บทความ

การสร้างบุคลากร

การสร้างวัตถุสิ่งของก็มีความสำคัญมาก แต่เราจะสร้างวัตถุสิ่งของเพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็ไม่เพียงพอ เมื่อมีวัตถุสิ่งของมากเกินกว่าที่เราจะบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องหาคนมาช่วยดูแล วัตถุและการงานที่เราทำไว้จึงจะเจริญก้าวหน้าได้ การหาคนมาบริหารจัดการวัตถุหรือการงานที่เราสร้างไว้เป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ในรายละเอียดมากกว่าการสร้างวัตถุสิ่งของ เพราะถ้าคุณภาพของคนไม่มากไปกว่าวัตถุสิ่งของที่เขาจะบริหารจัดการ ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถบริหารจัดการวัตถุสิ่งของนั้นได้ พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างสิ่งต่างๆ เสร็จแล้ว พระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไปและสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:26) พระคัมภีร์ข้อนี้ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามฉายาของพระองค์ให้ครอบครองสิ่งสรรพสิ่งได้ทรงสร้างไว้นั้น ในการบริหารงานของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเรามีวัตถุสิ่งของ ธุรกิจ หรือการงานที่มากขึ้น เราก็จำเป็นต้องหาคนมาช่วยเราดูแล งานของเราจึงจะเจริญก้าวหน้าได้ ในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน เราไม่สามารถสร้างรูปร่างหน้าตาของคนตามใจคิดของเราได้ แต่เราสามารถสร้างตัวตนภายในของคนได้ องค์ประกอบของตัวตนภายในได้แก่ทักษะ ความสามารถ ความขยันอดทน ความรับผิดชอบ ค่านิยม จิตสำนึก และความจงรักภัคดี ลักษณะของตัวตนภายในเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่ารูปร่างหน้าตาภายนอก องค์กรธุรกิจที่เจริญก้าวหน้าจึงไม่ได้เน้นแค่การผลิตสินค้าเท่านั้น แต่เน้นการสร้างบุคลากรด้วย

กุญแจหลักสู่ความมั่งคั่ง

มั่งคั่งหมายถึงมีมาก ยากจนหมายถึงขาดแคลนหรือมีไม่พอ ดังนั้นความมั่งคั่งและความยากจนจึงเป็นเรื่องของปริมาณ นอกจากนี้แล้วมั่งคั่งยังหมายถึงการมีสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิต ยากจนหมายถึงการขาดสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตด้วย ดังนั้นความมั่งคั่งและความยากจนจึงเกี่ยวข้องกับคุณภาพของสิ่งที่มีด้วย ทำอย่างไรเราจึงจะแก้ปัญหาความยากจนได้ ทำอย่างไรทุกคนจึงจะมีสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตได้เพียงพอ คำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลที่เขียนว่า “พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หก” (ปฐมกาล 1:31) คำว่าสิ่งทั้งปวงหมายถึงหลายสิ่งหลายอย่าง คำนี้จึงบ่งบอกถึงปริมาณของสิ่งที่สร้างว่ามีมากมาย ส่วนคำว่ามีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หกหมายความว่ามีการสร้างทั้งวันและสร้างทุกวันเป็นเวลาหกวัน ข้อความนี้ก็บ่งบอกถึงปริมาณของการสร้างว่ามีมาก ดังนั้นสิ่งที่สร้างได้จึงมีมากมาย แทนที่จะเป็นสิ่งหนึ่งก็กลายเป็นสิ่งทั้งปวง คำว่าดีนักหมายถึงดีมาก ดีหมายถึงมีคุณภาพหรือมีประโยชน์ นักหมายถึงมาก ดีนักจึงหมายถึงมีคุณภาพมาก ความยากจนไม่ได้เกิดจากการไม่ทำหรือทำน้อยเท่านั้น แต่เกิดจากการทำไม่ดีด้วย ถ้าทำไม่ดีผลที่ออกมาก็จะไม่มีคุณภาพ สิ่งที่ไม่มีคุณภาพก็ไม่มีประโยชน์ ขายก็ไม่มีใครซื้อ เราจึงต้องทิ้งไป หรือแม้จะมีคนซื้อก็ได้ราคาต่ำ จึงไม่ได้กำไรมากเพียงพอ เมื่อเราไม่ได้สร้างเพื่อเก็บหรือสร้างเพื่อขาย แต่สร้างเพื่อทิ้ง เราจึงยากจน ถ้าทุกคนเน้นการทำงานที่เป็นการสร้าง ไม่ใช่การทำลาย โดยเน้นการสร้างให้มากและสร้างให้ดีเป็นพิเศษ เราก็จะมีสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมากเพียงพอ และไม่มีใครยากจนเลย นี่คือกุญแจหลักสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง

การขับไล่ความมืด

ความมืดทำให้เรารับรู้อะไรไม่ได้และทำอะไรไม่ถูก ในชีวิตจริงของมนุษย์เรานั้น ไม่ได้มีแค่ความมืดในทางกายภาพที่ทำให้ตาเรามองไม่เห็นเท่านั้น แต่มีความมืดในทางสติปัญญา และความมืดในทางจิตวิญญาณด้วย ความมืดทางสติปัญญาทำให้เราหาทางออกของปัญหาที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมไม่ได้ ความมืดทางจิตวิญญาณทำให้เราขาดความหวัง กำลังใจ และความชื่นชมยินดี ความมืดตรงกันข้ามกับความสว่าง ความมืดเกิดจากการไม่มีความสว่าง ที่ใดมีความสว่างที่นั่นย่อมไม่มีความมืด เมื่อความสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็จะถูกขับไล่ออกไปโดยปริยาย ดังนั้นที่ใดมีความมืดก็แสดงว่าที่นั่นขาดความสว่าง เพราะความมืดเกิดจากการขาดความสว่าง เราจึงสามารถแก้ปัญหาความมืดได้ด้วยการทำให้เกิดความสว่าง ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น’”(ปฐมกาล 1:2-3) ความมืดอยู่ตรงกันข้ามกับความสว่าง เมื่อเกิดความมืดในทางสติปัญญาที่ทำให้เราหาทางออกไม่ได้ ถ้าเราสามารถหาทิศทางที่ตรงกันข้ามได้ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ ความสว่างทำหน้าที่ขับไล่ความมืด ดังนั้นเมื่อมีความมืดเราไม่จำเป็นต้องไปไล่ความมืด และเราจะไม่สามารถไล่ความมืดออกไปได้ แค่เราสร้างความสว่างหรือหาความสว่างมาตั้งไว้เท่านั้น ความมืดก็ถูกขับไล่ออกไปแล้ว โรคจิตโรคประสาทที่เกิดจากความเครียดในสังคมเมืองนั้นแก้ได้ด้วยการเดินทางไปพักผ่อนอยู่กับธรรมชาติ ความท้อแท้สิ้นหวังเพราะพึ่งตนเองไม่ได้นั้นสามารถแก้ได้ด้วยการเปิดใจแสวงหาพระเจ้าเป็นที่พึ่ง นี่คือหนทางสู่ความสว่างในทางจิตวิญญาณ

การสร้างความสว่าง

ความสว่างทำหน้าที่ขับไล่ความมืด ที่ใดมีความสว่าง ที่นั่นก็ไม่มีความมืด มีความสว่างเกิดขึ้นเมื่อใด ความมืดก็หายไปเมื่อนั้น ไม่มีอะไรจะไล่ความมืดได้นอกจากความสว่างเท่านั้น คนที่พยายามไล่ความมืดออกไปจะต่อสู้กับความมืดไม่ได้เลย แต่คนที่พยายามสร้างความสว่างจะไล่ความมืดได้ในที่สุด ถ้าอยากไล่ความมืดจึงต้องสร้างความสว่าง การสร้างความสว่างจึงเป็นภารกิจเริ่มแรกที่เราต้องเอาใจใส่เมื่อเราคิดจะทำการใหญ่ การคิดเป็นการสร้างข้อมูลในสมองของมนุษย์ ในการสร้างของเรานั้นโดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่เป็นนามธรรมต้องได้รับการสร้างให้เสร็จก่อนที่จะมีการลงมือทำให้เป็นรูปธรรม พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น’” (ปฐมกาล 1:3) พระเจ้าทรงสร้างความสว่างด้วยการตรัสหรือพูด นี่แสดงให้เห็นว่าการพูดสามารถทำให้สิ่งอื่นเกิดขึ้นได้ การพูดจึงเป็นพลัง เพราะการพูดเป็นพลัง การพูดจึงสามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้ แม้มนุษย์จะไม่สามารถพูดให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมาได้โดยตรงเหมือนที่พระเจ้าตรัสในพระคัมภีร์ข้อนี้ แต่ถ้ามนุษย์พูดถึงสิ่งใดบ่อยๆ สิ่งนั้นก็จะได้รับการสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างในชีวิตของเขา ไม่มีใครที่ชอบพูดถึงความทุกข์แล้วตนจะมีความสุข ไม่มีใครที่ชอบพูดถึงความท้อแท้แล้วตนจะมีกำลังใจ และไม่มีใครที่ชอบพูดถึงสิ่งที่เป็นอบายมุขแล้วตนจะหลีกพ้นอบายมุขเหล่านั้นได้ การพูดเป็นการสร้างข้อมูลไว้ในสมอง เป็นการตอกย้ำข้อมูลให้มั่นคง เป็นการสร้างค่านิยม เป็นการเร้าอารมณ์ เป็นการสร้างตัวตนภายใน และเป็นการเลี้ยงความคิดไม่ให้ตาย เราพูดถึงสิ่งใดบ่อยๆ สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา อยากได้รับสิ่งที่ดี ก็จงพูดถึงสิ่งที่ดี แล้วสิ่งที่ดีจะเกิดขึ้น

การแก้ปัญหาที่ยาก

ความมืดทางสติปัญญา เป็นปัญหาแรกที่เราต้องแก้ เราจึงจะมีความรู้ความชำนาญพร้อมที่จะทำงานที่ใหญ่และยากได้สำเร็จ แต่ทุนที่เป็นวัตถุไม่อาจแก้ปัญหาความมืดทางสติปัญญาได้โดยตรง เหนือกว่ากำลังของร่างกายคือความฉลาดทางสติปัญญา เหนือกว่าความฉลาดทางสติปัญญาคือแรงขับเคลื่อนของจิตวิญญาณ ใจเป็นศูนย์กลางของชีวิตโดยมีจิตวิญญาณเป็นแรงขับเคลื่อน ถ้าจิตวิญญาณเข้มแข็งก็จะมีกำลังใจ และเมื่อมีกำลังใจก็ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้ เมื่อมีปัญหาที่ยากจนสติปัญญามืดมนหาทางออกไม่ได้ เราต้องแก้ด้วยกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:1-2) แม้จะมีความมืดอยู่เหนือน้ำแต่พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้นด้วย ความมืดจึงไม่อาจเป็นอุปสรรคขวางกั้นการทรงสร้างของพระเจ้า ในการทำงานของเราก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีปัญหาที่ทำให้เราจนปัญญา ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเรามีใจที่จะควบคุมงานนั้นให้ได้ เราก็ย่อมอยู่เหนือปัญหาและสามารถเอาชนะปัญหาได้ในที่สุด ปัญหาที่แก้ด้วยวิธีอื่นไม่ได้ จึงสามารถแก้ได้ด้วยใจที่มีกำลังฝ่ายจิตวิญญาณเป็นแรงผลักดัน ปัญหาที่แก้ด้วยวัตถุไม่ได้ ย่อมแก้ด้วยแรงกายได้ ปัญหาที่แก้ด้วยแรงกายไม่ได้ ย่อมแก้ด้วยความฉลาดทางสติปัญญาได้ และปัญหาที่แก้ด้วยความฉลาดทางสติปัญญาไม่ได้ ย่อมแก้ด้วยใจที่มีกำลังฝ่ายจิตวิญญาณเป็นแรงผลักดันได้ จิตวิญญาณจึงเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตที่ทรงพลังที่สุด จะทำอะไรที่ใหญ่และยากก็ต้องทำด้วยใจหรือทำด้วยกำลังฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้นจึงจะสำเร็จได้

ปัญหาเริ่มแรก

การเริ่มต้นมักจะมีปัญหาที่ใหญ่กว่าการต่อยอดพัฒนาหลังจากที่เริ่มต้นได้แล้ว ดังนั้นเมื่อจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ก็ต้องมีการแก้ปัญหาตั้งแต่นั้น การเริ่มต้นจึงมีอะไรที่น่าท้าทายมากกว่า เมื่อพูดถึงปัญหาการเริ่มต้น คนส่วนมากจะมองว่าทุนเป็นปัญหาใหญ่ ถ้ามีทุนพอจะทำอะไรก็ทำได้ การมองว่าทุนไม่พอเป็นปัญหาหลักของการเริ่มต้น เป็นเหตุให้ต้องกู้เงินมาใช้ แต่ก็มีคนมากมายที่ล้มละลายจากธุรกิจเงินกู้จนเป็นหนี้เป็นสิน นี่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดตอนเริ่มต้นนั้นไม่ใช่เรื่องมีทุนไม่พอ การทำทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญ แต่ความรู้ความชำนาญไม่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเริ่มทำครั้งแรก ความไม่รู้ไม่ชำนาญในการเริ่มต้นทำสิ่งใหญ่ๆ จึงเหมือนกับความมืดที่ปกคลุมอยู่เหนือเส้นทางที่เราต้องเดินไป เหมือนที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:1-2) ความมืดทำให้เรามองไม่เห็นอะไร น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อชีวิต ถ้าน้ำถูกความมืดปกคลุมไว้ เราก็ไม่อาจเอาน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ ถ้าเราจะเอาน้ำที่อยู่ใต้ความมืดนั้นมาใช้ เราจำเป็นต้องทำให้ความมืดหายไปก่อน ในชีวิตจริงของมนุษย์เราก็เช่นเดียวกัน มีสิ่งที่มีประโยชน์มากมายอยู่รอบตัวเรา แต่สาเหตุที่เรานำมาใช้ไม่ได้ก็เพราะว่าเรามีความมืดด้านสติปัญญา ทำให้เรามองไม่เห็นช่องทางที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น ความมืดเป็นปัญหาแรกของการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ทุกอย่าง ความมืดทางกายภาพทำให้เราไม่อาจวิ่งให้เร็ว ความมืดทางสติปัญญาทำให้เราไม่อาจเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ความมืดจึงเป็นปัญหาแรกที่เราต้องแก้

โอกาสทองของการเริ่มต้น

เพราะทุกคนมีความต้องการ ดังนั้นจึงไม่มีใครชอบความว่างเปล่า แต่ละคนจึงคิดว่า ความว่างเปล่าคือความยากจน แร้งแค้น ขาดสน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความหิวกระหาย ความเจ็บป่วย ความทุกข์ ความเศร้า และความตาย ความเต็มล้นตรงกันข้ามกับความว่างเปล่า ใครๆ ก็อยากให้ตนมีทุกสิ่งทุกอย่างเต็มล้น แต่เมื่อชีวิตเต็มล้นไปด้วยของเก่า เราก็ไม่อาจใส่อะไรใหม่เข้าไปได้อีก เมื่อเต็มล้นมากเป็นเวลานานก็ไม่ต่างอะไรกับห้องเก็บของเก่าที่เราไม่อาจเชิญคนที่เรารักเข้าไปนั่งพักผ่อนได้ ดังนั้นถ้าจะให้ห้องที่เต็มไปด้วยของเก่าพร้อมที่จะใช้รับแขกก็ต้องรื้อของที่อยู่เต็มห้องนั้นออกไปทิ้งเท่านั้น ความว่างเปล่าจึงเป็นจุดเริ่มแรกที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการเติมเต็มได้ ถ้าไม่มีความว่างเปล่า เราก็ไม่อาจเริ่มต้นทำอะไรใหม่ได้เลย ห้องที่ว่างสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่าห้องที่เต็มไปด้วยของ และห้องที่ว่างสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่าห้องที่เต็มไปด้วยของ คนที่มีเวลาว่างจึงสามารถเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายกว่าคนที่มีงานล้นมือแล้ว จุดเริ่มต้นที่ดีจึงต้องมีความว่างเปล่า ไม่มากก็น้อย เราจึงจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:1-2) พื้นที่ที่ว่างเปล่า ชีวิตที่ว่างเปล่า และเวลาที่ว่างเปล่า คือโอกาสทองของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม ทุกคนสามารถมีการงานที่ก้าวหน้า มีฐานะที่ดี และมีชีวิตที่มีความสุขได้ โดยเริ่มต้นจากความว่างเปล่า หรือความไม่มี คนที่รู้จักเริ่มต้นสร้างสิ่งต่างๆ จากความว่างเปล่า จะมีทุกสิ่งที่เขาต้องการได้ เหมือนพระเจ้าที่ทรงเนรมิตสร้างโลกให้อุดมสมบูรณ์ โดยเริ่มจากแผ่นดินที่ว่างเปล่า

รากฐานที่มั่นคง

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาและดำรงอยู่ได้โดยอาศัยบางสิ่งบางอย่างเป็นรากฐาน ถ้ารากหรือฐานไม่มั่นคง สิ่งที่เกิดมานั้นก็ไม่อาจอยู่ได้นานหรือไม่อาจเจริญเติบโตใหญ่ขึ้นกว่าเดิมได้ เมื่อไรที่เติบโตมากกว่าเดิมและมีอะไรมากระทบกระแทกก็ย่อมจะพังทลายลงได้ จะสร้างอะไรให้เจริญเติบโตและอยู่ได้ตลอดไปก็ต้องสร้างฐานที่จะรองรับให้มั่นคงก่อน ถ้าฐานแข็งแรงจะต่อยอดให้สูงใหญ่และหนักเท่าไรก็ได้ ฐานจึงมีความสำคัญมากพอๆ กับสิ่งที่จะสร้างมาตั้งไว้บนฐานนั้น แต่ฐานจำเป็นต้องได้รับการสร้างก่อน ถ้าสร้างฐานได้ดีก็ต่อยอดได้ง่าย พื้นดินเป็นฐานรองรับทุกสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ เพราะมีพื้นดินต้นไม้จึงเกิดขึ้นมาได้ เพราะมีพื้นดินบ้านจึงตั้งอยู่ได้ พื้นดินเป็นฐานรองรับทุกอย่าง ดินเป็นอาหารของพืช ดินเป็นที่อยู่ของสัตว์ ดินเป็นวัสดุสร้างอิฐ สร้างบ้าน และภาชนะต่างๆ มากมาย ดินจึงเป็นฐานรองรับสิ่งต่างๆ และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะให้กำเนิดสิ่งต่างๆ ตามมาได้อีกมากมาย จะสร้างอะไรให้ยิ่งใหญ่จึงต้องคิดสร้างฐานให้มั่นคงก่อน เหมือนที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1) การค้าขายจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต้องมีการผลิตสินค้าเอง การผลิตสินค้าจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต้องมีวัสดุเอง ถ้าขาดวัสดุ ต้องซื้อวัสดุมา ก็ทำให้ไม่อาจผลิตได้เต็มที่ และถ้าผลิตเองได้ไม่เต็มที่ก็ไม่อาจค้าขายได้เต็มที่ วัสดุจึงเป็นฐานของการผลิต การผลิตเป็นฐานของการค้า และการค้าเป็นฐานของกำไร อยากค้าขายให้ได้กำไรมากก็ต้องทำการค้าให้ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่าย และถ้าอยากทำการค้าให้ครบวงจรได้ก็ต้องสร้างสิ่งที่เป็นพื้นฐานเริ่มแรกให้มั่นคง หรือเริ่มจากสิ่งที่มีพื้นฐานมั่นคงดีแล้วเท่านั้น

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

เมื่อพูดถึงผลสำเร็จ เราไม่เพียงแต่ต้องการให้ได้รับความสำเร็จธรรมดาเท่านั้น แต่เราต้องการได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ด้วย แต่เพราะเหตุใดความสำเร็จที่แต่ละคนได้รับจึงไม่เท่ากัน ขนาดของความสำเร็จขึ้นอยู่กับขนาดของสิ่งที่เราทำ ทำมากก็ได้รับความสำเร็จมาก ทำน้อยก็ได้รับความสำเร็จน้อย ถ้าอยากได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องทำอะไรให้ยิ่งใหญ่ เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1) ฟ้าคือท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ฟ้าจึงได้แก่ชั้นบรรยากาศ และอวกาศซึ่งมีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน และสวรรค์ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ ฟ้าจึงกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตจำกัด นี่คือสิ่งที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่าพระเจ้าทรงสร้าง เพราะพระเจ้าทรงสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ พระองค์จึงได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเราอยากได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เราก็ต้องตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ มีเจตนาที่ใหญ่ และสร้างสิ่งต่างๆ ให้ยิ่งใหญ่ เพียงแค่นี้เท่านั้นเราก็จะได้รับผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจเกิดได้ด้วยเป้าหมายที่เล็ก เจตนาที่ต่ำ และการกระทำที่ไม่จริงจัง ความสำเร็จเกิดจากการสร้าง ขนาดของความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับขนาดของการสร้าง ใครตัดสินใจทำอะไรใหญ่ คนนั่นก็ได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ใครตัดสินใจทำอะไรเล็กๆ คนนั้นก็จะได้รับความเสร็จที่เล็ก เมื่อมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ก็ย่อมจะต้องลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่มีเวลาที่จะไปทำอย่างอื่นที่ไม่สำคัญ เมื่อทุ่มเทกายใจให้เต็มที่เป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่องหลายปี ก็ย่อมจะได้รับผลมามากมายตามมา ยากที่คนอื่นจะตามทันได้ ชะตาชีวิตของคนก็ขึ้นอยู่กับการกระทำและขนาดของการกระทำเป็นหลักเท่านั้น

การเริ่มต้นที่ดี

เมื่อเราอยากได้สิ่งที่เราไม่มี บางคนใช้วิธีขอจากคนอื่น บางคนให้วิธีหาจากธรรมชาติ บางคนใช้วิธีรอโชคช่วย บางคนใช้วิธีหาเงินซื้อ บางคนใช้วิธีทำเอง แต่ละวิธีย่อมให้ผลที่แตกต่างกันไป บางวิธีได้รับ บางวิธีไม่ได้รับ บางวิธีได้เร็ว บางวิธีได้ช้า บางวิธีได้มาก บางวิธีได้น้อย ถ้าอยากได้รับแน่นอนก็ต้องใช้วิธีที่ดีที่สุด เราขอจากคนอื่นได้บางครั้งแต่ไม่อาจขอได้ตลอดไป เราหาจากสิ่งรอบตัวได้ แต่ถ้าใช้ไม่ได้ก็ต้องนำมาดักแปรงใหม่ เราไม่อาจรอให้โชคช่วยเพราะเป็นวิธีที่ไม่แน่นอน เราหาเงินไปซื้อได้แต่ต้องใช้เวลาและขั้นตอนมากขึ้น เพราะต้องหาเงินให้ได้ก่อนจึงจะไปซื้อสิ่งที่เราต้องการได้ นอกจากนี้แล้วยังต้องเลือกวิธีหาเงินอีกว่าจะใช้วิธีใด จะขอ จะรอ จะหา หรือจะสร้างเงินเอง ดังนั้นวิธีที่จะทำให้เราได้รับสิ่งที่เราต้องการแน่นอนก็คือการลงมือสร้างด้วยตัวเอง เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1) การเริ่มต้นที่ดีที่สุดได้แก่การสร้าง การสร้างคือการทำให้สิ่งที่เราต้องการเกิดขึ้นมา การสร้างทำให้มี ทุกคนที่สร้างจึงได้รับสิ่งที่ตนสร้างแน่นอน สาเหตุที่คนส่วนหนึ่งยังขาดแคลนหรือยากจนก็เพราะว่าเขาใช้วิธีขอหรือรอ ไม่ได้ใช้วิธีทำ และบางคนอาจใช้วิธีทำแต่ทำในรูปแบบอื่น ไม่ใช่การสร้าง ถ้าทุกคนเริ่มต้นด้วยการสร้าง เหมือนที่เขียนไว้ว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง” ทุกคนจะได้รับสิ่งที่ตนต้องการแน่นอน ปฐมคือจุดเริ่มตน กาลคือเวลา ปฐมกาลคือเวลาเริ่มต้น ในเวลาเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงสร้าง ถ้าเราเริ่มต้นสิ่งต่างๆ ด้วยการสร้าง เราก็จะได้รับสิ่งที่เราต้องการ การสร้างจึงเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่สุด ใครเริ่มต้นด้วยการสร้าง คนนั้นได้รับความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในขณะที่คนที่เริ่มต้นด้วยการคิด การขอ หรือการรอ…