บทความ

จุดกำเนิดของสรรพสิ่ง

แม้จะมีสิ่งต่างๆ มากมายอยู่รอบตัวเรา แต่มิใช่ว่าทุกสิ่งจะเป็นของเรา และแม้เราจะมีบางอย่างเป็นของเรา แต่ก็มิใช่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากทุกอย่างที่เรามีได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงยังต้องการที่จะมีสิ่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตของเรา คำถามที่คนส่วนมากอยากรู้คำตอบจึงได้แก่คำถามที่ว่า “ทำอย่างไรจึงจะมี” หรือ “ทำอย่างไรจึงจะมั่งคั่งร่ำรวย” ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการทำอะไรก่อน หรือไม่มีผลใดเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเหตุ ทุกสิ่งล้วนเกิดมาได้เพราะมีการทำให้เกิด หรือสร้างให้มี เหมือนที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1) ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้เพราะมีการทำให้เกิด ดังนั้นการมีจึงเกิดจากการสร้าง การสร้างจึงเป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง การสร้างทำให้มี ดังนั้นการสร้างจึงเป็นต้นกำเนิดของความมั่งคั่ง ใครสร้าง คนนั้นก็มี ใครไม่สร้าง คนนั้นก็ไม่มี ใครสร้างมาก คนนั้นก็มีมาก ใครสร้างน้อย คนนั้นก็มีน้อย การมีหรือไม่มีจึงขึ้นอยู่กับว่าเราสร้างหรือไม่สร้าง และจะมีมากหรือมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับเราสร้างมากหรือสร้างน้อยเท่านั้น ใครไม่สร้างอะไรเลย เขาก็จะไม่มีอะไรเลย นี่คือสาเหตุที่ขาดแคลน ใครสร้างน้อย เขาก็มีไม่พอ นี่คือสาเหตุที่ยังยากจน ใครสร้างปานกลาง เขาก็มีพอกินพอใช้ นี่คือที่มาของความพอเพียง และใครสร้างมาก เขาก็มีเกินความต้องการ นี่คือต้นเหตุของความมั่งคั่งร่ำรวย จงทำแล้วจะเกิด จงสร้างแล้วจะมี สร้างให้เพียงพอแล้วจะไม่ขาดแคลน สร้างให้มากแล้วจะมีเหลือเฟือ เมื่อมีเหลือเฟือแล้วก็ไม่มีความจนให้ต้องทุกข์อีกต่อไป เหลือแต่การแบ่งปันให้ผู้อื่นเพื่อความสุขความยินดีเท่านั้น

สื่อสารสู่ความหวานชื่นของชีวิตคู่”…..3

ทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ อุปสรรคของการสื่อสารสี่ประการ การสื่อสารที่ต่างกันห้าระดับ ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเอง การยอมรับคนอื่นและการสื่อสารกับคนอื่น ตามคำสอนของพระคัมภีร์ การสื่อสารกับพระเจ้าเป็นตัวจักรสำคัญของการสื่อสารกับคนอื่น วิธีการปรับปรุงการสื่อสารกับพระเจ้าและคนอื่นให้ดีขึ้น            มีสาเหตุหลายอย่างทำให้คนเราไม่สามารถเข้าใจกัน หรือคนอื่นไม่สามารถเข้าถึงตัวเรา พระคัมภีร์ให้หลักคำสอนเพื่อช่วยเราสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ               “แต่ฉันไม่อยากพูดด้วยแล้ว” คุณเคยพูดหรือได้ยินคู่สมรสคุณพูดอย่างนี้ไหม เวลาหมดความอดทนและไม่รู้จะพูดต่อไปอย่างไรดี มีสาเหตุหลายอย่างทำให้คนเราไม่สามารถเข้าใจกัน  หรือคนอื่นไม่สามารถเข้าถึงตัวเรา  พระคัมภีร์ให้หลักคำสอนเพื่อช่วยเราสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ   เหตุที่ไม่มีการสื่อสารกัน  ทำไมบางคนไม่ยอมพูดจากัน  เขาอาจมีสิ่งกีดขวางหรือจุดอ่อนคือ บางคนขาดความสามารถที่จะพูดจาสื่อสารกับคนอื่น เพราะเขาไม่เคยเรียนรู้การแบ่งปันความคิดเห็นกับคนอื่นอย่างเปิดเผยมาก่อน จึงยากที่จะพูด บางคนกลัวการเปิดเผยความคิดหรือความรู้สึกของเขาเพราะกลัวถูกปฏิเสธ กลัวช้ำใจเมื่อคนอื่นขัดแย้งจึงปกป้องตนด้วยการเฉยเสีย เมื่อคู่สมรสไม่พูดกันจุดบกพร่องไม่ได้ขึ้นกับความสามารถในการสื่อสาร แต่กลายเป็นปฏิเสธจะสื่อสารกันต่างหาก ทำให้การสื่อสารเกิดช่องว่าง  บางคนมีท่าทีว่าการพูดคุยกันไร้ประโยชน์ จะคุยทำไม เมื่อเขาไม่สามารถเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งได้แล้วก็ เลิกความพยายามเสียเลย4 บางคนตีค่าตนเองต่ำ คิดว่าตนเองไม่มีความสำคัญ ความคิดไม่ดี ขาดความมั่นใจ จึงมักเก็บความรู้สึกและความคิดเห็นไว้ในใจ การจะบอกว่าอุปสรรคการสื่อสารอยู่ที่ไหน  บางครั้งก็ง่ายแต่บางครั้งก็ยาก  เนื่องจากมีเหตุผลที่ซับซ้อน  คู่สมรสจึงต้องทบทวนและพิจารณาให้ดีว่า  อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง คุณไม่สื่อสารเพราะเหตุใด ก. ไม่สามารถพูดกับคนอื่นได้ ข. กลัวที่จะเปิดเผยความคิดของตัวเอง ค. รู้สึกไม่มีประโยชน์ ง. ความคิดฉันไม่มีคุณค่า  …

สื่อสารสู่ความหวานชื่นของชีวิตคู่”… 2.

เราจะพิจารณาพระคัมภีร์ต่อไป  สุภาษิต 29:20  “เจ้าเห็นคนปากไวหรือ  ยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา”  สามีหรือภรรยาที่ชอบพูดโพล่งออกไปโดยไม่ยั้งคิดคำนึงถึงผลจะเกิดขึ้นจะไม่เป็นผลเสียแน่นอน สุภาษิต 25:11  “ถ้อยคำที่พูดเหมาะ ๆ จะเหมือนลูกท้อทองคำล้อมเงิน  มีอีกตอนกล่าว่า  “ที่จะตอบให้เมาะสมก็เป็นความชื่นบานแก่คน  คำเดียวที่ถูกกาละก็ดีจริง ๆ”  ยังจำความรู้สึกที่สบายอกสบายใจตอนที่คุณทั้งสองคุยกันแบบเสริมสร้างกันได้ไหม  ต่างฝ่ายต่างพยายามสรรหาคำไพเราะ เหมาะสมมาสนทนากัน  ผลก็คือทั้งสองได้รับประโยชน์มาก สำหรับการฟังก็มีบอกไว้ว่า “ถ้าคนใดคนหนึ่งตอบก่อนที่เขาได้ยิน  ก็เป็นความโง่และความอับอายของเขา”  ตามพระคัมภีร์ข้อนี้การฟังหมายถึงการใช้เวลาทำความเข้าใจสถานการณ์ หรือเรื่องราวอย่างชัดเจนก่อนที่จะตัดสินหรือสรุปความคำใด ๆ   ยากอบ 1:19  “ดูก่อนพี่น้องที่รักของข้าพเจ้าจงทราบข้อนี้  จงให้ทุกคนไวในการฟัง  ช้าในการพูด  ช้าในการโกรธ”   พวกเราส่วนมากพร้อมที่จะพูด  แต่ไม่พร้อมจะฟัง  แต่กุญแจดอกสำคัญของคู่สมรสที่ประสบความสำเร็จคือ  การมีใจปรารถนาจะฟังคู่สมรสของตน   ทั้งสองฝ่ายต้องพยายามฟังซึ่งกันและกัน จริงอยู่การฟังต้องใช้ความพยายามมาก  แต่เวลาเดียวกันมันปลดปล่อยเราให้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัว  ทำให้รับรู้ความรู้สึก ความต้องการของอีกฝ่าย  หลายครั้งที่การสื่อสารในชีวิตสมรสล้มเหลว  เพราะแต่ละคนเอาแต่หมกมุ่นสนใจความคิดเรื่องของตนเองอย่างเดียว  จนไม่สามารถเข้าใจคู่สมรสได้  หากทั้งสองเริ่มฟังกันและกัน      การอัศจรรย์จะเกิดขึ้นแน่  นั่นคือต่างมีความรู้สึกและความเข้าใจที่ดีต่อกัน ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของการฟังคือ  การเดาเอาเองว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอะไร  ขณะที่คนพูดยังพูดไม่จบประโยค  นั่นไม่ถูกต้อง      หลายครั้งเขาไม่ได้หมายความอย่างที่คุณคิดสักนิดเดียว  ต้องระวังอย่าพูดแทรกหรือขัดจังหวะ  ขอให้อีกฝ่ายพูดจบก่อน เพื่อความเข้าใจ   จงสื่อสารที่ดีต่อกัน…

สื่อสารสู่ความหวานชื่นของชีวิตคู่ 1

ทำไมการสื่อสารจึงเป็นปัญหา การสื่อสารไม่ได้เป็นเรื่องของการพูดอย่างเดียว การฟังเป็นส่วนสำคัญยิ่งของการสื่อสารในชีวิตสมรส พระคัมภีร์ให้คำแนะนำที่มีคุณค่ามากต่อการสื่อสาร สามีภรรยาเกิดความรู้สึกหงุดหงิดใจต่อกันได้อย่างไร (และจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร) วิธีปรับปรุงทักษะในการสื่อสาร การสื่อสารเป็นกระบวนการ           คำจำกัดความซึ่งตรง ง่ายที่สุดคือการสื่อสารเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนข่าวสารกับอีกคนหนึ่ง  โดยคำพูดหรือวิถีทางอื่นๆที่เข้าใจได้     สิ่งที่พูด  คุย ฟังและการเข้าอกเข้าใจล้วนรวมในกระบวนการสื่อสารทั้งสิ้น ปัญหาใหญ่ของการสื่อสาร คือการไม่เข้าใจกัน  ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารชี้ว่า  ถ้อยคำเมื่อสื่อไปถึงผู้ฟังได้นั้นต้องผ่าน 6  ขั้นตอนต่อไปนี้ สิ่งที่ตั้งใจพูด สิ่งที่พูดออกมา สิ่งที่คนอื่นได้ยิน สิ่งที่คนอื่นคิดว่าเขาได้ยิน สิ่งที่คนอื่นพูดเกี่ยวกับสิ่งซึ่งคุณได้พูด สิ่งที่คุณคิดว่าคนอื่นได้พูดเกี่ยวกับสิ่งซึ่งคุณพูด แสดงว่าการสื่อสารนี่ซับซ้อนจริง ๆ  คนโบราณเตือนว่า “ใจคุณคิดอย่างไรก็ให้ปากพูดออกไปอย่างนั้น  และปากคุณพูดออกมาอย่างไร  ก็ให้ใจคุณคิดอย่างนั้นด้วย”  นี่เป็นกฎเกณฑ์อันทรงค่ายิ่ง  แต่ทำได้ยาก คำถามนี้จะช่วยคุณประเมินผลตัวเองในฐานะผู้สื่อสารคนหนึ่ง คุณรู้สึกว่าการสื่อสารกับคู่สมรสของคุณเป็นเรื่องยากหรือไม่ ก. บ่อยครั้ง   ข. บางครั้ง   ค. ไม่เคย คู่สมรสคุณรู้สึกว่ายากที่จะเข้าใจคำพูดคุณหรือไม่ ก. บ่อยครั้ง     ข. บางครั้ง   ค. ไม่เคย คุณคิดว่าคู่สมรสจะพูดอย่างไรเกี่ยวกับความสามรถในการสื่อสารของคุณ ก. ดีมาก         ข. พอใช้        …

วิธีประยุกต์บทบาทคู่สมรสสู่การปฏิบัติจริง(2)

พระคัมภีร์อธิบายว่า  การเป็นภรรยาที่ดีนั้นควรยอมฟังสามี  ไม่เห็นแก่ตัว     ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์และเป็นที่น่านับถือ  หมายถึง เธอจะไม่พูดหรือทำอะไรทำให้สามีอึดอัด  ขายหน้า เสื่อมเสีย  แต่เธอจะห่วงใย  เสริมสร้าง  มีชีวิตที่วางใจได้   เพราะภรรยาที่ดีจะสัตย์ซื่อต่อสามีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ส่วนเรื่องการแต่งกายของภรรยา   พระคัมภีร์แนะนำว่า   หญิงงามคือ  หญิงที่มีความงดงามและมีสง่าราศีภายใน   เป็นธรรมดาที่ผู้หญิงทั่วไปอยากจะสวย  อยากทันสมัย และดูดีในสายตาของคนอื่น   แต่ไม่ควรให้มากเกินไป  สาว ๆ บางคนแต่งกายรัดรูป เน้นส่วนสัด  เปิดตรงนั้น เว้าตรงนี้  เย้ายวนไปในทางเพศ  น่าเสียดาย เพราะผู้หญิงเหล่านั้น ไม่เข้าใจถึงคุณค่าของความเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง นั่นเอง แรดตัวเมียมันหาคู่อย่างไร  ธรรมชาติของแรดเป็นสัตว์ที่มีสายตาสั้น  เมื่อแรดตัวเมียเห็นแรดตัวผู้ที่มันชอบ  มันจะก้าวถอยหลังก่อน  แล้วจึงวิ่งตรงรี่เข้าใส่ด้วยความเร็วประมาณ 50  กม./ชม. โดยมันจะพุ่งเข้าชนที่สีข้างของตัวผู้เพื่อให้ล้มลง  จากนั้นแรดตัวเมียก็จะเริ่มปฏิบัติการโดยเข้าไปทั้งเตะ ถีบจนแรดตัวผู้ ช้ำระบมไปหมด  นี่เป็นวิธีสื่อให้แรดตัวผู้ ได้รู้ว่า เธอรักเขาจริง ๆ สำหรับคุณสุภาพสตรีที่น่ารัก ไม่สมควรจะทำเช่นนั้นกับผู้ชายที่เป็นแฟนของตน  แต่ควรปฏิบัติด้วยความนุ่มนวล สุภาพอ่อนโยนและมีความเมตตากรุณา    เพราะสิ่งเหล่านี้คือ คุณลักษณะที่ดีของสุภาพสตรี  เธอควรพัฒนาความงามภายในที่แสดงออกด้วยความเป็นกุลสตรี  มีความสุภาพอ่อนน้อม  รู้จักคิดอย่างสร้างสรรค์และแสดงออกด้วยเหตุผล …

ตัวอย่างอิสอัคและโมเสส

มีเรื่องของบุคคล 2 คนในพระคัมภีร์ที่สะกิดใจดิฉัน จนอยากจะนำแบ่งปันท่านผู้อ่านวันนี้ค่ะ บุคคลแรกมีชื่อว่า อิสอัค อิสอัคเป็นลูกที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่าจะประทานให้แก่อับราฮัม และพระองค์ได้ทรงประทานให้จริงๆ ว่ากันไปแล้ว การเกิดของอิสอัคนับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่วงการแพทย์อธิบายไม่ได้นะคะ เพราะขณะที่นางซาราห์ภรรยาของอับราฮัมตั้งครรภ์นั้น เธอมีอายุ  90 ปี เรียกว่าชราแล้วและประจำเดือนก็หมดไปแล้วด้วย (ปฐมกาล 18:11) ขณะที่มีบุตรนั้น อับราฮัมอายุ 100 ปีค่ะ เมื่ออิสอัคแก่ตัวลง ตาของท่านก็มัว มองไม่เห็น ถ้าเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้ว ท่านผู้ฟังก็คงจะคิดว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติของผู้อาวุโส แต่ท่านผู้ฟังทราบไหมคะว่า อาหารที่อิสอัคชอบคืออะไร ให้เรามาอ่านกันจากพระคำ ปฐมกาล 27:1-4 นะคะ พระคัมภีร์กล่าวว่า “เมื่ออิสอัคแก่ตามัว ท่านก็เรียกเอซาวบุตรคนโตของท่านมา และกล่าวแก่เขาว่า  “ลูกเอ๋ย” เขาตอบว่า “ขอรับ” ท่านว่า “ดูเถิด พ่อแก่แล้ว พ่อไม่รู้วันตายของพ่อ เจ้าจงเอาอาวุธของเจ้า คือแล่งธนูและคันธนูออกไปที่ท้องทุ่ง หาเนื้อมาให้พ่อ จัดเตรียมอาหารอร่อยมาให้พ่อ อย่างที่พ่อชอบนั้น แต่นำมาให้พ่อกิน เพื่อจะได้อวยพรแก่เจ้าก่อนพ่อตาย” อิสอัคให้บุตรชายคนโปรดไปล่าเนื้อเพื่อมาทำอาหารที่เขาชอบ อาหารที่อิสอัคชอบรับประทานก็คือเนื้อสัตว์นั่นเอง คราวนี้มาฟังถึงเรื่องราวของบุคคลอีกท่านหนึ่งในพระคัมภีร์นะคะ นั่นก็คือ โมเสส…

วิธีประยุกต์บทบาทคู่สมรสสู่การปฏิบัติจริง(1)

เราคงไม่อยากเห็นคู่สมรสใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยมีแต่วิชาการหรือหลักการเท่านั้น แต่เราควรประยุกต์หลักการ มาสู่การปฏิบัติจริง  เพื่อจะทำให้ครอบครัวของเรามีความสงบสุขและมั่งคงยั่งยืนอย่างแท้จริง   พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ได้ให้แนวทางในการทำหน้าที่ของภรรยาและสามีไว้ดังนี้ว่า “ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน  เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า  เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร  ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์  และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร  คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด  ภรรยาควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น  ฝ่ายสามีจงรักภรรยาของตน  เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร      และทรงประทานพระองค์เอง เพื่อคริสตจักร  เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์”    ( เอเฟซัส 5: 22-33) “ เพื่อพระพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี  ไม่มีตำหนิริ้วรอยหรือมลทินใด ๆ เลย       แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ  เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรรักภรรยาของตน  เหมือนเหมือนกับรักกายของตนเอง  ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง  เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง  มีแต่เลี้ยงดูแลทะนุถนอมเหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร  เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์    เพราะเหตุนี้ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา  และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน ” เราจะนำความจริงเหล่านี้   มาประยุกต์ใช้ในชีวิตของตน    โดยไม่ต้องห่วงถึงบทบาทของอีกฝ่ายหนึ่ง  แต่ให้มีใจจดจ่ออยู่กับบทบาทในชีวิตสมรสของตนเองว่า  ได้เป็นไปตามที่พระคัมภีร์สอนไว้หรือยัง  เราส่วนมาก มักยกเอาคำสอนของพระคัมภีร์มาบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติ  แต่ไม่ชอบนำมาใช้ปฏิบัติกับตนเอง  เช่น  ภรรยาบางคนอาจจะโต้ตอบว่า   ” ดิฉันยินดีจะเชื่อฟังสามี  ถ้าเขารักดิฉันอย่างที่ดิฉันต้องการ ”  การตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการบอกว่า…

ต้อกระจก ตอนที่ 2

โรคต้อกระจก เป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาชนมานานแล้วนะคะ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ทำให้มีปัญหาสายตาพร่ามัว การมองเห็นลดลง บางรายอาจจะเกิดโรคต้อหินเฉียบพลันแทรกซ้อนทำให้ตาบอดในที่สุดได้ค่ะ ต้อกระจก คือโรคที่เกิดจากความขุ่นมัวของเลนส์แก้วตาธรรมชาติซึ่งปรกติจะใส สำหรับสาเหตุของโรคต้อกระจกนั้นมีหลายสาเหตุนะคะ ส่วนใหญ่เป็นการเสื่อมตามวัยค่ะ อายุที่มากขึ้นเลนส์แก้วตาก็จะเริ่มหนาและแข็งขึ้นที่จุดกึ่งกลาง ทำให้มีผลต่อความสามารถในการปรับสายตา สาเหตุอื่นๆที่พบได้เช่น โรคแทรกซ้อนทางตาบางชนิด เช่น โรคต้อหิน ผลจากยาบางชนิด เช่น สเตอรอยด์ โรคที่ผิดปกติทางพันธุกรรมหรือทางเมตาบอลิค โรคที่เกิดจากการขาดอาหาร อุบัติเหตุ การอักเสบทั้งจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ การรับรังสีก็ทำให้เกิดต้อกระจกได้ เด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อหัดเยอรมันในระยะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เป็นต้น นอกจากนี้ หากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้นค่ะ อาหารมีส่วนสำคัญนะคะ การรับประทานอาหารที่มีอนุมูลอิสระมาก เช่น ของทอด เนื้อสัตว์ ก็จะเร่งให้เกิดต้อกระจกเร็วขึ้นค่ะ สำหรับการรักษาด้วยยานั้น : บางกรณีก็ใช้ได้ผลคือทำให้เลนส์ที่ขุ่นใสขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้การขุ่นที่ค่อยๆมากขึ้นนั้น ขุ่นช้าลงกว่าเดิม แต่ไม่ค่อยได้ผลถ้าเลนส์ขุ่นมากแล้ว มักใช้ในกรณีที่เริ่มเป็นน้อยๆมากกว่า การรักษาที่ได้ผลส่วนใหญ่จึงยังคงเป็นการผ่าตัดค่ะ สิ่งที่ผู้ป่วยต้อกระจกทุกรายคาดหวังเมื่อตัดสินใจเข้ารับการรักษาก็คือ การกลับมามองเห็นได้ดีเหมือนหรือใกล้เคียงปรกติมากที่สุด นอกเหนือจากปัจจัยที่เกี่ยวกับพยาธิสภาพที่ตาแล้ว เทคนิคการผ่าตัด และการเลือกค่าสายตาและชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมให้เหมาะสมกับตาที่รับการผ่าตัดของผู้ป่วยแต่ละรายก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้หลังผ่าตัด ผู้ป่วยมองเห็นได้ดีมากน้อยเพียงใด ปัจจุบันการผ่าตัดแบ่งเป็น 2 วีธี คือ การผ่าตัดเพื่อนำเลนส์แก้วตาออกมา…

โรคต้อกระจก ตอนที่ 1

การที่คนเรามองเห็นได้นั้น เกิดจากการทำงานร่วมกันของเลนส์สองชนิดในการรวมแสงให้ไปตกบนจอประสาทตา เลนส์ที่อยู่ด้านหน้า เรียกว่า “กระจกตา” ส่วนเลนส์ที่อยู่ด้านใน เรียกว่า “เลนส์แก้วตา” ค่ะ กระจกตาและเลนส์แก้วตาจะรวมแสงที่เข้ามาในดวงตาเพื่อให้ไปตกบนจอประสาทตาเป็นจุดเดียว หลังจากนั้นแสงจะถูกส่งเป็นสัญญานไฟฟ้าไปที่สมองเพื่อตีความหมายเป็นภาพที่เห็นตรงหน้า นี่คือการทำงานของร่างกายอันอัศจรรย์ของเรา ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องต้อกระจกค่ะ ต้อกระจก เป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมานานแล้ว WHO ประเมินว่าทั่วโลก หกพันล้าน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้าน ซึ่งเป็นผลงานของต้อกระจกและโรคแทรกของมันถึง 45% โดยเฉพาะในแถบประเทศที่ไม่ร่ำรวยนักซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจัด ต้อกระจก คือ ภาวะที่เลนส์แก้วตาซึ่งอยู่ในตาของคนเรา ซึ่งปกติจะมีลักษณะใสเหมือนกระจกจะเริ่มขุ่นมัวขึ้นทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง อาการที่พบได้ คือ สายตาพร่ามัว ซึ่งมองเห็นไม่ชัดเจน เหมือนมีอะไรมาบังภาพบางส่วนไว้ ซึ่งจะเกิดขึ้นช้า ๆ โดยไม่มีอาการปวดตาร่วมด้วย บางท่านจะมองเห็นภาพซ้อนเหมือนมีวัตถุปกติมากกว่าหนึ่งอัน ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียว ตาไม่สู้แสง นอกจากนี้การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่างเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า หรือการมองดวงไฟในเวลากลางคืนจะทำได้ลดลง เมื่อเป็นมากขึ้นต้อกระจกจะเริ่มรบกวนการปฏิบัติภารกิจประจำวัน เช่น การขับรถ การอ่านหนังสือที่ยากขึ้น เป็นต้น หากทิ้งไว้นานโดยไม่รักษาอาจเกิดโรคต้อหินเฉียบพลันแทรกซ้อนทำให้ตาบอดในที่สุด อย่าลืมตรวจการมองเห็นของดวงตาทั้งสองข้างของท่านทุกวันนะคะ

ใครเป็นผู้นำครอบครัวกันแน่

–   ทำไมทุกวันนี้หลายครอบครัวจึงขาดผู้นำ         –   พระคัมภีร์ระบุถึงบทบาทของภรรยาไว้อย่างไร –   การยอมฟังสามีหมายความว่าอะไร                  –   การรักภรรยาหมายความว่าอะไร สังคมไทยในปัจจุบัน มีความสับสนกับบทบาท และความรับผิดชอบของภรรยาในฐานะแม่   และสามีในฐานะพ่อเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นหัวหน้าครอบครัวกันแน่  หรือจำเป็นต้องมีหัวหน้าครอบครัวด้วยหรือ   สมมุติว่า มนุษย์ต่างดาว เหินเวหาข้ามฟ้ามาจอดยานอวกาศหน้าบ้านคุณ  ก้าวลงจากเครื่อง แล้วกดกริ่ง  ลูกสาวคุณออกไปเปิดประตูให้ มนุษย์ต่างดาวนั้นพูดว่า “พาฉันไปหาหัวหน้าหน่อย”  ลูกคุณจะพาเขาไปหาใคร  ไปหาพ่อ หรือแม่ หรือ ไปหาทั้งคู่  หรือเด็กจะอ้างว่า ตัวหนูนี่แหละ คือหัวหน้า    ทุกวันนี้ใครเป็นหัวหน้าหรือผู้นำในครอบครัว สมัยนี้ ดูเหมือนว่าสามีหรือพ่อมีภาพพจน์ใหม่  คือ รับบทเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว และมอบหน้าที่อื่นๆทั้งหมดให้ภรรยาสั่งการและตัดสินใจ   ส่วนตัวสามีนั้นได้ละเลยความรับผิดชอบของการเป็นผู้นำครอบครัวไป  ผันตัวเองกลายมาเป็นผู้ช่วยภรรยาแทน           อีกสาเหตุหนึ่ง ก็เพราะหลายครอบครัวคิดว่า ต้องอยู่ด้วยกันแบบประชาธิปไตย   ทุกคนรวมทั้งลูกมีสิทธิ์โหวดเสียงเท่า ๆ กัน         การทำอย่างนี้ถูกต้อง หรือสอดคล้องกับพระคัมภีร์หรือไม่   คริสเตียนหลายครอบครัวเกือบบ้านแตกสาแหรกขาดเพราะขาดผู้นำ  เนื่องจากมองข้ามคำสอนที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ จากเรื่องราวข้างต้น หลายครอบครัวขาดผู้นำที่เป็นผู้ชาย  เพราะสามีมักทุ่มตัวให้กับอาชีพการงานมาก จนละเลยหน้าที่สำคัญในการเป็นผู้นำของเขา  ประสบการณ์และข้อสังเกตของคุณ  คุณเห็นด้วยหรือไม่…