เรื่องชีวิตและจิตวิญญาณ

รับใช้พระเจ้าด้วยชีวิตแห่งพระวิญญาณและการบุกเบิก

โรม 15 : 19 – 21    คือด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่ ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มอ้อมไปยังเมืองอิลลีริคุม  อันที่จริงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้อย่างนี้ว่า จะประกาศข่าวประเสริฐ ในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนามพระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว   ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  คนที่ไม่เคยได้รับคำบอกเล่าเรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ฟังจะได้เข้าใจ” ในสมัยพระคัมภีร์เดิมนั้น เทศกาลเพ็นเตคอสต์  เป็นเทศกาลเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวของชาวอิสราเอล  (ฉลบ. 16 : 9 – 11)  แต่ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่วันเพ็นเตคอสต์เป็นวันที่พระเจ้าทรงประทานฤทธานุภาพแห่งพระวิญญาณลงมาบนผู้เชื่อ  เพื่อการรับใช้และการดำเนินชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า  (กจ. 2 : 1 – 4)  พระธรรมโรมในตอนนี้ได้บอกถึงเคล็ดลับของการรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผลอย่างน้อย  4 ประการด้วยกันคือ รับใช้ด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ (19 ) เมื่อชีวิตของเราเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ชีวิตส่วนตัวของเราก็จะบังเกิดผล  และงานรับใช้ของเราจะเต็มไปด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า  เราจะได้เห็นถึงการรับรองของพระเจ้าในสิ่งที่เราทำเช่น  หมายสำคัญ,   การอัศจรรย์,  หรือเหตุการณ์ที่ช่วยสนับสนุนในการรับใช้พระเจ้า  (มก. 16 : 20;  กจ. 2 : 43) จะรับใช้พระเจ้าด้วยการประกาศอย่างเต็มที่…

เริ่มชีวิตใหม่ด้วยเป้าหมายที่สดใส (2)

รู้จักใช้คำว่า “ขอบคุณ” คำขอบคุณเป็นเสมือนน้ำมันหล่อลื่นของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  เพราะมันจะก่อให้เกิดความซาบซึ้งใจและชื่นชมยินดีเสมอ  ก่อนที่เราจะจบงานในแต่ละวันควรจะมอบคำขอบคุณให้กับผู้ที่ช่วยเหลืองานต่าง ๆ ให้กับเราในวันนั้น ๆ  เพราะคำพูดที่ซาบซึ้งนั้นจะสร้างความยินดีในการเป็นมิตรภาพ และขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้หมดไปได้ “มีทองคำและทับทิมมีค่าเป็นอันมาก แต่ริมฝีปากที่มีความรู้ก็เป็นเพชรนิลจินดาประเสริฐ”  สภษ. 20 : 15 จงใช้คำว่า “ขอโทษ”  เมื่อท่านทำผิด มนุษย์ทุกคนไม่มีใครที่สมบูรณ์ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะพลาดพลั้่งทำผิดได้เสมอ ดังนั้นการทำผิดจึงเป็นเรื่องที่เคียงคู่กับมนุษย์มาตลอดชีวิต  แต่ทว่าการที่มนุษย์เป็นผู้ไม่สมบูรณ์ไม่ใช่ข้ออ้างในการกระทำผิด  ดังนั้นเมื่อกระทำผิดหรือบกพร่องในสิ่งใด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล่าวคำว่า  “ขอโทษ” อย่างจริงใจ ต่อผู้ที่ได้รับผลแห่ีงการกระทำผิดนั้น  การพูดว่า “ขอโทษ”  เป็นเทคนิคที่สำคัญมาก  เพราะลักษณะคำพูด,  ท่าทางการพูด, น้ำเสียงการพูด,  และการกระทำที่สอดคล้องกับคำพูด,  ล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังที่แสดงถึงการขอโทษทั้งสิ้น  ดังนั้นในที่ทำงานคำ “ขอโทษ”  จึงควรเป็นสิ่งที่แสดงออกอย่างจริงใจ “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน”  ยก. 5 : 16 ระหว่างเพื่อนร่วมงานจง “ให้อภัย” ต่อกันและกันเสมอ การอยู่ในท่ามกลางหมู่คนจำนวนมาก  การกระทบกระทั่ง การไม่พอใจกันแระกันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ  และความรู้สึกโกรธขึ้ง หรือไม่พอใจย่ิอมมีขึ้นได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง  การให้อภัยจึงเป็นหนทางที่จะนำความสมัครสมานสาีมัีคคีกลับมาสู่ทีมงานด้วยกันอีกครั้ง …

เริ่มชีวิตใหม่ด้วยเป้าหมายที่สดใส ตอนที่1

กาลาเทีย 6 : 4 “ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไรๆที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น วันเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างไม่รอคอยเหมือนกระแสน้ำที่ไม่หวนคืนกลับมา  ผู้คนอาจจะมีความคาดหวังต่าง ๆ นา ๆ ในระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป..เมื่อย้อนกลับมาระลึกถึงสิ่งที่ได้ผ่านไป  กับสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้นั้นอาจจะไม่เท่าเทียมกัน  แต่ถึงอย่างไรการเริ่มต้นที่จะตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตนับเป็นสิ่งที่ดี  การกลับมาสำรวจความบกพร่องของตนเองในเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งควรกระทำ    พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เรากลับใจเสียใหม่ และบังเกิดใหม่  ดังนั้นการใช้เวลาที่จะสำรวจการกระทำของตนเองและกลับใจเสียใหม่ จึงเป็นความจำเป็นสำหรับความเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า  และเมื่อสำรวจตัวเองแล้วการตั้งใจเริ่มต้นที่จะกระทำสิ่งใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำตามมา รุ่งอรุณ…สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นที่ดี ให้ทุกวันเป็นวันใหม่ที่มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ในการทำงาน   การเริ่มต้นที่ดีในแต่ละวันในเวลาเช้านั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การปรับอารมณ์ให้แจ่มใสเบิกบาน,  การทำจิตใจให้คึกคัก,  เป็นการเพิ่มพลังให้กับชีวิตในแต่ละวันอย่างสำคัญยิ่ง “ครั้นเวลาเช้ามืดพระองค์ได้ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว และทรงอธิษฐานที่นั่น”  มก. 1 : 35 เริ่มถ่ายทอดความชื่ืนชมยินดีของคุณไปสู่คนอื่น โดยเริ่มจากยิ้มทักทายทุก ๆ คนที่พบเจอ….และต้องเอ่ยนามทักทายทุก ๆ คนเสมอ  พยายามจดจำชื่อของทุกคนที่ทำงานร่วมกับเราให้ได้  และเรียกชื่อของเขาเมื่อทักทาย เพราะสิ่งนั้นคือการแสดงให้เห็นว่า เราให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของเขา “นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป”  ยน. 10 : 3 มีรอยยิ้มรับกับงานในทุก ๆ วัน รอยยิ้มนั้นไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็ชื่นชอบด้วยกันทั้งนั้น …

การทรงเรียกผู้รับใช้ของพระเจ้า

อพยพ  3 : 1 – 10  “ฝ่ายโมเสสเมื่อเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาผู้เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน ได้พาฝูงแพะแกะไปทางตะวันตกของถิ่นทุรกันดาร จนมาถึงภูเขาของพระเจ้าคือ โฮเรบ ทูตของพระเจ้าก็ปรากฏแก่โมเสสท่ามกลางพุ่มไม้เป็นเปลวไฟ โมเสสมองดู เห็นพุ่มไม้นั้นมีไฟลุกโชนอยู่ แต่มิได้ไหม้โทรมไป…..ครั้นพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู จึงตรัสออกมาจากพุ่มไม้นั้นว่า “โมเสส โมเสสเอ๋ย…..พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว……เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากประเทศนั้น ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์…… เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” พระเจ้าทรงเรียกผู้รับใช้ของพระองค์เพื่อให้พันธกิจของพระองค์สำเร็จในโลกนี้่  พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ให้มารับหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำพาให้มนุษย์ชาติทั้งหลายได้พ้นจากความบาป  และกลับมาสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง    พระเจ้าทรงมีตระเตรียมแผนการที่ดีและวางแผนอย่างเหมาะสมในการเลือกสรรบุคคลที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์   พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ให้มาเป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์ตามสถานภาพที่เขาเป็นอยู่    เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสในขณะที่เขากำลังเลี้ยงฝูงแกะฝูงแพะ  ซึ่งนั่นคืออาชีพหลักของเขา ถ้าหากพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะเรียกเราให้เป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์   พระองค์ก็จะทรงเรียกเราได้ทั้งโดยเหตุการณ์ที่เป็นอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ และโดยเหตุการณ์ปกติทั่วไป  โดยที่พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงตรัสผ่านจิตใจของเราให้สำนึกถึงพระคุณของพระองค์  ความรู้สึกที่ร้อนรนจะนำข่าวประเสริฐไปบอกให้คนอื่นได้รับรู้ถึงพระคุณของพระองค์  ความรู้สึกนี้จะบังเกิดขึ้นเองด้วยแรงกระตุ้นภายในที่มาจากการเชื่อในพระวจนะของพระองค์   ดังนั้นมนุษย์เองจึงจะต้องเป็นผู้เลือกว่าจะตอบสนองต่อการทรงเรียกนั้นอย่างไร. พระเจ้าทรงรู้จักเราแต่ละคนเป็นอย่างดีตั้งแต่เรายังไม่ก่อกำเนิดด้วยซ้ำ  พระองค์ทรงตระเตรียมชีวิตของเราแต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจงมิใช่เพื่อประโยชน์ของเราเอง  แต่เพื่อแผนการของพระองค์ที่ตระเตรียมเอาไว้สำหรับโลกนี้    พระองค์ทรงประทานมนุษย์แต่ละคนไว้เพื่องานของพระองค์ในโลกนี้ซึ่งแต่ละคนนั้นไม่มีใครสามารถทดแทนกันได้  แต่จะเป็นการทำงานที่ประสานกันเป็นกายเดียวกัน  เหมือนที่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสเพื่ือนำชนชาติอิสราเอลออกมาจากอิยิปต์  แต่โมเสสก็ไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นมหาปุโรหิต  ดังนั้นในฐานะผู้เชื่อจะต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชีวิตของเรา เพื่อการรับใช้พระองค์ในโลก   และนำความรอดไปสู่โลกที่มืดมนไปด้วยความบาปและกำลังจะพินาศนี้ โมเสสได้รับการทรงเรียกมาเป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์โดยเฉพาะ    เพื่อการแบ่งแยกที่บริสุทธิ์  ซึ่งไม่ได้หมายเพียงว่าการปราศจากมลทินจากความชั่วร้ายเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงเป็นการสำแดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วย    ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าโมเสสมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระเจ้าเท่านั้น มิใช่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง    ผู้เชื่อทุกคนได้รับการทรงเลือกและเรียกจากพระเจ้าเขาจะไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองแต่เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า …

ผู้ใดใคร่ตามเรามาให้เอาชนะตัวเอง

ลก.9: 23-25 พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียตัวของตนเองผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร ?” . 1ปต.1:9 แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ   กางเขนในลูกา 9:23 ไม่ใช่แค่การทนทุกข์ต่อกางเขนที่ต้องแบกเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นการเอาชนะ ตนเองอีกด้วย   กางเขนมีไว้เพื่อลงโทษประหารเฉพาะอาชญากรที่ชั่วร้ายที่สุดเท่านั้น   พระคริสต์ทรงแบกกางเขนก่อนจากนั้นพระองค์จึงถูกตรึงบนกางเขนนั้นจนสิ้นพระชนม์    ในขณะที่ผู้เชื่อของพระองค์ อย่างเราทั้งหลายถูกตรึงกางเขนร่วมกับพระองค์ก่อน   จากนั้นจึงค่อยแบกกางเขนตามพระองค์ในวันนี้  สำหรับเราแล้วการแบกกางเขนคือการมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะเอาชนะตัวเอง    เพื่อให้ชีวิตที่มีธรรมชาติแห่งความบาปและความเป็นตัวตนที่เป็นธรรมชาติของเราสิ้นสุด   ซึ่งจะกระทำเช่นนี้ได้เราต้องปฏิเสธความปรารถนาของตัวตนของเราเองเพื่อเราจะได้มีชีวิตที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป ในลูกา 9:24 การเอาชีวิตรอดหมายถึง   การไม่ยอมมอบชีวิตของเราแด่พระเจ้า   ต้องการเพียงให้ชีวิตของตนได้รับสุขและไม่ต้องทนทุกข์สิ่งใดเพื่อที่จะแลกมาซึ่งความรอดของพระองค์    การเสียชีวิตคือ ยอมให้ชีวิตเก่าที่เป็นธรรมชาติแห่งบาปเดิมของเราหมดสิ้นลง    ถ้าผู้ที่อ้างตัวว่าดำเนินชีวิตติดตามองค์พระผู้ช่วยให้รอดไม่ยอมมอบชีวิตของเขาแด่พระองค์    และปรารถนาที่จะได้รับความสุขในยุคสมัยปัจจุบันนี้   เขาก็อาจจะต้องสูญเสียชีวิตฝ่ายจิตของเขาไป    และจะพลาดจากการได้รับชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ที่จะทรงประทานให้เมื่อแผ่นดินของพระองค์มาถึง   แต่ถ้าเขายอมสูญเสียความสุขแห่งชีวิตในโลกนี้เพราะเห็นแก่องค์พระผู้ช่วยให้รอดก็จะทำให้จิตวิญญาณของเขาได้รับมรดกแห่งความสุขในยุคอาณาจักรของพระเจ้าที่จะมาถึง   ซึ่งเขาจะได้มีส่วนร่วมในความยินดีขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการปกครองแผ่นดินโลกนี้ การปฏิเสธตัวเองหมายถึง การปฏิเสธและละทิ้งไปซึ่งความปรารถนา, ความรักชอบ, และการเลือกสรรในสิ่งที่เป็นตัวตนแห่งความบาปของเรา.. การโลภ… เกลียดชัง… ความอิจฉาริษยา… การแตกก๊กกัน… การนินทาว่าร้าย  ฯลฯ  เหล่านี้ล้วนคือความบาปที่ฝังรากอยู่ในจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ที่ตกลงความบาปทั้งสิ้น …

อาณาจักรของพระเจ้า

ดนล.2:35…แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ. ดนล.2:44 และในสมัยของพระราชาเหล่านั้น พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง  ซึ่งไม่มีวันทำลายเสียได้  หรือราชอำนาจนั้นจะไม่ตกไปแก่ชนชาติอื่น  ราชอาณาจักรนั้นจะกระทำให้ราชอาณาจักรเหล่านี้แตกเป็นชิ้นๆถึงอวสาน และราชอาณาจักรนั้นจะตั้งมั่นอยู่เป็นนิตย์. ปฏิมากรมนุษย์รูปใหญ่ในดาเนียลบทที่ 2 จะถูกแทนที่ด้วยภูเขาใหญ่ ซึ่งภูเขานี้เป็นแบบเล็งถึงอาณาจักรที่นิรันดร์ของพระเจ้าที่จะปกครองพิภพ (แผ่นดินโลก)  (ข้อ 35, 44). นี่ก็หมายความว่าหลังจากการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์  พระองค์ได้ทรงเสด็จมาเพื่อทำลายรูปแบบแห่งการปกครองทุกอย่างของมนุษย์    แล้วในที่สุดพระองค์ก็จะนำอาณาจักรที่เป็นนิรันดร์ของพระเจ้ามาสู่บนแผ่นดินโลก . ข้อ 35 กล่าวว่า “แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ”  ก้อนหินนี้ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นภูเขาใหญ่  นี่ก็หมายความถึงการเพิ่มพูนขึ้นของอาณาจักรแห่งพระเจ้าซึ่งก็หมายถึงคริสตจักรของพระองค์    พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะและคริสตจักรเป็นพระกายของพระองค์ดังนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วอาณาจักรของพระเจ้าจะต้องกลับเข้ามาครอบครองโลกนี้อีกครั้งหนึ่งเหมือนดังเช่นที่เคยเป็นมาสมัยที่พระองค์เริ่มสร้างในครั้งแรกนั้น วันนี้คริสตจักรคือการก่อตั้งอาณาจักรแห่งสวรรค์บนแผ่นดินโลกนี้ดังที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสว่า  “เพราะ​นี่แน่ะ แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​นั้นอยู่ท่ามกลาง​พวก​ท่าน”  ลูกา 17 : 21    โดยที่พระเจ้าปรารถนาให้คริสตจักรเป็นแบบจำลองการปกครองฝ่ายวิญญาณที่จะมีขึ้นในอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่จะมาถึงในโลกหน้า  เพราะคริสตจักรที่มีผู้เชื่อมีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเยซูคริสต์นั้นจะสำแดงออกถึงความรักของพระองค์จนกลายเป็นพระกายของพระองค์ที่แท้จริง  ซึ่งเป็นการสำแดงชีวิตของพระคริสต์ในโลกนี้นั่นเอง คำอุปมาของเมล็ดพืชในมาระโก 4:26–29 ได้เปิดเผยว่าอาณาจักรของพระเจ้านั้นเป็นการมีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์ได้อย่างไร ข้อ 26 กล่าวว่า “แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน”. เมล็ดพืชนี้ก็คือพระวจนะของพระเจ้าซึ่งก็หมายถึงองค์พระคริสต์เองผู้ซึ่งทรงเป็นพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงนำชีวิตของพระองค์เองเข้ามาสู่ชีวิตของมนุษย์ผู้เป็นคนบาปในโลกนี้ถ้าพิจารณาตามคำอุปมานั้น เมล็ดพืชนี่จำเริญขึ้นเป็นต้น ออกรวง  มีเมล็ดข้าวเต็มรวง และเมล็ดนั้นก็สุก  เพื่อนำมาซึ่งการเก็บเกี่ยว (ข้อ 27–28)   ตั้งแต่วันที่พระคริสต์ได้เสด็จมาเพื่อหว่านตัวของพระองค์เองลงในสภาพมนุษย์ที่เป็น…

ข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะ

วิวรณ์  14 : 6    แล้วข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่ชนชาวโลกทั้งปวง ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา 1 ยอห์น  4 : 7 – 8  ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า       และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก ข่าวประเสริฐที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้กับมนษยชาติเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในครั้งที่สอง  ได้ถูกบันทึกอยู่ในพระธรรมเล่มสุดท้ายในบทที่ 14  คือข่าวของทูตสวรรค์ทั้ง 3 องค์  การประกาศข่าวประเสริฐของทูตสวรรค์ในครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นการเตือนครั้งสำคัญที่พระเจ้าได้ทรงประทานผ่านทูตสวรรค์มาสู่พลไพร่ของพระองค์ในโลกนี้   ข่าวประเสริฐของพระเจ้านั้นครั้งนี้เป็นการสรุปรวมข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศมาแล้วทั้งหมดในโลกนี้ให้รวบรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวอย่างครบถ้วน   โดยไม่มีขาดตกบกพร่อง ทูตสวรรค์ได้ประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะ   ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐ (ข่าวดี)  ที่ได้ถูกประกาศมาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงที่สุดปลาย  ซึ่งหมายความว่าข่าวประเสริฐนี้เป็นข่าวที่จะยังคงอยู่ตลอดไปไม่มีกาลเวลา ไม่มีที่สิ้นสุด  คำว่าอมตะนั้นหมายถึง “พระเจ้า”  เพราะพระเจ้าเท่านั้นทรงเป็นอมตะ  1 ทิโมธี 1 : 17  “พระเกียรติและพระสิริจงมีแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระเจริญอยู่นิรันดร์ ผู้ทรงเป็นองค์อมตะ  ซึ่งมิได้ปรากฏพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียวสืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน”  ดังนั้นข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะนั้นจึงเป็นข่าวประเสริฐที่เกี่ยวข้องกับพระองค์โดยตรง   ซึ่งก็คือพระลักษณะของพระองค์ …

เติบโตในพระคริสต์

ยน.15:4  “จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น.” ยน.17:21–23  “เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์ คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ และกับข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา  เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น  ข้าพระองค์อยู่ในเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์    เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์.” ถ้าเราไม่มีประสบการณ์แห่งชีวิตที่ถูกต้องและเพียงพอกับพระเจ้า   เราก็ไม่อาจที่จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์    ในแต่ละวันเราจำต้องมั่นใจและกล่าวว่า “วันนี้เราอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์ก็อยู่ภายในเรา”   เพื่อที่ว่าเราจะยืนยันความเชื่อและความมั่นใจที่เราเป็นแขนงที่ต่อเชื่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเถาองุ่นแท้คือพระเยซูคริสต์ในทุกๆ วัน  โดยมีพระองค์ทรงเป็นศรีษะ และเราเป็นอวัยวะของพระกายทั้งหมดของพระองค์ ต้นองุ่นนั้นมีกิ่งมากมายแต่กิ่งมากมายเหล่านี้ก็ล้วนประกอบเป็นต้นองุ่นต้นเดียวกัน ซึ่งทั้งต้นและกิ่งนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย    ถ้าเรากล่าวว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  เราก็ต้องตรวจสอบว่าเราได้เป็นหนึ่งกับอวัยวะส่วนอื่นๆ หรือไม่. ถ้าเราไม่มีความเป็นหนึ่งกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในพระองค์การที่เราอ้างว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้   เพราะขณะที่เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นองุ่นแท้คือพระคริสต์ที่มีกิ่งและแขนงมากมาย  แต่เรากลับปฏิเสธกิ่งหรือแขนงอื่นๆ  ก็แสดงว่าเรายังไม่ยอมรับการมีส่วนในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้อื่นที่มีต่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน เมื่อเรายอมที่จะปฏิเสธตัวเองเราก็มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้า  และทำนองเดียวกันขณะที่พี่น้องอีกคนหนึ่งยอมปฏิเสธตัวเอง   เขากับเราก็มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณองค์เดียวกัน   ซึ่งจากนั้นเราก็จะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ …  พี่น้องผู้เชื่อทุกคนล้วนยอมรับว่าชีวิตของพวกเขาได้ถูกตรึงไว้บนกางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว   และพวกเขาก็ตระหนักว่าพวกเขาได้มีชีวิตอยู่ร่วมในการเป็นขึ้นมาของพระคริสต์แล้วเช่นกัน     เรามีพระองค์เป็นชีวิตของเราเราตระหนักในเรื่องนี้และเราก็ยืนอยู่บนพื้นฐานนี้โดยการปฏิเสธความปรารถนาและความเป็นตัวตนของเราเอง     นี่เป็นเรื่องที่อัศจรรย์ยิ่งนัก!   ที่เราในฐานะมนุษย์ผู้เป็นคนบาปได้กลายเป็นหนึ่งในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นและมีชีวิตในองค์พระผู้เป็นเจ้า    การที่เราเข้าส่วนจนเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมิใช่เพราะเราได้เรียนรู้หลักธรรมจนเข้าใจ    แต่เป็นเพราะว่าเราได้มีชีวิตอยู่ในประสบการณ์แห่งการทนทุกข์ทรมาน  การสิ้นพระชนม์  และความชื่นชมยินดีกับการเป็นขึ้นมาของพระองค์   ซึ่งในฐานะวิสุทธิชนแห่งพระองค์ …

การเลี้ยงดูตามอย่างพระเจ้า

ยน.3:16   เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ 1ทธ.1:15 คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลกเพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก. ยอห์น 3:16 กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”. น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นไม่เพียงรักคนที่ชอบธรรม  แต่ยังรักคนบาป  และยังรักโลกด้วย.  โลกนั้นมีความชั่วร้ายเนื่องมาจากความบาป.  คำว่า “โลก”  นั้นในภาษากรีกชี้ถึงผู้คนที่ทำบาปและตกต่ำและเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ตกอยู่ในความบาปแห่งโลกนี้   ท่ามกลางมนุษยชาติทั้งหมดล้วนได้กลายเป็นมนุษย์แห่งความบาปที่มีชีวิตอยู่ฝ่ายโลก…พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติที่ตกต่ำเหล่านี้ พวกเขาได้เสื่อมเสียพระสิริของพระเจ้าไปจนถึงขั้นที่ได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับซาตานเสียแล้ว   คำว่า “โลกหรือมนุษย์โลก”  เป็นการบ่งชี้ว่ามนุษย์ได้กลายเป็นหนึ่งกับซาตานเพราะความบาปนั้น  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์โลกได้กลายเป็นศัตรูกับพระเจ้าไปเสียแล้ว  การที่ยอห์น 3:16 ได้กล่าวว่ามนุษยชาติก็คือ “โลก” นั้นเป็นคำที่ชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายที่มนุษย์ได้ละทิ้งพระสิริและสง่าราศีของพระเจ้าไปแล้วอย่างสิ้นเชิง    แต่ทว่าพระเจ้าทรงรักโลก นั่นก็คือรักมนุษย์ที่ชั่วร้ายที่สุดในท่ามกลางมนุษย์ที่ชั่วร้าย ยิ่งกว่านั้นพระเจ้ายังได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้กับเรา ไม่ใช่เพียงช่วยเราขึ้นสู่แผ่นดินสวรรค์ แต่เพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์นั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์. 1 ทิโมธี 1:15 กล่าวว่า “คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก”. เราได้มองเห็นแล้วว่าคำว่า “โลก” ในวลีที่กล่าวว่าพระคริสต์เยซูได้เสด็จเข้ามาในโลกนั้น (ภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า “มนุษย์โลก”)  พระองค์เสด็จมาในโลกโดยการเข้ามาอยู่ท่ามกลางมนุษยชาติก็เพื่อจะช่วยคนบาปให้รอด. ขณะที่เปาโลยังเป็นเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัสนั้นท่านเป็นคนบาปในลำดับต้นๆ. ถ้าหากพระคริสต์มาช่วยเพียงคนปกติ …

จิตวิญญาณที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระคริสต์

รม.8:16 พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า 1คร.6:17 แต่ส่วนคนที่ผูกพันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นจิตใจอันเดียวกันกับพระองค์. จิตวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของผู้เชื่อจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ภายในเรา (1คร.6:17) …เพื่อให้เราดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์  ดังนั้นการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อก็คือการดำเนินชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าร่วมประสานกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเข้าสนิทระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับ…การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทั้งสองส่วนนี้อย่างสิ้นเชิง   พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณมนุษย์ก็มีจิตวิญญาณ  ทั้งสองส่วนนี้จึงสามารถเข้าผสานกันเป็นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อนั้นก็คือ  การที่ผู้เชื่อได้ยอมให้พระเจ้าเข้ามาสู่ภายในชีวิตของเขาและนำพาชีวิตของเขาในทุกกรณี  จนตัวของเขา  ความคิดของเขา  การกระทำของเขา  กลายเป็นสิ่งเดียวกัน  หรือเหมือนกันกับพระเจ้า  ซึ่งนี่คือความล้ำลึกแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทรงสำแดงผ่านชีวิตของผู้เชื่อในพระองค์  ด้วยเหตุนี้กุญแจสำคัญแห่งชีวิตในความรอดของผู้เชื่อในพระองค์ก็คือ  การมีชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระองค์ทรงนำพาในทุกกรณีนั่นเอง “พระ​วิญ​ญาณ​นั้น​เป็น​พยาน​ร่วม​กับ​จิต​วิญ​ญาณ​ของ​เรา​ว่า เรา​เป็น​ลูก​ของ​พระ​เจ้า”  โรม 8:16 เมื่อพิจารณาตามพระธรรม 1 โครินธ์ 6:17 นั้นสำแดงให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตแห่งความรอดสำหรับผู้เชื่อก็คือ   การมีชีวิตที่จิตวิญญาณของเขาได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระวิญญาณของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ทั้งทางด้านกายภาพ (การกระทำ)  และทางจิตวิญญาณ (ความรู้สึกนึกคิด)  ซึ่งในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงสร้างเสริมอุปนิสัยของผู้เชื่อเสียใหม่จนกลายเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยเดียวกันกับพระคริสต์  และนี่ก็คือชีวิตที่เติบโตในพระคริสต์นั่นเอง ผู้ที่ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามเนื้อหนังและราคะตัณหาชีวิตของเขาจะตกต่ำ   ส่วนผู้ที่ดำเนินชีวิตตามความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นจะมีความสูงส่งกว่า  พระเจ้าได้ทรงประทานพระบัญญัติจารึกลงในแผ่นศิลาให้กับชนชาติของพระองค์เมื่อพวกเขาเดินทางออกมาจากอิยิปต์  แต่ทว่าวาระสุดท้ายนี้พระองค์จะทรงจารึกบัญญัติของพระองค์ไว้ที่หัวใจของผู้เชื่อที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์  เพราะว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ถามอีกแล้วว่าพระบัญญัติของพระเจ้าตรัสว่าอะไร  แต่พวกเขารู้ซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์  ผู้ทรงประทานความรักอันยิ่งใหญ่ให้กับมนุษย์โดยประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาเพื่อสิ้นพระชนม์บนโลกนี้แทนเรานั้น  พระองค์ต้องการให้มนุษย์กระทำในสิ่งใดเพื่อสำแดงออกถึงการตอบสนองต่อความรักที่พระองค์ทรงมีให้กับพวกเขา… ขอให้พี่น้องผู้เชื่อทุกๆ ท่านได้มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์นะครับ