เรื่องชีวิตและจิตวิญญาณ

นิมิตการรับใช้ของผู้รับใช้ของพระเจ้า

อสค.1:1…. ขณะเมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำเคบาร์ในหมู่พวกเชลย ท้องฟ้าเบิกออก และข้าพเจ้าได้เห็นพระเจ้าในนิมิต กจ.26:19 ข้าแต่กษัตริย์อากริปปา เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าพระบาทจึงเชื่อฟังนิมิต ซึ่งมาจากสวรรค์นั้น และมิได้ขัดขืน วว.21:2 ข้าพเจ้าได้เห็นวิสุทธนคร คือนครเยรูซาเล็มใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า   นครนี้ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้วเหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี ทุกคนที่ปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าจะต้องเป็นผู้ที่มีมีนิมิตที่มีสง่าราศีอย่างใดอย่างหนึ่ง.  นิมิตที่ว่านี้ไม่ใช่หมายถึงว่าการมองเห็นของท่านเท่านั้นแต่คือสง่าราศีของพระเจ้า   สิ่งที่ท่านมองเห็นนั้นคือสง่าราศีที่จะกระทำเพื่อถวายให้แด่พระเจ้า.   ฉะนั้นเมื่อท่านมีนิมิตดังกล่าวสิ่งที่ท่านมองเห็นก็จะกลายเป็นสง่าราศีและนี่ก็คือนิมิตอันมีสง่าราศีที่มาจากพระเจ้า. คำว่า “นิมิต” หมายถึงสิ่งจุดมุ่งหมายที่พิเศษ และวิเศษมากซึ่งไม่ธรรมดา,  ไม่ใช่สิ่งสามัญ. นิมิตยังหมายถึงเหตุการณ์หรือทิวทัศน์. ท่านมองเห็นทิวทัศน์นั้นเนื่องจากมันปรากฏออกมา. ดังนั้นนิมิตจึงเป็นการมองเห็นที่พิเศษอย่างหนึ่ง.   เราต้องรู้ว่าการปรนนิบัติพระเจ้าไม่ใช่เรื่องธรรมดาทั่วไป.   สิ่งนี้ก็เนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไม่ใช่เป็นสิ่งธรรมดาทั่วไป. ถ้าเราไม่มีความรู้สึกเกี่ยวกับการปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าและการเป็นพยานเพื่อพระองค์แล้วเราก็คือคนที่ไม่เห็นและไม่มีนิมิตนั่นเอง. นิมิตของพระเจ้าคือการเปิดเผยของพระองค์ที่ทำให้พลไพร่ของพระองค์มองเห็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์, ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณ, และเป็นฝ่ายสวรรค์. เอเสเคียลมองเห็นนิมิตที่อยู่ฝ่ายวิญญาณและเป็นฝ่ายสวรรค์นี้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเขา ภายใต้ฟ้าสวรรค์ที่เปิดออก (เทียบกับ อฟ.3:3-5; วว.1:10; 4:2; 17:3; 21:10) และเขาได้นำนิมิตเหล่านี้ ไปให้แก่พลไพร่ของพระเจ้าเพื่อจะฟื้นฟูและหนุนใจพวกเขาจากการเป็นเชลยเพื่อการก่อสร้างพระวิหารที่ประทับของพระเจ้า. สิ่งนี้ก็มาจากคำพยากรณ์ของยะเอเศเคียลซึ่งให้แก่พลไพร่ที่อยู่ภายใต้การเป็นเชลยเป็นสำคัญ (อสค.3:10-11) เพื่อว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะละทิ้งรูปเคารพโดยหันจิตใจของเขาสู่พระเจ้าและกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอน ของเขาหลังจากผ่านการตกเป็นเชลยไป 70 ปี. พระคัมภีร์ทั้งเล่ม และหนังสือเอเศเคียลเป็นภาพย่อของน้ำพระทัยของพระเจ้า   และพระคัมภีร์ได้เปิดเผยว่า พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าคือการที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้พลไพร่ของพระองค์ที่พระองค์ทรงเลือกสรรในโลกนี้นั้นเป็นเหมือนกับพระองค์   ทั้งในด้านชีวิต,…

เป็นผู้รับใช้ที่ไม่มีความละอาย

2 ทิโมธี 1 : 8  “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือฝ่ายตัวข้าพเจ้าที่ถูกจำจองอยู่เพราะเห็นแก่พระองค์  แต่จงมีส่วนในการยากลำบาก เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ โดยอาศัยฤทธิ์เดชแห่งพระเจ้า” อ.เปาโลเขียนจดหมาย 2 ทิโมธี ในเวลาที่คริสเตียนในขณะนั้นอยู่ในช่วงของการข่มเหงอย่างหนัก คริสเตียนดำเนินชีวิตท่ามกลางความยากลำบากอย่างมากเพราะเรื่องของพระเยซูเป็นที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม และคริสเตียนเองถูกดูถูกและใส่ร้าย ไม่เป็นที่นิยมชมชอบ เป็นเหตุให้ทีมงาน อ.เปาโลหลายคนได้ละทิ้ง อ.เปาโล  และต่างก็อ่อนแอละทิ้งความเชื่อ (2ทธ.1:15, 2ทธ.4:10, 2ทธ.4:14)  ในสภาพแรงกดดันเช่นนี้ อ.เปาโล ได้เขียนจดหมายหนุนใจทิโมธีไม่ให้มีความละอายใน 3 สิ่ง ดังนี้ ไม่มีความละอายในการเป็นพยานเรื่องของพระเยซูคริสต์ (ข้อ 8) “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา..” ผู้รับใช้พระเจ้าที่ดีต้องไม่ละอายที่จะเป็นพยานเรื่องของพระเยซูคริสต์ คำว่า “เป็นพยาน” ในที่นี้หมายถึงการกล่าวถึงหลักฐาน การพูดชี้แจงถึงความจริงของพระเยซูคริสต์ การเป็นพยานด้วยชีวิตและประสบการณ์ของคริสเตียนจะเป็นหลักฐานที่สำคัญที่จะยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ (มธ.8:4)  การจะมีความ “ละอาย” ในการเป็นพยานนั้น อาจเกิดได้จาก 2 ประการคือ 1.1  ละอายเรื่องของพระเยซูคริสต์ เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งเพราะเป็นอาการของคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง พระเยซูได้บอกไว้ว่าหากใครละอายพระองค์ พระองค์ก็จะละอายเขาเช่นเดียวกัน (มก.8:38) 1.2  ละอายในการเป็นพยาน…

เราเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ (2)

2 ทิโมธี 1 : 2 – 7 ถึง ทิโมธีบุตรที่รักของเรา ขอพระคุณและพระเมตตา และสันติสุขจากพระบิดาเจ้า และพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงดำรงอยู่กับท่านเถิด  3 เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงท่านในการอธิษฐานอยู่เสมอนั้น ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าซึ่งข้าพเจ้าได้รับใช้ด้วยจิตสำนึกอันบริสุทธิ์เช่นบรรพบุรุษของข้าพเจ้า   4 ขณะเมื่อระลึกถึงน้ำตาของท่าน ข้าพเจ้าก็ปรารถนาทั้งวันทั้งคืนที่จะได้พบท่าน ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่ง  5 ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน  6 อันของประทานของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในท่าน โดยที่ข้าพเจ้าได้เอามือวางบนท่านนั้น  ขอเตือนว่าท่านจงกระทำให้รุ่งเรืองขึ้น  7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก  และการบังคับตนเองให้แก่เรา ความมั่นใจในการทรงเรียกให้เป็นผู้รับใช้ คริสเตียนจะรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผลสูงสุด จะต้องรับใช้ตามการทรงเรียกของพระเจ้า ซึ่งสิ่งที่ อ.เปาโลกล่าวถึงทิโมธีในตอนนี้ เป็นการย้ำเตือนทิโมธีให้มีความมั่นใจในการทรงเรียกในชีวิต เพราะความมั่นใจจะทำให้ไม่เกิดการสั่นคลอนในการรับใช้ เมื่อเรามีความมั่นใจเราก็จะทำให้การทรงเรียกสำเร็จในชีวิตของเรา และสิ่งที่พระเจ้าทำให้เกิดกับเรา ที่ทำให้เรามั่นใจในการทรงเรียก คือ การสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณ (ข้อ 2-4) อ.เปาโลเรียกทิโมธีว่า ‘บุตรที่รักของเรา’ และเป็นผู้ที่ทำให้ทิโมธีได้มีโอกาสมารับใช้พระเจ้า รับการสร้างและฝึกฝนชีวิตในทางพระเจ้า (กจ.16:1)  ทิโมธี เป็นดังศิษย์คนสนิทที่รับการสอนสร้าง…

เราเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์

1 ทิโมธี 1: 1 จาก เปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระบัญชาของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา  และพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นความหวังของเรา 1 เปโตร 2 : 9 “แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์  เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์   ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” ความสำคัญของการทรงเรียกเป็นผู้รับใช้ (2ทธ.1:1) พระธรรม 2ทิโมธี เป็นจดหมายฝากที่ อ.เปาโลเขียนไปยังทิโมธี เมื่อเวลาที่ท่านได้รับใช้พระเจ้ามาเป็นเวลานาน เขียนขณะที่ท่านติดคุกที่กรุงโรม ก่อนจะถูกประหารชีวิต เพื่อจะกระตุ้นหนุนใจทิโมธี ลูกแห่งความเชื่อ และผู้รับใช้พระเจ้าทุกคนที่จะได้อ่านจดหมายฉบับนี้ในเรื่องการรับใช้พระเจ้า และการเป็นผู้รับใช้ที่ดีของพระเยซูได้ หนังสือนี้จึงเหมาะกับคริสเตียนทุกคนเพราะทุกคนเป็นปุโรหิต และถูกเรียกให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า ซึ่ง อ.เปาโลตระหนักถึงความสำคัญของการทรงเรียก 4  ประการ ดังนี้ ทรงเรียกให้มีสิทธิอำนาจ “จากเปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์” อ.เปาโลเรียกตนเองในการขึ้นต้นจดหมายเสมอว่า “อัครทูตของพระเยซูคริสต์” ซึ่งการใช้ตำแหน่งอัครทูตนี้ เป็นการแสดงถึงสิทธิอำนาจของการรับใช้พระเจ้า (1คร.9:1) การเป็นอัครฑูต คือ ผู้ที่ได้รับสิทธิอำนาจจากพระเยซูคริสต์ในประกาศข่าวประเสริฐ สั่งสอนคนทั้งหลายให้ติดตามพระเยซูแทนพระองค์ (กท.1:1) อ.เปาโลตระหนักถึงความสำคัญของการทรงเรียกจากพระเจ้าว่า…

ความรักและความอ่อนสุภาพ

ยอห์น 8 ; 4 – 7 เขาทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่ ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้”  เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า   “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” ยากอบ  3 : 11 – 13 คำสรรเสริญและคำแช่งด่าก็ออกมาจากปากอันเดียวกัน ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น  บ่อน้ำพุจะมีน้ำจืดและน้ำกร่อยพุ่งออกมาจากช่องเดียวกันได้หรือ  พี่น้องทั้งหลายต้นมะเดื่อจะออกผลเป็นมะกอกเทศได้หรือ หรือเถาองุ่นจะออกผลเป็นมะเดื่อได้หรือ  บ่อน้ำพุเค็มก็ทำให้เกิดน้ำจืดอีกไม่ได้เลยในพวกท่านผู้ใดเป็นคนฉลาดและมีปัญญา ก็ให้ผู้นั้นแสดงการประพฤติของตนด้วยพฤติกรรมอันดี   มีใจอ่อนสุภาพประกอบด้วยปัญญา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้านั้นจะเป็นผู้ที่มีจิตใจที่สูงกว่าบุคคลทั่วไปเพราะเขาเหล่านั้นซาบซึ้งต่อความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเขา  ประสบการณ์แห่งความรอดที่พระเยซูได้ทรงประทานให้ในชีวิตของเขานั้น  ทำให้ชีวิตที่เป็นตัวตนของเขาจบสิ้นลงเขาจะไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อตนเองเท่านั้นอีกต่อไป  แต่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าและปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์  คำ ๆ นี้อาจจะฟังดูเข้าใจยากแต่ในความเป็นจริงแล้ว  การปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์นั้นมิใช่เพื่อประโยชน์ของพระเจ้า  แต่ทุกสิ่งนั้นก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชีวิตของเรานั่นเอง ประสบการณ์แห่งความรอดที่ได้รับจากพระเยซูนั้นจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ,  ท่าที,  และพฤติกรรมของผู้เชื่อให้ต่างไปจากที่เคยเป็นอย่างสิ้นเชิง  พระเยซูทรงตรัสว่า  “จงรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดความคิด  และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”   มัทธิว 22 : 38 – 39   พระองค์ทรงเน้นให้มนุษย์ได้เห็นว่า  …

การสามัคคีธรรมแห่งพระวิญญาณ

1ยน.1:2-3 (และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น  และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย)  ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา     เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ในหนังสือ 2 โครินธ์ 13:14 การสามัคคีธรรมอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนี้ ถูกเรียกว่า “ความสนิทสนมซึ่งมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ” ในหนังสือกิจการ 2:42 การสามัคคีธรรมนี้ก็คือ “การสามัคคีธรรม ของพวกอัครทูต” และในหนังสือฟิลิปปี 2:1 การสามัคคีธรรมนี้ก็คือ “การมีความรักของพระวิญญาณ.” จากพระคำเหล่านี้ เรามองเห็นได้ว่า การสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้นั้น เป็นของพระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณบริสุทธิ์, พวกอัครสาวก, และเหล่าผู้เชื่อทุกคน  พวกเขาทุกคนล้วนมีความเกี่ยวข้องอยู่ในการสามัคคีธรรมนี้. การสามัคคีธรรมนี้มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลมากมายดังนั้นการสามัคคีธรรมนี้จึงมีลักษณะร่วมจิตใจซึ่งกันและกัน  เป็นไปไม่ได้ที่คนๆ เดียวจะมีการสามัคคีธรรมนี้ด้วยตัวเอง เพราะแม้ว่าการสามัคคีธรรมนี้จะมีหนึ่งเดียวแต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลมากมายร่วมกัน การสามัคคีธรรมคือ การแบ่งปันชีวิตซึ่งกันและกัน  และชีวิตนั้นเป็นชีวิตนิรันดร์ที่มีอยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน ซึ่งต่างก็ได้รับเอาและมีชีวิตแห่งองค์พระเยซูคริสต์อยู่ภายใน. … ซึ่งโดยการแบ่งปันและเป็นพยานซึ่งกันและกันของผู้ชอบธรรมเหล่านี้   รวมถึงการสามัคคีธรรมของผู้เชื่อทุกคนด้วยเหตุนี้เองจึงสามารถรักษาความเป็นหนึ่งในพระคริสต์ร่วมกันไว้ได้ หนังสือ 1 ยอห์น 1:2-3 และข้อ 6-7 เปิดเผยว่าการสามัคคีธรรมของชีวิตที่อยู่ในพระเจ้านั้น…

พระวิญญาณของพระเจ้ายังคงตรัสกับเรา

ฮบ.1:1-2  ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ   แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก   พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร กจ.2:42 เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม        ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปังและการอธิษฐาน คำสอนของอัครทูตก็คือ  สิ่งที่พระเยซูได้ทรงตรัสไว้ทั้งหมดของพระองค์. พันธสัญญาใหม่ทั้งหมดก็คือคำสอนของอัครทูตที่พระเจ้าทรงตรัสผ่านนั่นเอง และวันนี้พระเจ้าก็ยังทรงตรัสอยู่. เรื่องที่พระเจ้าทรงตรัสนั้นมีมากมาย. หนังสือฮีบรู 1:1-2 “กล่าวว่า “ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ   แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร…” วันนี้พระเจ้าทรงตรัสแก่เราผ่านทางพระบุตร.  พระเจ้ามิได้ตรัสแก่เราในวิธีทางอื่น  แม้พระองค์ตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะแต่นั่นก็คือการที่พระบุตรของพระเจ้าทรงใช้นั่นเอง…. พันธสัญญาใหม่นั้นมีลักษณะที่พิเศษจากข้อความนี้เราก็สามารถตระหนักว่า การตรัสของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่นั้นเกิดขึ้นโดยวิธีการที่พระเยซูทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์นั่นเอง. การบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูนั้นได้บันทึกไว้ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่ม. พระเยซูผู้ทรงตรัสไว้ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่มก็คือ  พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่แท้จริง และพระบุตรของพระเจ้าผู้นี้ก็คือตัวของพระเจ้าเอง. ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่าการตรัสขององค์พระเยซูเจ้า ก็คือการตรัสของพระเจ้า ที่อยู่ในพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ในหนังสือกิตติคุณสี่เล่ม (ยน.14:10; 5:24; มธ.28:19-20). หนังสือยอห์น 14:10 กล่าวว่า “ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา คำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น  เรามิได้กล่าวตามใจชอบ แต่พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา ได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์.”    ….เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (ยน.10:30). ขณะที่พระบุตรทรงตรัสพระบิดาก็ทรงตรัสด้วย. พระบิดาทรงตรัสอยู่ภายในของพระบุตรนั้น. การตรัสของพระบิดาไม่ได้หยุดลงในหนังสือกิตติคุณสี่เล่ม. พระองค์ยังทรงตรัสในพระบุตร ในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณโดยเหล่าอัครทูต ตั้งแต่หนังสือกิจการไปถึงหนังสือวิวรณ์ (ยน.16:12-15; วว. 2:1, 7; 1คร.…

ก้าวพ้นจากความท้อแท้ใจ

1พกษ18 : 37 – 40  “ข้าขอแต่พระเจ้า ขอทรงฟังข้าพระองค์ ทรงฟังข้าพระองค์ เพื่อชนชาตินี้จะทราบว่าพระองค์คือพระเยโฮวาห์  ทรงเป็นพระเจ้า และพระองค์ทรงหันจิตใจของเขาทั้งหลายกลับมาอีก”  38 แล้วไฟของพระเจ้าก็ตกลงมาและไหม้เครื่องเผาบูชา และฟืนและหิน และผงคลี และเลียน้ำซึ่งอยู่ในคู  39 และเมื่อประชาชนทั้งปวงได้เห็น เขาก็ซบหน้าลงและร้องว่า  “พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า”   40 และเอลียาห์บอกเขาว่า   “จงจับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล อย่าให้หนีไปได้สักคนเดียว”      และเขาทั้งหลายก็ไปจับเขามา และเอลียาห์ก็นำเขามาที่ลำธารคีโชน และฆ่าเขาเสียที่นั่น ความท้อแท้ใจเกิดขึ้นกับคนในทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย  เช่นเดียวกับเอลียาห์ผู้รับใช้ของพระเจ้า   ชัยชนะที่เขาพึ่งได้รับสดๆร้อนๆ ต่อหน้าผู้คนมากมาย  พระเจ้าได้รับการกอบกู้สง่าราศีของพระองค์กลับคืนมา   ผู้รับใช้ของพระบาอัลต้องอับอายขายหน้า และ 450 ชีวิตต้องตายไป  (1พกษ18) เขาก้าวเดินลงมาจากยอดเขาอย่างผู้ชัยชนะ    คำถาม :  ในชีวิตคริสเตียนของท่านเคยอยู่ในสภาพอารมณ์เช่นนี้บ่อยหรือไม่  เมื่อคุณได้รับการปกป้องดูแล  การเอาใจใส่พิเศษจากพระเจ้า การช่วยเหลือในวิกฤต ให้พ้นจากสภาพที่อับอายขายหน้า  สภาพที่จนตรอก  ? แต่น่าเสียดายที่ความรู้สึกที่ตื่นเต้นชื่นชมของเอลียาห์เป็นเพียงเหตุการณ์ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นเอง   ซึ่งเราสามารถเรียนรู้บทเรียนจากความท้อใจของเอลียาห์ได้ดังนี้  หนึ่ง  จงรักษาความตื่นตัว และชื่นชมในพระเจ้าเสมอไป …

ความอธรรมทำให้มนุษย์ที่เป็นมลทิน

มาระโก 7 : 21 – 23  “เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ ความอธรรม….. สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” เอเสเคียล 28 : 17  “และเมื่อคนอธรรมหันกลับจากความอธรรมที่ตนกระทำไป และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม  เขาก็ได้ช่วยชีวิตของเขาเองไว้” ทิตัส 2 : 12   “สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ   สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม” พระเจ้าทรงเป็นแหล่งแห่งความชอบธรรม  เมื่อพระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะทรงสร้างมนุษย์นั้น  พระองค์ได้ทรงประทานพระองค์เอง คือ “ลมปราณแห่งชีวิต”  ซึ่งหมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์  (ยอห์น 20 : 22)  เข้ามาสู่ภายในมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง  พระองค์ได้ทรงให้คุณความดีของพระองค์เองกลายเป็นชีวิตของมนุษย์ในครั้งนั้น  ด้วยเหตุนี้เมื่อแรกสร้างนั้นมนุษย์จึงมีความบริสุทธิ์  และความชอบธรรมที่สมบูรณ์  เพราะความชอบธรรมนั้นมาจากพระเจ้า เมื่อมนุษย์กระทำความบาป  ความบริสุทธิ์ได้ถูกความไม่บริสุทธิ์เข้ามาแทรกแซง,  ความชอบธรรมได้ถูกความไม่ชอบธรรม (อธรรม)  เข้ามาแทรกแซงซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างไปจากธรรมชาติเดิมของมนุษย์ แต่ได้สอดแทรกเข้ามาในชีวิตของมนุษย์  ธรรมชาติบาปไม่ใช่ธรรมชาติปกติของมนุษย์เมื่อแรกเริ่ม  (มนุษย์ฝ่ายวิญญาณ)  แต่เป็นธรรมชาติเทียมที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังแทน ด้วยเหตุนี้ความอธรรมจึงเป็นสิ่งต่าง…

ความโลภทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

มาระโก 7 : 21 – 23 “เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ…….. สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” อพยพ  20 : 17  “อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา  หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน” ปฐมกาล  3 : 6 เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน เป้าหมายของซาตานในการทำลายมนุษย์นั้นก็คือ  ความคิด   เมื่อซาตานล่อลวงให้มนุษย์เห็นถึงประโยชน์เฉพาะหน้าที่จะได้รับจากสิ่งนั้นแล้ว  ความคิดของมนุษย์ก็จะถูกชักจูงให้เคลื่อนคล้อยไปในทางที่ตกต่ำ  เพราะเหตุที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษยฺ์มาให้มีอิสระในการที่จะเลือก  ที่จะทำ หรือไม่กระทำ  ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ได้  ดังนั้นความ  “อยากรู้อยากเห็น”   ความปรารถนาที่จะได้รับในสิ่งที่ยังไม่ได้เป็นของตน   ก็จะเกิดขึ้นตามมา จิตใจเป็นส่วนที่สามารถสำแดงถึงพระฉายาของพระเจ้าได้  และพระเจ้าจะทรงติดต่อกับท่านโดยผ่านทางจิตวิญญาณ  แต่เมื่อจิตใจของท่านเป็นมลทินพระเจ้าก็ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับท่านได้อีกต่อไป  พระองค์ไม่สามารถที่จะเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ต่อท่านได้อีก  ซาตานได้หลอกลวงให้มนุษย์เชื่อว่า  “สิ่งมันบอกนั้น  ดีกว่า …