เข่าเสื่อม ครั้งที่ 3

เราได้นำเสนอเรื่องเข่าเสื่อมกันไปบ้างแล้วนะคะ ขอทบทวนสั้นๆ ถึงวิธีที่จะช่วยลดอาการปวดข้อเข่าของท่านที่สามารถทำได้ นะคะ เช่น การประคบโดยใช้ความร้อนหรือความเย็น ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและการใช้ข้อเข่ามากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงท่างอเข่ามากๆ เช่น ท่าพับเพียบ ขัดสมาธิเป็นต้นค่ะ และที่สำคัญอย่าลืมควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันก็สำคัญสำหรับข้อเข่าเช่นกันนะคะ เพราะจะช่วยให้ร่างกายสร้างน้ำหล่อลื่นเข่าได้เพียงพอ ถ้าน้ำในข้อน้อยเกินไปก็อาจจะทำให้การเคลื่อนไหวฝืดๆได้ค่ะ มีผู้กล่าวว่า การตากแดดก็ช่วยลดอาการปวดข้อเข่าได้ท่านอาจจะปิดหน้าหรือส่วนอื่นของร่างกายที่ไม่ต้องการให้โดยแดดและให้แสงแดดส่องที่ข้อพับเข่าข้างที่ปวดค่ะ นานประมาณ 20-30 นาที วันละครั้ง ประมาณ 5-7 วันค่ะ ลองทำดูนะคะ ไม่เสียหาอะไรค่ะ แถมยังได้ผลดีอีกด้วย เพราะแสงแดดจะเปลี่ยนไขมันใต้ผิวหนังเป็นวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายค่ะ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง รองเท้าที่ท่านสวมใส่มีความสำคัญมากนะคะ ถ้าท่านใส่รองเท้าที่ดี จะช่วยรองรับน้ำหนักและแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับข้อต่อของเท้าและเข่าได้ ดิฉันเคยมีประสบการณ์ใส่รองเท้าสวยๆ เพราะอยากสวย แต่เดินก็ไม่ค่อยสบายเท้า แต่เพราะอยากสวยก็ทนเอานะคะ ปกติเป็นคนชอบเดิน ตอนนั้นต้องเดินขึ้นลงสะพานลอยข้ามถนนบ่อยๆ เวลาเดินลงก็จะรู้สึกปวดเข่าจี๊ดๆ เป็นแบบนี้บ่อยๆ ก็ชักกังวลว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วก็มานึกสงสัยว่า เอ เราก็อายุยังไม่มากจนน่าจะเกิดโรคข้อเสื่อม ทำไมถึงปวดเข่าได้ ก็ขอบคุณพระเจ้านะคะ เมื่อนึกไปนึกมาก็รู้ว่า เป็นจากรองเท้าคู่สวยนี่เอง จำได้ว่ารองเท้าคู่นั้นมีส้นซึ่งไม่สูงมากด้วย แต่เนื่องจากไม่เหมาะสมกับเท้า ทำให้การลงน้ำหนักไม่มีการกระจายที่ดี ก็เลยทำให้ปวดข้อขึ้นมา เมื่อเปลี่ยนรองเท้ามาเป็นคู่ที่ใส่สบาย ถึงแม้หน้าตาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่…

เข่าเสื่อม ครั้งที่ 2

ข้อเข่าเสื่อม เป็นภาวะการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนที่บุอยู่บนผิวข้อต่อของกระดูกเข่า อาการของผู้ที่มีปัญหาข้อเสื่อมที่พบได้ ก็คือ อาการปวดเข่า หรือปวดขัดในข้อ โดยเฉพาะเวลานั่งยองๆ แล้วลุกขึ้นค่ะ บางท่านอาจจะมีเสียงในข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหวข้อ นอกจากนี้บางท่านจะพบว่า ข้อเข่าเริ่มแข็ง ติดขัด เมื่องอเข่าก็จะเหยียดได้ไม่สุด ถ้าเป็นมากหรือเรื้อรังนานๆ เข่าจะบวม และมีน้ำขังในข้อ บางรายเข่าจะผิดรูปไปจากปกติ เอ แล้วถ้าเช่นนั้น ควรจะทำอย่างไรดีคะ เมื่อปวดเข่าขึ้นมา เมื่อท่านมีอาการปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อม โดยไม่มีการอักเสบ บวมแดง ร้อนของข้อ ท่านสามารถลดอาการปวดได้ โดยใช้ผ้าขนหนูห่อกระเป๋าน้ำร้อน วางประคบรอบๆเข่า นาน 15-30 นาที วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น นอกจากนี้การถูเข่าด้วยน้ำแข็งก็ช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน ควรพักเข่าข้างที่ปวด อย่าพึ่งเดินเยอะนะคะ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้อาการปวดกำเริบ เช่น ยกของหนักเกินกำลัง การยืนหรือเดินนานๆ การเดินขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือเล่นกีฬาที่หักโหม ไม่ควรนั่งในท่างอเข่า เช่น พับเพียบ ขัดสมาธิ คุกเข่า หรือนั่งยองๆ เป็นต้น ท่านผู้ฟังควรจะนั่งบนเก้าอี้ห้อยขา หรือนั่งในท่าขาเหยียดตรง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรนั่งนานๆ…

เข่าเสื่อม ครั้งที่1

ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนที่บุอยู่บนผิวข้อต่อของกระดูกเข่า จริงๆแล้ว พระเจ้าทรงสร้างให้กระดูกอ่อนที่บุอยู่บนผิวข้อกระดูกทำหน้าที่ลดแรงกระแทกค่ะ เมื่อเราเดินหรือกระโดด กระดูกอ่อนจะช่วยให้ข้อกระดูกไม่เสียดสีกันโดยตรง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและสารเคมีภายในข้อเกิดขึ้น ทำให้กระดูกอ่อนที่บุผิวข้อเกิดการสึกกร่อน ผลคือ เมื่อเราเคลื่อนไหวข้อ ผิวข้อกระดูกสองด้านที่สึกกร่อนและขรุขระก็จะมีการเบียดหรือเสียดสีกันโดยตรง และเกิดการอักเสบเรื้อรังขึ้นภายในข้อกระดูก ในขณะเดียวกันร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมข้อ ผลคือ ทำให้มีหินปูนหรือปุ่มงอก (osteophyte) เกิดขึ้น เกาะอยู่รอบๆ ผิวข้อ ในบางครั้งหินปูนนี้บางส่วนอาจจะแตกหัก เกิดเป็นเศษหลุดเข้าไปในข้อ ซึ่งทำให้ขัดขวางการเคลื่อนไหวของข้อได้ ผลคือ เกิดอาการปวดข้อ ข้อติด ข้อแข็ง และเคลื่อนไหวลำบาก บางท่านก็จะเดินกระเผลก ทรมานมากค่ะ ว่า มีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเสื่อมของข้อ เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมๆ กัน เช่น 1. อายุที่เพิ่มขึ้น – อายุที่เพิ่มมาพร้อมกับความเสื่อมของร่างกายค่ะ จะเสื่อมเร็วหรือช้า มากหรือน้อยขึ้นกับว่า คนคนนั้นดูแลตนเองดีมากน้อยแค่ไหน ผู้ที่ไม่ดูแลสุขภาพ เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก ร่างกายก็จะยิ่งทรุดโทรมและเสื่อมเร็วขึ้น 2. ข้อเข่าถูกใช้รับน้ำหนักมาก ต้องยืน เดิน เป็นประจำ หรือข้อเข่าอยู่ในท่าที่ถูกกดพับมากเกินไป เช่น นั่งคุกเข่า…

การดูแลดวงตา

เราทุกคนทราบดีว่า ดวงตาเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นนะคะ ถ้าเรามองไม่เห็น ชีวิตของคงมืดมน วันนี้ทางรายการของเรามีคำแนะนำวิธีการดูแลดวงตามาฝากท่านผู้ฟังค่ะ 1. ไม่มองแสงแดดหรือจ้องไปยังดวงอาทิตย์ค่ะ 2. เมื่อท่านจะอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ ขอให้ทำในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอนะคะ 3. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยป้องกันโรคจอตาเสื่อม โรคต้อกระจก และโรคอื่นๆ ได้ค่ะ และอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอในแต่ละวันด้วยนะคะ อย่างน้อยประมาณวันละ 8-12 แก้วค่ะ 4. นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ เพราะขณะที่เรานอนหลับ ดวงตาของเราได้พักผ่อน และยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออีกด้วย นอกจากนี้การพักสายตาเป็นระยะขณะที่ท่านผู้ฟังอ่านหนังสือหรือทำงานที่ใช้สายตาก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน โดยควรพักครั้งละ 5-10 นาทีทุกๆ ชั่วโมงค่ะ โดยหลับตานิ่งๆ หรือปล่อยให้สายตาทอดมองวัตถุในระยะไกล 5. หลีกเลี่ยงฝุ่นหรือเชื้อโรคเข้าตาและอย่าใช้มือที่ไม่สะอาดขยี้ตานะคะ เพราะจะทำให้ตามีการอักเสบติดเชื้อได้ค่ะ 6. ระยะห่างระหว่างสายตากับหนังสือหรือคอมพิวเตอร์ก็มีส่วนสำคัญนะคะ เพราะอาจจะทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาทำงานหนักเพิ่มขึ้นได้ถ้าเรามองใกล้หรือไกลเกินไป สำหรับจอคอมพิวเตอร์ควรห่างประมาณ 50-70 ซม. ค่ะ ถ้าเป็นหนังสือ ควรห่างประมาณ 30-40 ซม. ค่ะ 7. ควรสวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่อออกแดดหรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมากเพื่อป้องกันโรคตาบางชนิด เช่น ต้อลม ต้อเนื้อ กระจกตาเป็นฝ้า ต้อกระจก…

ลดความอ้วนกันหน่อยนะ ครั้งที่ 7

ถ้าท่านผู้ฟังต้องการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่ให้ได้ผล ท่านจะต้องฝึกให้ร่างกายใช้พลังงานวันละ 500 กิโลแคลอรี นะคะ จะสามารถลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละประมาณครึ่งกิโลกรัมค่ะ พลังงาน 500 กิโลแคลอรี นี้ได้จาก การวิ่งเหยาะติดต่อกันนาน 30-45 นาที , เต้นแอโรบิคแดนซ์ 45 นาที, เล่นฟุตบอล 60 นาที, หรืออาจจะเป็นการว่ายน้ำ 30 นาที ค่ะ แต่สำหรับท่านผู้ฟังที่ต้องการใช้วิธีออกกำลังกายควบคู่ไปกับการจำกัดอาหาร ท่านควรฝึกการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานวันละ 250 กิโลแคลอรี และตัดพลังงานออกจากอาหารวันละ 250 กิโลแคลอรี ท่านก็จะลดน้ำหนักลงได้ สัปดาห์ละ ½ กิโลกรัมค่ะ พลังงาน 250 กิโลแคลอรี ได้จากการวิ่งเหยาะประมาณ 15 นาที , แอโรบิคแดนซ์ 25-30 นาที, ว่ายน้ำ 12-15 นาที, หรือเดินเร็ว 45 นาทีค่ะ ส่วนอาหารที่ให้พลังงาน 250 กิโลแคลอรี นั้นอาจจะมาจาก…

ลดความอ้วนกันหน่อยนะ ครั้งที่ 6

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงแนวทางการลดน้ำหนักผ่านทางการควบคุมอาหารกันต่อนะคะ ดิฉันขอสรุปแนวทางการควบคุมอาหารดังนี้นะคะ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง ไม่ว่าจะเป็นของทอด ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลมต่างๆ ดังที่เราได้เคยคุยกันไปในรายการที่ผ่านมา เลือกรับประทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำ เช่นอาหารที่ใช้วิธีการต้ม นึ่ง หรือ ลวก เลือกอาหารที่ไม่ได้ผ่านขบวนการและการขัดสี เพราะจะมีเส้นใยอาหารซึ่งจะช่วยให้อิ่ม เช่น เลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว ให้รับประทานผักและผลไม้มากกว่า 5 ส่วน/วัน ถั่วและธัญพืช 6 ส่วน/วัน รับประทานอาหารในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ผ่านขบวนการ เช่น ผักลวก ดีกว่า อาหารกระป๋องนะคะ รับประทานอาหารให้หลากหลายชนิด ที่สำคัญอาหารที่รับประทานควรมีความสมดุล คือมีความหลากหลาย ให้สารอาหารครบ 5 หมู่ และในสัดส่วนที่พอเหมาะ นี่คือหัวใจของการกินดีค่ะ เรียนรู้กรรมวิธีการประกอบอาหาร ลดการใช้น้ำมัน เช่น เลือกอาหารปิ้ง-อบ แทนอาหารทอด-ผัด หรือท่านอาจจะผัดผักด้วยน้ำแทนการผัดด้วยน้ำมัน เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำชนิดอื่นๆ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มสำเร็จรูป เช่น น้ำอัดลม กาแฟเย็น ชาเย็น เป็นต้น ลดการใช้น้ำมัน เนย น้ำจิ้ม น้ำซอสต่างๆ น้ำราดต่างๆ…

ลดความอ้วนกันหน่อยนะ ครั้งที่ 5

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงแนวทางการลดน้ำหนักค่ะ นอกจากการออกกำลังกายและการเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการลดน้ำหนักแล้ว การควบคุมอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ขอสรุปแนวทางการควบคุมอาหารดังนี้นะคะ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ของทอด น้ำหวาน น้ำอัดลมต่างๆ ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบเล็กน้อยนะคะ ก๋วยเตี๋ยวน้ำน่องไก่ตุ๋น 1 ถ้วย ขนาด 450 กรัม ให้พลังงาน 428 กิโลแคลอรี แต่เมื่อนำเส้นก๋วยเตี๋ยวนี้มาทำเป็นผัดซีอิ๊วใส่ไข่ 1 จานขนาด 350 กรัม ให้พลังงาน 679 กิโลแคลอรี ให้พลังงานส่วนเกินเพิ่มขึ้นมาถึง 251 กิโลแคลอรี ถ้าท่านผู้ฟังรับประทานข้าวมันไก่ 1 จานขนาด 300 กรัม ท่านจะได้รับพลังงาน 593 กิโลแคลอรี แต่ถ้ารับประทานข้าวมันไก่ทอด จะได้ 693 กิโลแคลอรี เพิ่มมา 100 กิโลแคลอรี ค่ะ ในขณะที่ถ้าท่านเลือกรับประทาน ข้าวราดผัดผักบุ้งไฟแดงและไข่ดาว 1 จาน ขนาด 344 กรัม จะได้รับ…

ลดความอ้วนกันหน่อยนะ ครั้งที่ 4

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับดิฉันแพทย์หญิงพรวิไล ตันตระรุ่งโรจน์ ในรายการสุขภาพดี มีพระพร  รายการที่จะนำข้อคิดดีๆ มามอบให้แก่ท่านผู้ฟัง เพื่อท่านจะได้มีสุขภาพดีทั้ง 3 ด้าน คือ สุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณค่ะ สำหรับวันนี้ดิฉันมีแนวทางการลดน้ำหนักมาฝากค่ะ อันดับแรก ก็คือ ท่านต้องเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ร่างกายมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น จะได้ดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานค่ะ การเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การออกกำลังกายแบบแอโรบิคคือ การออกกำลังที่มีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นร่วมด้วยอย่างต่อเนื่อง เช่น การเดิน การวิ่ง การว่ายน้ำ เป็นต้น การออกกำลังกายแบบนี้นอกจากจะเผาผลาญพลังงานแล้ว ยังจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ขอยกตัวอย่างข้อระวังบางข้อสำหรับการออกกำลังกายชนิดนี้นะคะ คือ ถ้าท่านผู้ฟังมีน้ำหนักตัวมาก ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่มีแรงกระแทกต่อข้อต่อต่างๆ เช่น การกระโดดค่ะ และสำหรับท่านที่มีปัญหาโรคหัวใจร่วมด้วย ควรจะปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่านถึงวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมค่ะ นอกจากการออกกำลังแบบแอโรบิคแล้ว ท่านควรจะเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นบันได การซักผ้า การถูบ้าน แทนที่ท่านจะนั่งแล้วใช้ลูกให้ไปหยิบของมาให้ ท่านก็ลุกขึ้นและเดินไปหยิบของชิ้นนั้นเสียเอง นี่ก็เป็นการเพิ่มการใช้งานของร่างกายแล้วค่ะ การออกกำลังกายหรือการทำกิจกรรมแต่ละชนิด จะมีการใช้พลังานไม่เท่ากัน การนั่งรับประทานอาหารจะใช้พลังงานน้อยการการปรุงอาหาร ซึ่งจะใช้พลังงานน้อยกว่าการทำความสะอาดบ้านค่ะ ขอยกตัวอย่างตัวเลขสักเล็กน้อยนะคะ สมมติว่า ท่านผู้ฟังมีน้ำหนัก 50…

ลดความอ้วนกันหน่อยนะ ครั้งที่ 3

ปัญหาสุขภาพปัญหาหนึ่งที่พบมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน และเป็นปัญหาระดับโลก ก็คือ โรคอ้วนค่ะ โดยเฉพาะโรคอ้วนลงพุง จริงๆ นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1998 หรือพ.ศ. 2541 องค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายและบรรยายลักษณะโรคอ้วนลงพุงเอาไว้แล้ว โดยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคอ้วนลงพุงจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการป่วยเป็นโรคหัวใจและเบาหวานในอนาคต  ลักษณะของโรคอ้วนลงพุงมีดังนี้ อินซูลินไม่ทำงาน ร่างกายผลิตอินซูลินได้แต่ใช้การไม่ได้ เรียกว่าเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ถ้าเจาะเลือดจะตรวจพบระดับอินซูลินในเลือดสูง ร่างกายใช้กลูโคสไม่ได้ จนเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และมีโอกาสเกิดโรคอย่างน้อยอีก 2 โรค ในข้อ 3-5 ดังนี้ ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยจะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอล และไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ความดันโลหิตสูง อัลบูมินถูกขับออกทางปัสสาวะในปริมาณต่ำๆ เรียกว่า ไมโครอัลบูมิน ปัจจุบันเกณฑ์การวินิจฉัยโรคอ้วนลงพุงจะดูจากตัวชี้วัด 5 ตัวด้วยกัน ได้แก่ ความยาวรอบเอว ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ระดับไขมันคอลเสเตอรอล ความดันโลหิตสูง และน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งถ้าเข้าเกณฑ์ 3 ข้อใน 5 ข้อ เท่ากับเป็นโรคอ้วนลงพุง รายละเอียดของตัวชี้วัดทั้ง 5 ตัว มีดังนี้นะคะ ท่านผู้ฟังลองฟังดูนะคะว่าท่านมีลักษณะเข้าได้กับโรคอ้วนลงพุงหรือไม่ รอบเอวเพิ่มขึ้น โดยสำหรับชาวเอเชีย…

ลดความอ้วนกันหน่อยนะ ครั้งที่ 2

คุณคงเห็นด้วยนะคะว่า ไม่มีใครอยากอ้วน เมื่อเรายืนบนเครื่องชั่งน้ำหนักในแต่ละครั้ง เราก็มักจะลุ้นว่า เอ น้ำหนักเราขึ้นไหมนะ เรากำลังอ้วนขึ้นหรือเปล่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราอ้วนหรือไม่ วิธีสากลวิธีหนึ่งก็คือ การคำนวณดัชนีมวลกาย ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบน้ำหนักกับส่วนสูงนั่นเอง สูตรคำนวณมีดังนี้นะคะ เอาน้ำหนักกิโลกรัมเป็นตัวตั้ง แล้วเอาส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสองมาเป็นตัวหาร ขอยกตัวอย่างเล็กน้อยนะคะ สมมติว่าท่านผู้ฟังสูง 160 ซม หนัก 70 กิโลกรัม วิธีคำนวณก็คือ ส่วนสูง 160 ซม.ก็คือ 1.6 เมตร ยกกำลังสอง เท่ากับ 1.6 คูณ 1.6 = 2.56  นำน้ำหนัก 70 กก เป็นตัวตั้งแล้วหารด้วย 2.56 ผลลัพธ์คือ 27.34 ค่ะ ฟังทันนะคะ  ลองคำนวณกันอีกครั้งนะคะ สมมติว่าท่านผู้ฟังสูง 155 ซม หนัก 50 กิโลกรัม  ส่วนสูง 155 ซม. เท่ากับ 1.55…