ปอด ครั้งที่ 3

หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก การหายใจที่ถูกต้องนั้น เวลาหายใจเข้า ท้องจะป่องออก เพราะช่องปอดขยาย ดันกระบังลมเข้ามาสู่ช่องท้อง ท้องจึงป่องออก ส่วนในขณะหายใจออกนั้น ท้องจะต้องแฟบหรือยุบลงค่ะ เพราะกระบังลมกลับมาคืนที่และดันลมในช่องปอดออกไปพร้อมกับลมหายใจ ทบทวนกันอีกครั้งนะคะ หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบค่ะ ตอนนี้เราจะหายใจไปพร้อมๆ กันนะคะ ขอให้ท่านผู้ฟังวางมือประสานที่หน้าท้อง หายใจเข้าช้าๆ นะคะ หัวไหล่อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องขยับค่ะ ส่วนท้องนั้นต้องป่องออกนะคะ ดีมากค่ะ ต่อไปหายใจออกนะคะ ท้องจะแฟบลง มือจะลดตามลงไปด้วย …… หายใจเข้าค่ะ ช้าๆ เต็มที่นะคะ  หายใจออกค่ะ  ดีมากค่ะ เราพบว่า การหายใจลึกๆ จะให้ประโยชน์แก่ร่างกายดังนี้ ค่ะ ช่วยให้นอนหลับได้ลึกยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบหายใจ ทำให้สมองแจ่มใสจากการที่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ขอให้สำรวจหมั่นเตือนตนเอง ให้หายใจเข้าออกลึกๆ ไม่ว่าจะเป็นในขณะออกกำลังกาย หรือแม้แต่ขณะนั่งทำงาน การหายใจลึกๆ ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่สมอง ทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยผ่อนคลายความเครียดอีกด้วย สำหรับท่านผู้ฟังที่ทำงานในห้องแอร์ ก็อย่าลืมออกไปสัมผัสกับอาการบริสุทธิ์ภายนอกบ้างนะ เช่นอยู่ใต้ต้นไม้ในเวลากลางวัน หรืออาจจะแง้มหน้าต่างๆไว้นิดๆ เพื่อให้อากาศในห้องมีการหมุนเวียน…

ปอด ครั้งที่ 2

เราทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่า การหายใจมีความสำคัญสำหรับมนุษย์ในการมีชีวิตอยู่  การหายใจมีผลต่อร่างกาย ทำให้ได้รับแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ของร่างกาย ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ ทำให้เลือดบริสุทธิ์ เพราะเลือดเปลี่ยนจากเลือดดำซึ่งมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาก กลายมาเป็นเลือดแดงซึ่งเป็นเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนมาก  การหายใจยังช่วยในการสร้างพลังงานของร่างกาย เพราะการที่ร่างกายจะสร้างพลังงานขึ้นมาได้นั้น จำเป็นต้องใช้ออกซิเจน ดังนั้นโดยสรุปแล้ว การหายใจทำให้เลือดบริสุทธ์ ทำให้เกิดพลังงานและยังทำให้ร่างกายแข็งแรงทำงานได้เป็นปกติอีกด้วย ในหนังสือ Heavenly Places หน้า 83 ได้เปรียบเทียบความสำคัญของการหายใจกับความสำคัญของการอธิษฐานไว้อย่างน่าฟัง ดังนี้ค่ะ “การอธิษฐานเป็นลมหายใจของจิตวิญญาณ เป็นเคล็ดลับของอำนาจฝ่ายจิตวิญญาณ” เมื่อเราอธิษฐาน การอธิษฐานมีผลต่อจิตวิญญาณ ดังนี้ ชำระจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ ทำให้เราได้รับพลังในการดำเนินชีวิตและต่อสู้การทดลอง มีการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมและติดสนิทพระเจ้า ดังนั้นสำหรับคริสเตียนทุกคนแล้ว เราไม่สามารถขาดการอธิษฐานได้เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถขาดการหายใจได้ค่ะ ปอดของผู้ใหญ่มีปริมาตรจุอากาศได้ 6 ลิตรหรือประมาณ 6000 ซีซี อากาศในปอดประมาณ 1 ลิตรกว่าๆ หรือประมาณ 1000 ซีซี จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือหมุนเวียนเลย อากาศส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวค้ำจุนพยุงไว้ไม่ให้ถุงลมแฟบ ในภาวะปกติการหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง จะมีอากาศผ่านเข้าออกประมาณ 500 ซีซี คืออากาศประมาณ 1 ใน 14 ส่วน ถ้าดูจากอากาศในปอดทั้งหมด 6000…

ปอด ตอนที่ 1

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงปอดของเราค่ะ มนุษย์ทุกคนมีปอด 2 ข้างนะคะ ปอดมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ เพราะประกอบด้วยถุงลมจำนวนมากมาอยู่รวมกัน ถุงลมมีลักษณะเป็นถ้วย คล้ายพวงองุ่น ภายในปกคลุมด้วยสาร ชื่อ surfactant ซึ่งช่วยไม่ให้ถุงลมยุบตัว ถุงลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.25-0.5 มม. ท่านผู้ฟังพอจะเดาได้ไหมคะว่า ร่างกายของเรามีถุงลมมากน้อยแค่ไหน ขอใบ้ว่าเป็นหลักล้านค่ะ ค่ะ ปอด 1 ข้าง มีถุงลม ~ 300-400 ล้านถุง ถ้านำถุงลมทุกถุงมาคลี่ออกเรียงต่อกันจะได้พื้นที่ผิว 70-80 ตารางเมตร เมื่อเรามาพิจารณาถุงลม 1 ถุง เราจะพบว่า ถุงลมมีผนังบางมาก และสัมผัสโดยตรงกับหลอดเลือดฝอยที่อยู่ล้อมรอบคล้ายใยแมงมุม เมื่อเราหายใจอากาศเข้าสู่ปอด แก๊สออกซิเจนจากอากาศจะถูกส่งไปยังถุงลม แล้วจะซึมผ่านผนังถุงลมเข้าไปยังหลอดเลือดฝอยและไปเกาะอยู่กับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่คล้ายรถขนส่ง บรรทุกแก๊สออกซิเจนพาไปส่งยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ตอนนี้เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนมากก็จะเป็นสีแดงสวยเชียวค่ะ เมื่อเม็ดเลือดแดงเดินทางไปถึงเซลล์เป้าหมาย ก็จะปล่อยแก๊สออกซิเจนให้แก่เซลล์ แล้วก็จะรับผู้โดยสารคนใหม่ ก็คือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาในเซลล์เข้ามาแทนที่นะคะ ตอนนี้เลือดจะมีสีค่อนข้างคล้ำออกจะดำๆ ไม่ใช่สีแดงสวยแล้วค่ะ เม็ดเลือดแดงจะพาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์วิ่งไปตามหลอดเลือด กลับมายังเส้นเลือดฝอยที่อยู่รอบถุงลม หลังจากนั้นแก๊สคาร์บอดไดออกไซด์ก็จะซึมออกจากเส้นเลือดผ่านเข้าไปในถุงลมและถูกขับออกจากร่างกายในช่วงที่เราหายใจออกค่ะ การหายใจเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดทุกเวลา นาที โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย…

สารพฤกษเคมี

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนั้น พระองค์ทรงประทานอาหารให้แก่มนุษย์ดังที่พบใน ปฐมกาล 1:29 พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า” ซึ่งอาหารดั้งเดิมเริ่มแรกก็คือ ผลไม้ ลูกนัท ถั่วต่างๆ เมล็ดต่างๆ ธัญพืช และภายหลังจากที่มนุษย์ทำบาปแล้ว พระเจ้าทรงประทานผักให้แก่มนุษย์ดังที่พบใน ปฐมกาล 3:18 ซึ่งกล่าวว่า …เจ้าจะกินพืชต่างๆของทุ่งนา อายุเฉลี่ยของมนุษย์ช่วงแรกคือ 912 ปี  เมื่อมีน้ำท่วมโลก พระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์รับประทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ไม่ใช่ทุกชนิดนะคะ ต้องเป็นสัตว์สะอาดเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเรามาดูอายุเฉลี่ยของมนุษย์ 10 ช่วงอายุคนนับจากน้ำท่วมโลก จะได้เท่ากับ 317 ปี ลดลงไปถึง 600 ปีเชียวนะคะ แสดงว่าเนื้อสัตว์มาพร้อมกับโรคและความเจ็บป่วยมากมาย และถ้าดูปัจจุบันอายุเฉลี่ยของมนุษย์ลดลงไปมาก เหลือประมาณ 70-80 ปีเท่านั้นเอง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะในวงการแพทย์ได้ค้นพบสารเคมีที่ช่วยป้องกันโรคในมนุษย์ เป็นสารเคมีที่พบในพืชเท่านั้น โดยไม่พบในเนื้อสัตว์ เราเรียกสารเคมีนี้ว่า phytochemical หรือพฤกษเคมีในชื่อภาษาไทยค่ะ พฤษเคมีหลายชนิดมีสีสดใส กลิ่นฉุน และรสจัด จึงทำให้ผักหรือผลไม้มีสีสันและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ สารพฤษเคมีหลายชนิดมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด…

ระบบทางเดินหายใจ

เราทุกคนทราบดีว่า เราต้องการอากาศหายใจและร่างกายก็มีการหายใจอยู่ตลอดเวลา การหายใจนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของจิตใจนะคะ ถ้าเราขาดอากาศหรือไม่หายใจ อย่างน้อย 3 นาที เซลล์ก็จะเริ่มตายค่ะ  พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกใบนี้ภายใน 6 วัน และในวันที่ 2 พระเจ้าได้ทรงสร้างท้องฟ้า อากาศ ดังในพระคำปฐมกาล 1:6 และข้อ 8 ซึ่งกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสว่า จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สอง” พระเจ้าทรงรักมนุษย์นะคะ จึงได้ทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้แก่มนุษย์ไว้พร้อมก่อนที่จะทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในวันที่ 6 ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับคุณพ่อคุณแม่ที่จัดเตรียมห้องพักและของใช้ต่างๆไว้พร้อมสำหรับลูกน้อยคนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นมา และอากาศก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและขาดไม่ได้ค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันเล็กน้อยถึงระบบทางเดินหายใจของเราซึ่งทำหน้าที่ในการนำอากาศเข้าสู่ร่างกายค่ะ พระเจ้าทรงสร้างร่างกายของเราให้ทำงานอย่างมีระบบ ระเบียบเรียบร้อย ระบบทางเดินหายใจเริ่มตั้งแต่จมูกค่ะ จมูกเป็นอวัยวะรับกลิ่น สร้างจากกระดูกอ่อนและถูกปกคลุมด้วยผิวหนัง จมูกถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่อุ่นอากาศที่ผ่านเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อากาศชุ่มชื้นและยังช่วยกรองอากาศให้สะอาดขึ้นด้วยขนเล็กๆที่อยู่ภายในจมูกที่เรียกว่า ซีเลีย ถัดจากจมูกก็เป็นคอหอยค่ะ ในส่วนนี้จะมีทั้งอาหารและอากาศผ่าน  ท่านผู้ฟังอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ถ้ามีทั้งอาหารและอากาศแล้วเราจะหายใจอย่างไร อาหารที่เรากลืนผ่านคอหอยจะผ่านลงไปยังหลอดอาหาร ส่วนอากาศที่เราหายใจจะผ่านไปยังกล่องเสียงและหลอดลมคอค่ะ โดยมีฝาปิดกล่องเสียงเป็นตัวปิดเปิดเส้นทาง ทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจจราจรทำให้รถไม่ชนกันค่ะ โดยขณะที่เรากลืนอาหาร ฝาปิดกล่องเสียงจะปิดกล่องเสียงทำให้อาหารเดินลงไปยังหลอดอาหาร โดยไม่ลงไปในหลอดลม แต่ในขณะที่เราหายใจ ฝาปิดกล่องเสียงจะเปิดขึ้นทำให้อากาศผ่านลงไปยังกล่องเสียงและลงไปยังหลอดลมค่ะ …

สิ่งแปลกปลอมในช่องปากและลำคอ

วันนั้นขณะที่ดิฉันกำลังตรวจผู้ป่วยอยู่ พยาบาลก็เข้ามารายงานว่า มีคุณพ่อพาลูกชายมาตรวจเพราะก้างติดคอ ดิฉันก็เดินตามพยาบาลไปที่ห้องฉุกเฉิน พบเด็กชาย ถ้าจำไม่ผิด อายุน่าจะประมาณ 1+ -2+ ปี นั่งอยู่บนตักคุณพ่อ ร้องไห้สลับกับไอ และทำท่าจะอาเจียนเป็นช่วงๆ หน้าแดงเชียวค่ะ คุยกับคุณพ่อเพิ่มเติมก็พบว่า คุณพ่อกำลังนั่งแกะปลาเพื่อเป็นกับข้าวให้ลูกที่กำลังกินข้าวอยู่และเล่นไปด้วย หันมาอีกทีก็พบว่าลูกกำลังไอและทำท่าอาเจียน มีน้ำลายออกมานิดหน่อยและร้องไห้ ก็คิดว่าก้างต้องติดคอลูกแน่ๆ ก็เลยพามา ดิฉันใช้ไฟฉายส่องดูก็พบก้างปลาจริงๆ ค่ะ ชิ้นใหญ่มาก น่าจะยาวประมาณ 2-3 ซม. ปักอยู่ที่ต่อมทอนซิลด้านซ้ายของเด็กน้อย ปัญหาสิ่งแปลกปลอมในลำคอเป็นเรื่องที่พบอยู่เรื่อยๆ นะคะ ส่วนใหญ่มักเป็นของแหลมคม เช่น กระดูกเป็ดหรือไก่ ก้างปลา เศษไม้ เศษลวดเล็กๆ หรือไม้กลัดห่อขนม เป็นต้นค่ะ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบเวลากลืน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะชี้บอกตำแหน่งได้ ว่าเจ็บตรงนี้ ตรงนี้ ส่วนอาการในเด็กก็จะมีอาการกลืนแล้วเจ็บ เด็กจะไม่ยอมกลืนอาหารหรือน้ำ ถ้าเป็นเด็กเล็กก็จะร้องงอแงและทำท่าขย้อน สิ่งแปลกปลอมที่พบส่วนใหญ่จะตำอยู่ที่ต่อมทอนซิลค่ะ เช่นเดียวกับเด็กน้อยที่น่าสงสารของเรา ส่วนตำแหน่งอื่นๆที่พบได้อีก ก็คือ ที่โคนลิ้น  (pyriform sinus) แอ่งด้านข้างกล่องเสียง หรืออาจจะเป็นที่ผนังด้านข้างของลำคอก็ได้ ถ้าให้ผู้ป่วยอ้าปากแล้ว แพทย์ตรวจมองเห็นสิ่งแปลกปลอมได้ชัดเจน…

มารับประทานอาหารเช้ากันเถอะ

ประโยคที่กล่าวว่า ให้รับประทานอาหารเช้าเหมือนพระราชา มื้อกลางวันเหมือนเศรษฐี และมื้อเย็นเหมือนยาจก  ข้อความนี้ได้บอกให้เราทราบว่า ในอาหาร 3 มื้อนั้น ให้รับประทานมื้อเช้าในปริมาณที่มากที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และปัจจุบันก็มีงานวิจัยสนับสนุนด้วย . นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบของการรับประทานอาหารเช้าที่มีต่อผู้ใหญ่และเด็ก ผลเป็นดังนี้ค่ะ ผู้ที่รับประทานอาหารเช้า จะมีอารมณ์หงุดหงิดน้อยกว่า ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า และมีพลังงานมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ทานอาหารเช้าค่ะ ส่วนเด็กที่รับประทานอาหารเช้า มีผลคะแนนสอบสูงกว่าค่ะ ถ้าท่านผู้ปกครองอยากให้บุตรหลานของท่านมีคะแนนสอบดี ก็ต้องให้พวกเขารับประทานอาหารเช้านะคะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ภายหลังจากนอนหลับทั้งคืน อาหารถูกย่อยและดูดซึมหมดแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดก็ไม่สูง เมื่อตื่นขึ้นมารับประทานอาหารเช้า อาหารมื้อนี้จะเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานแก่สมอง ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองโดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ สติปัญญา และการให้เหตุผล ดังนั้นการเรียนรู้และการตัดสินใจเมื่อสมองได้รับอาหารเต็มที่จึงเกิดขึ้นได้ดีกว่า นอกจากนี้ การรับประทานอาหารเช้ายังช่วยให้ช่วงระยะเวลาการสนใจหรือสมาธิของเด็ก ดีขึ้นอีกด้วย จึงทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดีกว่า และมีคะแนนสอบสูงกว่า นอกจากอาหารเช้าจะมีผลต่อสมอง การเรียนรู้ การทำงาน และอารมณ์แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังได้พบอีกว่า ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีโรคเรื้อรังน้อยกว่า อายุยืนกว่า และมีสุขภาพดีกว่าอีกด้วยค่ะ ฟังข้อดีของอาหารเช้ากันแล้ว คงทำให้ท่านผู้ฟังตัดสินใจที่จะรับประทานอาหารเช้ากันเพิ่มขึ้นนะคะ ถ้าเช่นนั้นเราควรจะรับประทานอะไรเป็นอาหารเช้าดีคะ ขนมปังทาเนย…

พยาธิ

พยาธิที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มง่ายๆ คือ พยาธิตัวกลมและพยาธิตัวแบน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะแบ่งย่อยลงไปอีกหลายชนิด พยาธิมีตั้งแต่ขนาดที่มองด้วยตาเปล่าแทบจะไม่เห็น จนถึงขนาดยาวหลายเมตรเชียวนะคะ ส่วนใหญ่ของพยาธิจะอาศัยและทำให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร แต่บางชนิดก็ทำให้เกิดปัญหาในตับ ปอด เลือด สมองและเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย มาดูกันนะคะว่า มนุษย์เราได้รับพยาธิเข้ามาในร่างกายทางใดได้บ้าง อันดับแรก คือทางผิวหนัง เช่นการเดินเท้าเปล่า พยาธิบางชนิดเช่นพยาธิปากขอ ก็จะชอนไชบริเวณง่ามเท้าของเราและเข้ามาในร่างกายได้ อันดับสองคือ ทางอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่มีตัวอ่อนของพยาธิอยู่ เช่น อาหารปรุงไม่สุก หรือสุกๆดิบๆ  เช่นยำหอย ปลาดิบ ทำให้ตัวอ่อนของพยาธิที่อาศัยอยู่ในอาหารชนิดนั้นเข้ามายังตัวเราและเติบโตก่อปัญหาต่อไปได้ การไม่ล้างมือหรือไม่ล้างอาหารให้สะอาดก่อนการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด ทำให้ไข่พยาธิที่ปนเปื้อนอยู่ถูกกลืนเข้ามายังตัวเรา ไข่ก็จะฟักเป็นพยาธิต่อไป สาเหตุอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้มีโอกาสติดต่อเชื้อพยาธิง่ายขึ้น เช่น การไม่ถ่ายอุจจาระลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะ การไม่ล้างมือภายหลังเข้าห้องน้ำ สภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาดค่ะ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อพยาธิปากขอ นอกจากจะมีรอยผื่นคันบริเวณผิวหนังที่ถูกพยาธิตัวอ่อนไชเข้ามายังร่างกายแล้ว ยังมีอาการไข้ และไอช่วงสั้นๆ คือช่วงที่พยาธิเดินทางผ่านปอด และเมื่อพยาธิเดินทางมาที่ลำไส้แล้ว พยาธิตัวเต็มวัยจะเกาะติดกับผนังลำไส้และดูดเลือดเพื่อกินเป็นอาหาร พยาธิยังมีการเปลี่ยนตำแหน่งเกาะไปเรื่อยๆ ด้วยนะคะ เลือดที่ไหลรินจากแผลเมื่อพยาธิเปลี่ยนตำแหน่งเกาะ ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดเพิ่มมากขึ้น. การรบกวนของพยาธิในลำไส้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียได้ ส่วนเลือดที่ถูกดูดไปและไหลออกจากแผลที่ลำไส้จะทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาเลือดจาง…

เม็ดเลือดขาว ทหารของร่างกาย

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เราขึ้นมานั้น พระองค์ได้ทรงปกป้อง คุ้มครองและดูแลเราด้วยความรัก ทรงส่งทูตสวรรค์ให้คอยช่วยเหลือเราจากภัยอันตรายต่างๆ และในร่างกายของเรานั้น พระองค์ได้ทรงสร้างให้มีเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อต่อสู้และกำจัดเชื้อโรครวมถึงสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เพื่อร่างกายของเราจะปกติ แข็งแรงและไม่เจ็บป่วยค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเม็ดเลือดขาว ซึ่งเปรียบเหมือนกับทหารที่คอยปกป้องร่างกาย เม็ดเลือดขาวถูกสร้างจากไขกระดูกและเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง เข้าสู่กระแสเลือด และทำหน้าที่วิ่งตรวจตราไปทั่วร่างกาย ในเลือด 1 มิลลิลิตร มีเม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 5,000-9,000 เซลล์ ในร่างกายของผู้ใหญ่คนหนึ่งมีเลือดไหลเวียนอยู่ประมาณ 5 ลิตร เพราะฉะนั้นเขาจะมีเม็ดเลือดขาวประมาณ 25-45 ล้านเซลล์ เยอะเชียวนะคะ ทหารของเรา เม็ดเลือดขาวยังแบ่งออกเป็น ห้าชนิดซึ่งทำหน้าที่ย่อยๆแตกต่างกันออกไปค่ะ ขอสรุปภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวง่ายๆ ดังนี้นะคะ เมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามายังเนื้อเยื่อของร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะรีบรุดออกจากเส้นเลือดไปยังจุดนั้น และจะจับกินเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายของมัน โดยส่งน้ำย่อยย่อยเชื้อโรคนั้นจนหมด เม็ดเลือดขาวของเราทำหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อ ดังนั้นถ้าเม็ดเลือดขาวแข็งแรง เราก็แข็งแรง ถ้าเม็ดเลือดขาวอ่อนแอแล้ว เราก็จะเจ็บป่วยติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น พระคัมภีร์มัทธิว 12:29 ได้พูดถึงความจริงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า “ใครจะเข้าไปในเรือนของคนที่มีกำลังมาก และปล้นเอาทรัพย์ของเขาอย่างไรได้ เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อน แล้วจึงปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้” พระคัมภีร์บอกว่า ถ้าโจรจะเข้าบ้านก็ต้องจับคนมีกำลังมากมัดไว้ก่อน จึงจะปล้นบ้านนั้นได้ เช่นเดียวกันนะคะ บ้านหรือร่างกายของเรามีเม็ดเลือดขาวผู้มีกำลังมากคอยเฝ้าดูแลอยู่ ถ้าสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่เข้ามา สู้ไม่ได้ก็ต้องพ่ายแพ้ไป…

เลือดของเรา

หลายท่านคงจะเคยถูกเจาะเลือดเพื่อตรวจร่างกายประจำปีกันบ้างแล้ว หรืออาจจะถูกเจาะเลือดเมื่อมีไข้สูง หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเลือดของเรานะคะ เลือดของเราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ค่ะ คือ ส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า พลาสมาและส่วนที่เป็นของแข็งเรียกว่า เม็ดเลือด ขอเล่าถึงพลาสมาหรือน้ำเลือดก่อนนะคะ พลาสมา คือ ส่วนที่นำอาหารและสิ่งที่เซลล์ต้องการไปให้แก่เซลล์ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ต่างๆ ไขมัน ฮอร์โมนต่างๆ ภูมิต้านทาน หรือโปรตีน และขณะเดียวกัน พลาสมายังนำของเสียที่เกิดขึ้นจากเซลล์ไปกำจัดทิ้งอีกด้วย เราจึงสามารถบอกสภาวะสุขภาพของคนคนหนึ่งจากพลาสมาของเขาได้ เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน เมื่อเจาะดูระดับน้ำตาลกลูโคสในพลาสมา ภายหลังจากอดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง จะมีค่าสูงเกิน 126 มก.ต่อเลือด 1 เดซิลิตรค่ะ หรือถ้าพบว่า ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ภายหลังจากอดอาหาร 12 ชั่วโมง มีค่าสูงเกิน 150 มกต่อเลือด 1 เดซิลิตร ก็แสดงว่า มีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ซึ่งก็มีโอกาสเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดต่างๆ หรือ ถ้าสูงมากๆ เกิน 500…