติคุณ และเนื้อหาของกิตติคุณก็คือความจริง ความจริงได้บ่งบอกถึงประเด็นที่เป็นศูนย์กลางให้กับเรา นั่นก็คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพผู้เป็นพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ประทานพระองค์เองเข้าสู่ภายในชีวิตของมนุษย์ที่เป็นคนบาป เพื่อความบาปของเราจะได้รับการอภัย ได้รับชีวิตของพระเจ้า และมีชีวิตองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ภายในเราทำให้เราเปลี่ยนแปลงเป็นบุตรของพระองค์ นี่ก็คือความจริงและก็คือพระกิตติคุณ เราจำต้องเรียนรู้พระกิตติคุณเหล่านี้ เปาโลกล่าวว่าการที่ท่านถูกใช้ออกไปนั้นไม่เพียงเพื่อประกาศกิตติคุณเท่านั้น แต่ยังต้องสอนความจริงให้กับผู้อื่นอีกด้วย (1ทธ.2:7; 2ทธ.1:11). นี่ก็หมายความว่าเพียงแต่ประกาศกิตติคุณเท่านั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน แต่ยังต้องสอนความจริงอีกด้วย. ประเด็นที่สำคัญในพระคัมภีร์ก็คือพระกิตติคุณและความจริงแท้ …เราจำต้องศึกษาพระคัมภีร์อย่างถ่องแท้ จนกระทั่งเราสามารถมองเห็นว่าพระกิตติคุณก็คือความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้า และความจริงก็คือองค์พระเจ้านั่นเอง พระกิตติคุณไม่เพียงเป็นข่าวสารอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่คือความรอดแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า และความจริงก็ไม่ใช่เพียงเป็นหลักธรรมเท่านั้น แต่ความจริงก็คือตัวของพระเจ้าเองเลยทีเดียว เราจำต้องตระหนักว่าสิ่งที่ทั่วโลกต้องการในวันนี้ก็คือพระกิตติคุณและความจริง. พระคัมภีร์ได้บันทึกสำเร็จแล้วตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อน และก็ได้มอบไว้ให้กับคริสตจักรแล้วด้วย. แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือเนื่องจากการตกต่ำลงของคริสตจักร ความสว่างของพระกิตติคุณจึงได้หายไป และความสว่างของความจริงก็มืดมนไป …จนกระทั่งมาถึงช่วงของการปฏิรูปศาสนา ประเด็นที่สำคัญแห่งการงานของนักปฏิรูปก็คือต้องปลดปล่อยความจริงในพระคัมภีร์ …แม้ว่าความสว่างในตอนนั้นจะมีเพียงน้อยนิด แต่ว่ายิ่งส่องสว่างแรงกล้าขึ้นทุกที…
ยน.14:6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา ยน.17:17 บัดนี้พวกเขารู้ว่าทุกสิ่งที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้นมาจากพระองค์ ยน.18:37 …พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลก เพื่อเป็นพยานให้กับสัจจะ ทุกคนที่อยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา” การฟื้นฟูชีวิตให้พ้นจากความบาปขององค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งอยู่บนหลักการที่สำคัญสี่ประการ คือหนึ่งหลักความจริง สองคือชีวิต สามคือคริสตจักร และสี่คือพระกิตติคุณ …พระคัมภีร์ได้บอกกับเราว่าตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองก็คือความจริง และตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองก็คือชีวิต. องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสในหนังสือยอห์น 14:6 ว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต”. ความจริงในที่นี้ก็คือหลักความจริงนั่นเอง. พูดอีกนัยหนึ่งก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าตัวของพระองค์เองก็คือชีวิตและหลักความจริง. หลักความจริงและชีวิตทั้งสองนี้ล้วนแต่เป็นตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง แต่ว่าต่างก็มีเงื่อนแง่ที่แตกต่างกัน. ซึ่งข้อแตกต่างก็คือหลักความจริงเป็นการอธิบายและการชี้แจงทางภายนอก ส่วนชีวิตเป็นเนื้อหาสาระที่อยู่ภายในและเป็นเรื่องทางภายในของเรา. องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ภายในเราทรงเป็นชีวิตของเรา ซึ่งประสบการณ์เช่นนี้จำต้องมีการชี้แจงเพื่อความเข้าใจ และการชี้แจงนี้ก็คือการเรียนรู้หลักความจริงนั่นเอง ถ้าเราต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าตามการชี้แจงนี้ เราก็จะได้รับชีวิต ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราต้องการมีประสบการณ์แห่งชีวิตของพระเจ้า เราก็ต้องเรียนรู้จักหลักความจริง ถ้าพูดในอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตที่ซ่อนอยู่ในหลักความจริงของพระองค์นั่นอง ดังนั้น ถ้าเราไม่มีความชัดเจน ไม่เข้าใจ หรือไม่รู้จักหลักความจริง เราก็ไม่อาจมีชีวิตร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราได้เลย ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องทุ่มเทเวลาอย่างเพียงพอในการเรียนรู้หลักความจริงของพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ให้เราคงอยู่ในที่มืด วันนี้หลักความจริงของพระองค์ล้วนแต่อยู่ในพระคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานให้กับเรา. เราจำต้องตระหนักว่าพระคัมภีร์เล่มนี้ก็คือหนังสือแห่งชีวิต. การที่พระคัมภีร์เป็นหนังสือแห่งชีวิตก็เพราะว่าเนื้อหาทั้งหมดล้วนแต่เป็นหลักความจริง …ไม่มีคนใดที่สามารถมีชีวิตในพระองค์ได้โดยไม่รู้จักพระคัมภีร์และไม่รู้หลักความจริงในพระคัมภีร์. วันนี้ถ้าเราต้องการให้ชีวิตในร่างกายของเราได้รับความชื่นชมยินดีในพระองค์…