เรื่องชีวิตและจิตวิญญาณ

ความอธรรมทำให้มนุษย์ที่เป็นมลทิน

มาระโก 7 : 21 – 23  “เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ ความอธรรม….. สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” เอเสเคียล 28 : 17  “และเมื่อคนอธรรมหันกลับจากความอธรรมที่ตนกระทำไป และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม  เขาก็ได้ช่วยชีวิตของเขาเองไว้” ทิตัส 2 : 12   “สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ   สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม” พระเจ้าทรงเป็นแหล่งแห่งความชอบธรรม  เมื่อพระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะทรงสร้างมนุษย์นั้น  พระองค์ได้ทรงประทานพระองค์เอง คือ “ลมปราณแห่งชีวิต”  ซึ่งหมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์  (ยอห์น 20 : 22)  เข้ามาสู่ภายในมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง  พระองค์ได้ทรงให้คุณความดีของพระองค์เองกลายเป็นชีวิตของมนุษย์ในครั้งนั้น  ด้วยเหตุนี้เมื่อแรกสร้างนั้นมนุษย์จึงมีความบริสุทธิ์  และความชอบธรรมที่สมบูรณ์  เพราะความชอบธรรมนั้นมาจากพระเจ้า เมื่อมนุษย์กระทำความบาป  ความบริสุทธิ์ได้ถูกความไม่บริสุทธิ์เข้ามาแทรกแซง,  ความชอบธรรมได้ถูกความไม่ชอบธรรม (อธรรม)  เข้ามาแทรกแซงซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างไปจากธรรมชาติเดิมของมนุษย์ แต่ได้สอดแทรกเข้ามาในชีวิตของมนุษย์  ธรรมชาติบาปไม่ใช่ธรรมชาติปกติของมนุษย์เมื่อแรกเริ่ม  (มนุษย์ฝ่ายวิญญาณ)  แต่เป็นธรรมชาติเทียมที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังแทน ด้วยเหตุนี้ความอธรรมจึงเป็นสิ่งต่าง…

ความโลภทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

มาระโก 7 : 21 – 23 “เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ…….. สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” อพยพ  20 : 17  “อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา  หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน” ปฐมกาล  3 : 6 เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน เป้าหมายของซาตานในการทำลายมนุษย์นั้นก็คือ  ความคิด   เมื่อซาตานล่อลวงให้มนุษย์เห็นถึงประโยชน์เฉพาะหน้าที่จะได้รับจากสิ่งนั้นแล้ว  ความคิดของมนุษย์ก็จะถูกชักจูงให้เคลื่อนคล้อยไปในทางที่ตกต่ำ  เพราะเหตุที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษยฺ์มาให้มีอิสระในการที่จะเลือก  ที่จะทำ หรือไม่กระทำ  ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ได้  ดังนั้นความ  “อยากรู้อยากเห็น”   ความปรารถนาที่จะได้รับในสิ่งที่ยังไม่ได้เป็นของตน   ก็จะเกิดขึ้นตามมา จิตใจเป็นส่วนที่สามารถสำแดงถึงพระฉายาของพระเจ้าได้  และพระเจ้าจะทรงติดต่อกับท่านโดยผ่านทางจิตวิญญาณ  แต่เมื่อจิตใจของท่านเป็นมลทินพระเจ้าก็ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับท่านได้อีกต่อไป  พระองค์ไม่สามารถที่จะเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ต่อท่านได้อีก  ซาตานได้หลอกลวงให้มนุษย์เชื่อว่า  “สิ่งมันบอกนั้น  ดีกว่า …

ฆาตกรคนแรกของโลกนี้

มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน……   สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” มัทธิว 5 : 21 – 24 ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่า  อย่าฆ่าคน       ถ้าผู้ใดฆ่าคน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดโกรธพี่น้องของตน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ ถ้าผู้ใดจะพูดกับพี่น้องว่า    ‘อ้ายโง่’ ผู้นั้นต้องถูกนำไปที่ศาลสูงให้พิพากษาลงโทษและผู้ใดจะว่า ‘อ้ายบ้า’ ผู้นั้นจะมีโทษถึงไฟนรก เหตุฉะนั้นถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน สุภาษิต  14 : 31 บุคคลผู้บีบบังคับคนยากจน ดูถูกพระผู้สร้างของเขา แต่บุคคลที่เอ็นดูต่อคนขัดสนก็ถวายเกียรติแด่พระองค์ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นผู้บริสุทธิ์เพื่อได้ครอบครองสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นในโลกนี้  พระองค์ได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้กับเขาตั้งแต่แรกสร้างจนมนุษย์ได้กลายเป็น “ฉายา”  ของพระเจ้า  ในพระฉายาของพระเจ้านั้นมนุษย์จึงประกอบไปด้วยคุณความดี  (อพยพ 33 :…

ชีวิตมนุษย์ที่เป็นมลทินจากความบาป

มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย……   สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” อพยพ 20 : 15 อย่าลักทรัพย์ อพยพ 20 : 17 อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา  หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน มาลาคี 3 : 8  จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา แต่เจ้ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร’ ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์และเครื่องบูชานั่นซี ความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อพระเจ้านั้นเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของการดำรงอยู่เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้    โดยพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์และมีชีวิตอยู่ในโลก   และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ตั้่งแต่แรกเริ่มนั้นก็เพื่อประโยชน์ของการดำรงอยู่ของมนุษย์เองทั้งสิ้น  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสรรพสิ่งทุกอย่างนั้นพระเจ้าตระเตรียมเอาไว้เพื่อมนุษย์หรือเป็นของมนุษย์นั่นเอง….องค์พระเจ้านั้นทรงเป็นพระวิญญาณ  พระองค์ไม่มีรูปกายที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกนี้….  แต่เมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์นั้น  มนุษย์เป็นเพียง  “ดิน”  ที่ผสมกับ  “ลมปราณ (พระวิญญาณ)” ปฐก. 2 : 7,…

พระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา

เอเสเคียล 34:26 เรา​จะ​ทำ​ให้​พวก‍เขา​กับ​สถาน‍ที่​รอบๆ เนิน‍เขา​ของ​เรา​เป็น​แหล่ง​พร เรา​จะ​ส่ง​ฝน​ลง‍มา​ตาม​ฤดู‍กาล เป็น​ห่า‍ฝน​แห่ง​พร เศคาริยาห์ 10:1 จง​ขอ​ฝน​จาก​พระ‍ยาห์‌เวห์ ใน​ช่วง‍เวลา​ฝน‍ชุก​ปลาย‍ฤดู ขอ​จาก​พระ‍ยาห์‌เวห์​ผู้​ทรง​ปั้น​เมฆ​พายุ  ผู้​ประ‌ทาน​สาย‍ฝน​แก่​มนุษย์และ​ผัก‍หญ้า​ใน​ทุ่ง‍นา​แก่​ทุก​คน เอเฟซัส 1:3 สาธุการ​แด่​พระ‍เจ้า​พระ‍บิดา​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​เรา ผู้​ประ‌ทาน​พร​ฝ่าย​จิต‍วิญ‌ญาณ​ทุก‍อย่าง​แก่​เรา​ใน​สวรรค์‌สถาน​โดย​พระ‍คริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาในเอเสเคียล  34:26 ว่าพลไพร่ของพระองค์ไม่เพียงจะได้พระพรของพระองค์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทำให้พวกเขากลายเป็นแหล่งแห่งพระพรอีกด้วย  ถ้าเรามีสันติสุขจากพันธสัญญาของพระองค์  เราก็จะมีพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามมาด้วยทันที ก่อนอื่นใดตัวเราเองจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับสันติสุขจากพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้น พระองค์จะทำให้เรากลายเป็นแหล่งกำเนิดแห่งพระพรให้กับผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นได้รับพระคุณของพระองค์ผ่านทางเราด้วย. ท่านจะไม่ขาดน้ำธำรงชีวิตเลยเพราะว่าไม่เพียงมีแม่น้ำแห่งชีวิต  แต่ยังมีน้ำพุแห่งชีวิตอีกด้วย ท่ามกลางการนมัสการในคริสตจักรของพระเจ้านั้น  หลายครั้งที่เราสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางการนมัสการนั้น  บางครั้งแม้จะเลิกประชุมกลับไปถึงบ้านแล้วเราก็อาจจะยังรู้สึกว่าสายฝนแห่งพระพรของพระเจ้ายังคงมาถึงเราอยู่   และนี่ก็คือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นได้อยู่กับทุกคริสตจักรเสมอ  พระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งพระพรได้ทรงประทานพระพรตามเวลาและฤดูกาลอยู่เสมอ เอเสเคียล 34:27 ได้บอกกับเราว่า “ต้น‍ไม้​ใน​ทุ่ง​จะ​เกิด‍ผล และ​พื้น‍ดิน​จะ​เกิด‍ผล‍ผลิต พวก‍เขา​จะ​อยู่​อย่าง​ปลอด‍ภัย​ใน​แผ่น‍ดิน​ของ​เขา” สายฝนทำให้ต้นไม้เกิดผล และทำให้ดินมีผลิตผลที่อุดมสมบูรณ์   กรณีนี้ก็บ่งบอกว่าเรามีอาหารฝ่ายวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์ด้วย  ซึ่งทำให้ไม่เพียงตัวเราที่ได้รับพร   แต่ยังสามารถแบ่งปันพระพรนั้นไปยังผู้อื่นได้ด้วย  เนื่องจากคริสตจักรของพระเจ้านั้นจะต้องเป็นแหล่งแห่งพระพรฝ่ายจิตวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์  ดังนั้นในท่ามกลางคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะต้องไม่กันดารอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ เอเฟซัส 1:3 กล่าวว่า “สาธุการ​แด่​พระ‍เจ้า​พระ‍บิดา​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​เรา ผู้​ประ‌ทาน​พร​ฝ่าย​จิต‍วิญ‌ญาณ​ทุก‍อย่าง​แก่​เรา​ใน​สวรรค์สถาน​โดย​พระ‍คริสต์” พระเจ้าทรงอวยพรเราด้วยถ้อยคำที่งดงามของพระองค์ ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้ล้วนเป็นพระพรของเราในทุกประโยค และข้อ…

การล่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณ

มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี (…..)  สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” มัทธิว 5 : 28  ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น        ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว วิวรณ์ 14 : 8 ทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเป็นองค์ที่สองตามไปประกาศว่า “บาบิโลนมหานครนั้นล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว   นครนั้นที่ทำให้ประชาชาติทั้งปวง ดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกำหนัดของเธอ ในการล่วงประเวณี” เมื่อมนุษย์คู่แรกได้หลงกระทำความบาป  ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความเป็นมลทินในชีวิตที่บริสุทธิ์ที่พระเจ้าได้ทรงประทานเอาไว้  ความบาปนั้นได้ทำลายความดีงามให้เสียไป  และได้เปลี่ยนความดีงามให้กลายเป็นสิ่งเลวร้าย  เค้าความคิดของมนุษย์ที่เคยมีความบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม   ความรักในพระเจ้ากลายเป็นความหวาดกลัวและความเกลียดชัง  สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและพัฒนาอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์เรานี่เองจากจิตใจที่ดีงามและงดงามจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นมลทินและเต็มไปด้วยความบาปในที่สุด การล่วงประเวณีนั้นก็คือการยอมตัวไปมีความสัมพันธ์อันไม่ถูกต้องกับสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างถูกต้อง  สามีและภรรยาที่แต่งงานกันย่อมได้รับความผูกพันอย่างถูกต้องเขาทั้งสองได้กลายเป็นเนื้ออันเดียวกันและมีความผูกพันกัน (ปฐก. 2 : 24)   พระเจ้าได้ทรงใช้ครอบครัวเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบของความผูกพันกัน ระหว่างพระคริสต์กับ กับคริสตจักร (พลไพร่ของพระองค์)  อฟ. 5 : 31 – 32…

การทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อท่าน

กิจการ 1 : 4 – 8  “เมื่อพระองค์ได้ทรงพำนักอยู่กับอัครทูต จึงกำชับเขามิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม        แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา คือพระองค์ตรัสว่า “ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่น แหละ   5  เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”  6 เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ”  7 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ไม่ใช่ธุระของท่าน ที่จะรู้เวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์  8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก การปลดเปลื้องความบาป   การปลดปล่อยชีวิตจากความมลทิน   การแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสกว่า  ฯลฯ เหล่านี้เป็นพันธกิจฝ่ายวิญญาณ   แม้ว่าการแจกทานที่ปรากฏในพระธรรมกิจการบทที่ 6  “ฝ่ายอัครทูตทั้งสิบสองคนจึงเรียกบรรดาศิษย์ให้ประชุมกัน แล้วกล่าวว่า “ซึ่งเราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า มัวไปแจกอาหารก็หาควรไม่  3 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้”   กิจการ  6 : 3 – 4  ก็ยังจำเป็นต้องเลือกสรรผู้ที่ทำการที่ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์…

จงยำเกรงและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

วิวรณ์  14 : 7 “ท่านประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์…..       …..และจงนมัสการพระองค์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก ทะเล  และบ่อน้ำพุทั้งหลาย” เยเรมีย์  10 : 12 – 13  “ผู้ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์  ผู้ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วย สติปัญญาของพระองค์  และทรงคลี่ท้องฟ้าออกด้วย ความเข้าใจของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียงก็มีเสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า และทรงกระทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิภพ ทรงกระทำฟ้าแลบเพื่อฝน  และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์” ปฐก. 1 : 31,  2 : 1 “พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้น ที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ” ทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งได้บินไปบนท้องฟ้าและประกาศด้วยเสียงอันดังนั้นหมายถึงข่าวสารของพระเจ้าที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้แก่โลกนี้นั้นจะเป็นข่าวสารที่ทุก ๆ คนจะต้องได้ยินและได้รับรู้ เพราะเป็นข่าวสารที่สำคัญมาก  การประกาศด้วยเสียงอันดังหมายถึงการที่ทำให้ทุก ๆ คนในโลกนี้ให้ความสนใจแก่ข่าวสารนี้ “จงร้องดังๆ อย่าออมไว้  จงเปล่งเสียงของเจ้าเหมือนเป่าเขาสัตว์  จงแจ้งแก่ชนชาติของเราให้ทราบถึงเรื่องการทรยศของเขา  แก่เชื้อสายของยาโคบเรื่องบาปของเขา”  อิสยาห์ …

ชีวิตที่ดำเนินตามพระคริสต์

ลูกา  14 : 25 – 26 คนเป็นอันมากได้ไปกับพระองค์ พระองค์จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับเขาว่า ”ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ลูกา  14 : 33 – 35 ก็เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ”เกลือเป็นสิ่งดี แต่ถ้าแม้เกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้จะใช้เป็นปุ๋ยใส่ดินก็ไม่ได้ จะหมักไว้กับกองมูลสัตว์ทำปุ๋ยก็ไม่ได้ แต่เขาก็ทิ้งเสียเท่านั้น ใครมีหู จงฟังเถิด” พระธรรมลูกาบทที่ 14 : 25 – 35 เป็นสิ่งบอกเหตุที่พระเจ้าทรงสอนว่าเราจะติดตามพระองค์ได้อย่างไร  จากพระคำของพระองค์ในข้อที่ 26  เราจำเป็นที่จะต้องชังทุกสิ่งหรือทุกคนที่ขัดขวางหรือเบี่ยงเบนไปจากชีวิตที่จะติดตามไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  พระประสงค์ของพระคริสต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ที่ติดตามพระองค์เกลียดชังผู้ใด  แต่พระองค์ทรงบอกให้เราเลือกที่จะติดตามพระองค์โดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ในพระธรรมลูกา 14 : 26 ดูเหมือนจะสอนให้เราชัง บิดา, มารดา,  ญาติพี่น้อง แม้กระทั่งตัวเราเอง  ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะว่า  “ความรัก”  ในลักษณะนี้จะส่งผลอย่างมากในการเลือกที่จะติดตามพระคริสต์อย่างซื่อสัตย์   สิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกก็คือเหตุการณ์หรือสิ่งที่มาขัดขวาง  มิใช่ตัวบุคคล …

ชีวิตแห่งการทรงสถิตของพระเจ้า

โรม  7 : 18 ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ  แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ ฟิลิปปี 2 : 13 เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์  กระบวนการทางความคิดของมนุษย์ได้ถูกปลูกฝังให้มีความเชื่อว่า  มนุษย์สามารถกระทำในสิ่งต่างๆ ได้ ถ้าใช้ความพยายามมากเพียงพอ ด้วยความคิดลักษณะนี้จึงทำให้จิตใจของมนุษย์เองเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง  ความเห็นแก่ตัว และการล่วงละเมิด  แม้ว่าบ่อยครั้งที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานแต่ด้วยความไม่ยอมรับความจริงของชีวิต   ทำให้มนุษย์พยายามค้นหาหนทางในการต่อสู้เพื่อให้พ้นจากสิ่งที่กดดันและบีบรัดด้วยตัวเองตลอดมา  เหมือนดังคนที่ตกลงไปในบ่อทรายดูดยิ่งด้นรนเพื่อที่จะให้พ้นจากหล่มทราย  แต่ก็กลับยิ่งทำให้ตนเองจมลึกลงไปทุกที  แม้จะไม่ดิ้นรนหรืออยู่เฉย ๆ ก็ต้องจมลงไปในบ่อทรายลงไปเรื่อยๆ  ความบาปทำให้เกิดผลในทางเลวร้ายต่อตัวของมนุษย์เองอย่างหาที่สุดมิได้  ชีวิตของเราตกต่ำลงไปโดยไม่มีหนทางที่จะก้าวพ้นจากทางแห่งความเลวร้ายนี้ได้ พระเยซูทรงตรัสเป็นครั้งแรกในการประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ต่อชาวโลกว่า  “จงกลับใจเสียใหม่”  การกลับใจนี้มิได้หมายเพียงแค่การละเลิกจากการกระทำอันเป็นความผิดความบาป  แต่การกลับใจนั้นยังหมายรวมถึง  การยอมรับว่าตัวเองไม่มีความสามารถและพลังเพียงพอที่จะต่อสู้กับความบาปที่ทำให้ชีวิตของตนเองตกต่ำลงไปได้  “คนเอธิโอเปียเปลี่ยนวรรณะของตนเองได้หรือ หรือเสือดาวเปลี่ยนลายของมัน    ถ้าได้แล้วเจ้าทั้งหลายผู้ที่เคยต่อการกระทำความชั่ว จะมากระทำความดีก็ได้”   เยเรมีย์ บทที่ 13 : 23   มนุษย์นั้นพยายามจะจัดการชีวิตของตนเองและของผู้อื่นอยู่เสมอ  อย่างไรก็ดีการจัดการเหล่านั้นกลับมักจะพบกับการล้มเหลวเสมอ   ดังนั้นในขั้นตอนแรกที่จะทำให้เราสามารถกลับใจใหม่ได้ก็คือ  “ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมและจัดการกับชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง”…