ชีวิตที่ดำเนินตามพระคริสต์

ลูกา  14 : 25 – 26 คนเป็นอันมากได้ไปกับพระองค์ พระองค์จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับเขาว่า ”ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ลูกา  14 : 33 – 35 ก็เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ ”เกลือเป็นสิ่งดี แต่ถ้าแม้เกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้จะใช้เป็นปุ๋ยใส่ดินก็ไม่ได้ จะหมักไว้กับกองมูลสัตว์ทำปุ๋ยก็ไม่ได้ แต่เขาก็ทิ้งเสียเท่านั้น ใครมีหู จงฟังเถิด” พระธรรมลูกาบทที่ 14 : 25 – 35 เป็นสิ่งบอกเหตุที่พระเจ้าทรงสอนว่าเราจะติดตามพระองค์ได้อย่างไร  จากพระคำของพระองค์ในข้อที่ 26  เราจำเป็นที่จะต้องชังทุกสิ่งหรือทุกคนที่ขัดขวางหรือเบี่ยงเบนไปจากชีวิตที่จะติดตามไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  พระประสงค์ของพระคริสต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ที่ติดตามพระองค์เกลียดชังผู้ใด  แต่พระองค์ทรงบอกให้เราเลือกที่จะติดตามพระองค์โดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง ในพระธรรมลูกา 14 : 26 ดูเหมือนจะสอนให้เราชัง บิดา, มารดา,  ญาติพี่น้อง แม้กระทั่งตัวเราเอง  ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะว่า  “ความรัก”  ในลักษณะนี้จะส่งผลอย่างมากในการเลือกที่จะติดตามพระคริสต์อย่างซื่อสัตย์   สิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกก็คือเหตุการณ์หรือสิ่งที่มาขัดขวาง  มิใช่ตัวบุคคล …

ชีวิตแห่งการทรงสถิตของพระเจ้า

โรม  7 : 18 ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ  แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ ฟิลิปปี 2 : 13 เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์  กระบวนการทางความคิดของมนุษย์ได้ถูกปลูกฝังให้มีความเชื่อว่า  มนุษย์สามารถกระทำในสิ่งต่างๆ ได้ ถ้าใช้ความพยายามมากเพียงพอ ด้วยความคิดลักษณะนี้จึงทำให้จิตใจของมนุษย์เองเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง  ความเห็นแก่ตัว และการล่วงละเมิด  แม้ว่าบ่อยครั้งที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานแต่ด้วยความไม่ยอมรับความจริงของชีวิต   ทำให้มนุษย์พยายามค้นหาหนทางในการต่อสู้เพื่อให้พ้นจากสิ่งที่กดดันและบีบรัดด้วยตัวเองตลอดมา  เหมือนดังคนที่ตกลงไปในบ่อทรายดูดยิ่งด้นรนเพื่อที่จะให้พ้นจากหล่มทราย  แต่ก็กลับยิ่งทำให้ตนเองจมลึกลงไปทุกที  แม้จะไม่ดิ้นรนหรืออยู่เฉย ๆ ก็ต้องจมลงไปในบ่อทรายลงไปเรื่อยๆ  ความบาปทำให้เกิดผลในทางเลวร้ายต่อตัวของมนุษย์เองอย่างหาที่สุดมิได้  ชีวิตของเราตกต่ำลงไปโดยไม่มีหนทางที่จะก้าวพ้นจากทางแห่งความเลวร้ายนี้ได้ พระเยซูทรงตรัสเป็นครั้งแรกในการประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ต่อชาวโลกว่า  “จงกลับใจเสียใหม่”  การกลับใจนี้มิได้หมายเพียงแค่การละเลิกจากการกระทำอันเป็นความผิดความบาป  แต่การกลับใจนั้นยังหมายรวมถึง  การยอมรับว่าตัวเองไม่มีความสามารถและพลังเพียงพอที่จะต่อสู้กับความบาปที่ทำให้ชีวิตของตนเองตกต่ำลงไปได้  “คนเอธิโอเปียเปลี่ยนวรรณะของตนเองได้หรือ หรือเสือดาวเปลี่ยนลายของมัน    ถ้าได้แล้วเจ้าทั้งหลายผู้ที่เคยต่อการกระทำความชั่ว จะมากระทำความดีก็ได้”   เยเรมีย์ บทที่ 13 : 23   มนุษย์นั้นพยายามจะจัดการชีวิตของตนเองและของผู้อื่นอยู่เสมอ  อย่างไรก็ดีการจัดการเหล่านั้นกลับมักจะพบกับการล้มเหลวเสมอ   ดังนั้นในขั้นตอนแรกที่จะทำให้เราสามารถกลับใจใหม่ได้ก็คือ  “ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมและจัดการกับชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง”…

การมาบังเกิดเพื่อการทรงไถ่ของพระคริสต์

กท.3:14 เพื่อพระพรทางอับราฮัมจะได้มาถึงคนต่างชาติทั้งหลาย เพราะพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาโดยความเชื่อ กท.4:4-5 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วพระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ประสูติจากสตรีเพศและทรงถือกำเนิดใต้ธรรมบัญญัติ  เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ  เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร “พระพร” ที่อยู่ในหนังสือกาลาเทีย 3:14 ก็คือพระพร ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับราฮาม (ปฐก.12:3) เพื่อทุกประเทศในโลก. พระสัญญานี้ได้สำเร็จแล้ว และพระพรที่อยู่ในพระคริสต์ ก็ได้มาถึงประเทศต่างๆ โดยการไถ่ของพระองค์บนกางเขนที่ปรากฏในพระกิตติคุณ เราไม่เพียงได้รับพระพรแห่งการอภัยบาป, และการทำให้เป็นผู้ชอบธรรม แต่ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นก็คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในฐานะที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์, ทรงไถ่บาป, ทรงประทานชีวิต และพระองค์ได้ทรงสถิตอยู่ภายในเรา   เป็นชีวิตที่อยู่ภายในของตัวเรา    เป็นความชื่นชมยินดีและความสุขในชีวิตของเรา  นี่ช่างเป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก  ที่มนุษย์ผู้เป็นคนบาปสามารถเข้าส่วนในชีวิตขององค์พระผู้ทรงครอบคลุมสรรพสิ่งในฐานะที่ทรงเป็นชีวิตของเราในทุกวัน พระวิญญาณที่ได้เปิดเผยไว้ในจดหมายของเปาโล ก็คือ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นองค์ตรีเอกานุภาพ ที่ได้ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง. พระวิญญาณนี้ ได้เข้าสู่ภายในผู้เชื่อ เพื่อมาเป็นชีวิตของเขา และเป็นทุกสิ่งของเขา. พระวิญญาณเช่นนี้แหละคือพระพรทั้งหมดซึ่งครอบคลุมถึงการอภัยบาป, การไถ่, ความรอด, การคืนดี, การโปรดให้ชอบธรรม, ชีวิตนิรันดร์,  และการเปลี่ยนสภาพของมนุษย์ที่บังเกิดใหม่และเปลี่ยนแปลงใหม่…

พระเยซูจะเสด็จกลับมาเพื่อเราทั้งหลาย

ทิตัส 2 : 13 – 14  “คอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวัง ได้แก่การปรากฏของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่งคือพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา    ผู้ได้ทรงโปรดประทานพระองค์เองให้เรา เพื่อไถ่เราให้พ้นจากการอธรรมทุกอย่าง  และทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เป็นหมู่ชนพิเศษเฉพาะของพระองค์  และเป็นคนที่ขวนขวายกระทำการดี” ลูกา 21 : 34 – 36 “แต่จงระวังตัวให้ดี เกลือกว่าใจของท่านจะล้นไปด้วยอาการดื่มเหล้าองุ่นมาก  และด้วยการเมา และด้วยคิดกังวลถึงชีวิตนี้ แล้วเวลานั้นจะมาถึงท่านดุจบ่วงแร้วอย่างกะทันหัน   เพราะว่าวันนั้นจะมาถึงคนทั้งปวงที่อยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโลก   เหตุฉะนั้นจงเฝ้าอยู่ทุกเวลา จงอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลายจะมีกำลังที่จะพ้นเหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งจะบังเกิดมานั้น และจะยืนอยู่ต่อหน้าบุตรมนุษย์ได้” . พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูมากกว่า 2,500  ครั้ง การรอคอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวังนั้น  เป็นความปรารถนาสูงสุดที่มนุษย์ที่อยู่ในโลกแห่งความผิดบาปต้องการจะได้เห็น  ความบาปทำให้มนุษย์ในโลกนี้ต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก  ทำให้คุณความดีที่เคยมีอยู่ในชีวิตของมนุษย์ต้องเสื่อมทรามลง  โลกที่สวยสดงดงามต้องเศร้าหมองและกลายเป็นพิษ  ไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่อีกต่อไป ความหวังเดียวของโลกนี้ก็คือต้องการได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่  เปลี่ยนแปลงไปในความบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าเหมือนดังที่พระองค์ทรงสร้างในครั้งแรก  พระเยซูทรงตรัสว่า “เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา”  (ยน. 14 : 3)  คำว่า  “ท่าน”  ในที่นี้หมายถึงมนุษย์ทุก ๆ คนผู้เชื่อในพระองค์ และยอมรับการวายพระชนม์ของพระองค์ว่าเป็นการทรงไถ่ความอธรรมของโลกนี้   แต่ในขณะเดียวกันพระเยซูคริสต์ทรงมีพระประสงค์จะทรงชำระเราให้บริสุทธิ์  และเป็นคนที่ขวนขวายในการกระทำดี …

รับใช้พระเจ้าด้วยชีวิตแห่งพระวิญญาณและการบุกเบิก

โรม 15 : 19 – 21    คือด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่ ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มอ้อมไปยังเมืองอิลลีริคุม  อันที่จริงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้อย่างนี้ว่า จะประกาศข่าวประเสริฐ ในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนามพระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว   ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  คนที่ไม่เคยได้รับคำบอกเล่าเรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ฟังจะได้เข้าใจ” ในสมัยพระคัมภีร์เดิมนั้น เทศกาลเพ็นเตคอสต์  เป็นเทศกาลเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวของชาวอิสราเอล  (ฉลบ. 16 : 9 – 11)  แต่ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่วันเพ็นเตคอสต์เป็นวันที่พระเจ้าทรงประทานฤทธานุภาพแห่งพระวิญญาณลงมาบนผู้เชื่อ  เพื่อการรับใช้และการดำเนินชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า  (กจ. 2 : 1 – 4)  พระธรรมโรมในตอนนี้ได้บอกถึงเคล็ดลับของการรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผลอย่างน้อย  4 ประการด้วยกันคือ รับใช้ด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ (19 ) เมื่อชีวิตของเราเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ชีวิตส่วนตัวของเราก็จะบังเกิดผล  และงานรับใช้ของเราจะเต็มไปด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า  เราจะได้เห็นถึงการรับรองของพระเจ้าในสิ่งที่เราทำเช่น  หมายสำคัญ,   การอัศจรรย์,  หรือเหตุการณ์ที่ช่วยสนับสนุนในการรับใช้พระเจ้า  (มก. 16 : 20;  กจ. 2 : 43) จะรับใช้พระเจ้าด้วยการประกาศอย่างเต็มที่…

เริ่มชีวิตใหม่ด้วยเป้าหมายที่สดใส (2)

รู้จักใช้คำว่า “ขอบคุณ” คำขอบคุณเป็นเสมือนน้ำมันหล่อลื่นของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  เพราะมันจะก่อให้เกิดความซาบซึ้งใจและชื่นชมยินดีเสมอ  ก่อนที่เราจะจบงานในแต่ละวันควรจะมอบคำขอบคุณให้กับผู้ที่ช่วยเหลืองานต่าง ๆ ให้กับเราในวันนั้น ๆ  เพราะคำพูดที่ซาบซึ้งนั้นจะสร้างความยินดีในการเป็นมิตรภาพ และขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้หมดไปได้ “มีทองคำและทับทิมมีค่าเป็นอันมาก แต่ริมฝีปากที่มีความรู้ก็เป็นเพชรนิลจินดาประเสริฐ”  สภษ. 20 : 15 จงใช้คำว่า “ขอโทษ”  เมื่อท่านทำผิด มนุษย์ทุกคนไม่มีใครที่สมบูรณ์ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะพลาดพลั้่งทำผิดได้เสมอ ดังนั้นการทำผิดจึงเป็นเรื่องที่เคียงคู่กับมนุษย์มาตลอดชีวิต  แต่ทว่าการที่มนุษย์เป็นผู้ไม่สมบูรณ์ไม่ใช่ข้ออ้างในการกระทำผิด  ดังนั้นเมื่อกระทำผิดหรือบกพร่องในสิ่งใด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล่าวคำว่า  “ขอโทษ” อย่างจริงใจ ต่อผู้ที่ได้รับผลแห่ีงการกระทำผิดนั้น  การพูดว่า “ขอโทษ”  เป็นเทคนิคที่สำคัญมาก  เพราะลักษณะคำพูด,  ท่าทางการพูด, น้ำเสียงการพูด,  และการกระทำที่สอดคล้องกับคำพูด,  ล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังที่แสดงถึงการขอโทษทั้งสิ้น  ดังนั้นในที่ทำงานคำ “ขอโทษ”  จึงควรเป็นสิ่งที่แสดงออกอย่างจริงใจ “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน”  ยก. 5 : 16 ระหว่างเพื่อนร่วมงานจง “ให้อภัย” ต่อกันและกันเสมอ การอยู่ในท่ามกลางหมู่คนจำนวนมาก  การกระทบกระทั่ง การไม่พอใจกันแระกันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ  และความรู้สึกโกรธขึ้ง หรือไม่พอใจย่ิอมมีขึ้นได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง  การให้อภัยจึงเป็นหนทางที่จะนำความสมัครสมานสาีมัีคคีกลับมาสู่ทีมงานด้วยกันอีกครั้ง …

เริ่มชีวิตใหม่ด้วยเป้าหมายที่สดใส ตอนที่1

กาลาเทีย 6 : 4 “ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไรๆที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น วันเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างไม่รอคอยเหมือนกระแสน้ำที่ไม่หวนคืนกลับมา  ผู้คนอาจจะมีความคาดหวังต่าง ๆ นา ๆ ในระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป..เมื่อย้อนกลับมาระลึกถึงสิ่งที่ได้ผ่านไป  กับสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้นั้นอาจจะไม่เท่าเทียมกัน  แต่ถึงอย่างไรการเริ่มต้นที่จะตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตนับเป็นสิ่งที่ดี  การกลับมาสำรวจความบกพร่องของตนเองในเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งควรกระทำ    พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เรากลับใจเสียใหม่ และบังเกิดใหม่  ดังนั้นการใช้เวลาที่จะสำรวจการกระทำของตนเองและกลับใจเสียใหม่ จึงเป็นความจำเป็นสำหรับความเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า  และเมื่อสำรวจตัวเองแล้วการตั้งใจเริ่มต้นที่จะกระทำสิ่งใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำตามมา รุ่งอรุณ…สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นที่ดี ให้ทุกวันเป็นวันใหม่ที่มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ในการทำงาน   การเริ่มต้นที่ดีในแต่ละวันในเวลาเช้านั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การปรับอารมณ์ให้แจ่มใสเบิกบาน,  การทำจิตใจให้คึกคัก,  เป็นการเพิ่มพลังให้กับชีวิตในแต่ละวันอย่างสำคัญยิ่ง “ครั้นเวลาเช้ามืดพระองค์ได้ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว และทรงอธิษฐานที่นั่น”  มก. 1 : 35 เริ่มถ่ายทอดความชื่ืนชมยินดีของคุณไปสู่คนอื่น โดยเริ่มจากยิ้มทักทายทุก ๆ คนที่พบเจอ….และต้องเอ่ยนามทักทายทุก ๆ คนเสมอ  พยายามจดจำชื่อของทุกคนที่ทำงานร่วมกับเราให้ได้  และเรียกชื่อของเขาเมื่อทักทาย เพราะสิ่งนั้นคือการแสดงให้เห็นว่า เราให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของเขา “นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป”  ยน. 10 : 3 มีรอยยิ้มรับกับงานในทุก ๆ วัน รอยยิ้มนั้นไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็ชื่นชอบด้วยกันทั้งนั้น …

การทรงเรียกผู้รับใช้ของพระเจ้า

อพยพ  3 : 1 – 10  “ฝ่ายโมเสสเมื่อเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาผู้เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน ได้พาฝูงแพะแกะไปทางตะวันตกของถิ่นทุรกันดาร จนมาถึงภูเขาของพระเจ้าคือ โฮเรบ ทูตของพระเจ้าก็ปรากฏแก่โมเสสท่ามกลางพุ่มไม้เป็นเปลวไฟ โมเสสมองดู เห็นพุ่มไม้นั้นมีไฟลุกโชนอยู่ แต่มิได้ไหม้โทรมไป…..ครั้นพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู จึงตรัสออกมาจากพุ่มไม้นั้นว่า “โมเสส โมเสสเอ๋ย…..พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว……เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากประเทศนั้น ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์…… เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อจะได้พาประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” พระเจ้าทรงเรียกผู้รับใช้ของพระองค์เพื่อให้พันธกิจของพระองค์สำเร็จในโลกนี้่  พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ให้มารับหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำพาให้มนุษย์ชาติทั้งหลายได้พ้นจากความบาป  และกลับมาสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง    พระเจ้าทรงมีตระเตรียมแผนการที่ดีและวางแผนอย่างเหมาะสมในการเลือกสรรบุคคลที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์   พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ให้มาเป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์ตามสถานภาพที่เขาเป็นอยู่    เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสในขณะที่เขากำลังเลี้ยงฝูงแกะฝูงแพะ  ซึ่งนั่นคืออาชีพหลักของเขา ถ้าหากพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะเรียกเราให้เป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์   พระองค์ก็จะทรงเรียกเราได้ทั้งโดยเหตุการณ์ที่เป็นอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ และโดยเหตุการณ์ปกติทั่วไป  โดยที่พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงตรัสผ่านจิตใจของเราให้สำนึกถึงพระคุณของพระองค์  ความรู้สึกที่ร้อนรนจะนำข่าวประเสริฐไปบอกให้คนอื่นได้รับรู้ถึงพระคุณของพระองค์  ความรู้สึกนี้จะบังเกิดขึ้นเองด้วยแรงกระตุ้นภายในที่มาจากการเชื่อในพระวจนะของพระองค์   ดังนั้นมนุษย์เองจึงจะต้องเป็นผู้เลือกว่าจะตอบสนองต่อการทรงเรียกนั้นอย่างไร. พระเจ้าทรงรู้จักเราแต่ละคนเป็นอย่างดีตั้งแต่เรายังไม่ก่อกำเนิดด้วยซ้ำ  พระองค์ทรงตระเตรียมชีวิตของเราแต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจงมิใช่เพื่อประโยชน์ของเราเอง  แต่เพื่อแผนการของพระองค์ที่ตระเตรียมเอาไว้สำหรับโลกนี้    พระองค์ทรงประทานมนุษย์แต่ละคนไว้เพื่องานของพระองค์ในโลกนี้ซึ่งแต่ละคนนั้นไม่มีใครสามารถทดแทนกันได้  แต่จะเป็นการทำงานที่ประสานกันเป็นกายเดียวกัน  เหมือนที่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสเพื่ือนำชนชาติอิสราเอลออกมาจากอิยิปต์  แต่โมเสสก็ไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นมหาปุโรหิต  ดังนั้นในฐานะผู้เชื่อจะต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชีวิตของเรา เพื่อการรับใช้พระองค์ในโลก   และนำความรอดไปสู่โลกที่มืดมนไปด้วยความบาปและกำลังจะพินาศนี้ โมเสสได้รับการทรงเรียกมาเป็นผู้รับใช้และร่วมงานกับพระองค์โดยเฉพาะ    เพื่อการแบ่งแยกที่บริสุทธิ์  ซึ่งไม่ได้หมายเพียงว่าการปราศจากมลทินจากความชั่วร้ายเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงเป็นการสำแดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วย    ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าโมเสสมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระเจ้าเท่านั้น มิใช่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง    ผู้เชื่อทุกคนได้รับการทรงเลือกและเรียกจากพระเจ้าเขาจะไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองแต่เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า …

ผู้ใดใคร่ตามเรามาให้เอาชนะตัวเอง

ลก.9: 23-25 พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียตัวของตนเองผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร ?” . 1ปต.1:9 แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ   กางเขนในลูกา 9:23 ไม่ใช่แค่การทนทุกข์ต่อกางเขนที่ต้องแบกเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นการเอาชนะ ตนเองอีกด้วย   กางเขนมีไว้เพื่อลงโทษประหารเฉพาะอาชญากรที่ชั่วร้ายที่สุดเท่านั้น   พระคริสต์ทรงแบกกางเขนก่อนจากนั้นพระองค์จึงถูกตรึงบนกางเขนนั้นจนสิ้นพระชนม์    ในขณะที่ผู้เชื่อของพระองค์ อย่างเราทั้งหลายถูกตรึงกางเขนร่วมกับพระองค์ก่อน   จากนั้นจึงค่อยแบกกางเขนตามพระองค์ในวันนี้  สำหรับเราแล้วการแบกกางเขนคือการมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะเอาชนะตัวเอง    เพื่อให้ชีวิตที่มีธรรมชาติแห่งความบาปและความเป็นตัวตนที่เป็นธรรมชาติของเราสิ้นสุด   ซึ่งจะกระทำเช่นนี้ได้เราต้องปฏิเสธความปรารถนาของตัวตนของเราเองเพื่อเราจะได้มีชีวิตที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป ในลูกา 9:24 การเอาชีวิตรอดหมายถึง   การไม่ยอมมอบชีวิตของเราแด่พระเจ้า   ต้องการเพียงให้ชีวิตของตนได้รับสุขและไม่ต้องทนทุกข์สิ่งใดเพื่อที่จะแลกมาซึ่งความรอดของพระองค์    การเสียชีวิตคือ ยอมให้ชีวิตเก่าที่เป็นธรรมชาติแห่งบาปเดิมของเราหมดสิ้นลง    ถ้าผู้ที่อ้างตัวว่าดำเนินชีวิตติดตามองค์พระผู้ช่วยให้รอดไม่ยอมมอบชีวิตของเขาแด่พระองค์    และปรารถนาที่จะได้รับความสุขในยุคสมัยปัจจุบันนี้   เขาก็อาจจะต้องสูญเสียชีวิตฝ่ายจิตของเขาไป    และจะพลาดจากการได้รับชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ที่จะทรงประทานให้เมื่อแผ่นดินของพระองค์มาถึง   แต่ถ้าเขายอมสูญเสียความสุขแห่งชีวิตในโลกนี้เพราะเห็นแก่องค์พระผู้ช่วยให้รอดก็จะทำให้จิตวิญญาณของเขาได้รับมรดกแห่งความสุขในยุคอาณาจักรของพระเจ้าที่จะมาถึง   ซึ่งเขาจะได้มีส่วนร่วมในความยินดีขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการปกครองแผ่นดินโลกนี้ การปฏิเสธตัวเองหมายถึง การปฏิเสธและละทิ้งไปซึ่งความปรารถนา, ความรักชอบ, และการเลือกสรรในสิ่งที่เป็นตัวตนแห่งความบาปของเรา.. การโลภ… เกลียดชัง… ความอิจฉาริษยา… การแตกก๊กกัน… การนินทาว่าร้าย  ฯลฯ  เหล่านี้ล้วนคือความบาปที่ฝังรากอยู่ในจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ที่ตกลงความบาปทั้งสิ้น …

อาณาจักรของพระเจ้า

ดนล.2:35…แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ. ดนล.2:44 และในสมัยของพระราชาเหล่านั้น พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง  ซึ่งไม่มีวันทำลายเสียได้  หรือราชอำนาจนั้นจะไม่ตกไปแก่ชนชาติอื่น  ราชอาณาจักรนั้นจะกระทำให้ราชอาณาจักรเหล่านี้แตกเป็นชิ้นๆถึงอวสาน และราชอาณาจักรนั้นจะตั้งมั่นอยู่เป็นนิตย์. ปฏิมากรมนุษย์รูปใหญ่ในดาเนียลบทที่ 2 จะถูกแทนที่ด้วยภูเขาใหญ่ ซึ่งภูเขานี้เป็นแบบเล็งถึงอาณาจักรที่นิรันดร์ของพระเจ้าที่จะปกครองพิภพ (แผ่นดินโลก)  (ข้อ 35, 44). นี่ก็หมายความว่าหลังจากการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์  พระองค์ได้ทรงเสด็จมาเพื่อทำลายรูปแบบแห่งการปกครองทุกอย่างของมนุษย์    แล้วในที่สุดพระองค์ก็จะนำอาณาจักรที่เป็นนิรันดร์ของพระเจ้ามาสู่บนแผ่นดินโลก . ข้อ 35 กล่าวว่า “แต่ก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ”  ก้อนหินนี้ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นภูเขาใหญ่  นี่ก็หมายความถึงการเพิ่มพูนขึ้นของอาณาจักรแห่งพระเจ้าซึ่งก็หมายถึงคริสตจักรของพระองค์    พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะและคริสตจักรเป็นพระกายของพระองค์ดังนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วอาณาจักรของพระเจ้าจะต้องกลับเข้ามาครอบครองโลกนี้อีกครั้งหนึ่งเหมือนดังเช่นที่เคยเป็นมาสมัยที่พระองค์เริ่มสร้างในครั้งแรกนั้น วันนี้คริสตจักรคือการก่อตั้งอาณาจักรแห่งสวรรค์บนแผ่นดินโลกนี้ดังที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงตรัสว่า  “เพราะ​นี่แน่ะ แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​นั้นอยู่ท่ามกลาง​พวก​ท่าน”  ลูกา 17 : 21    โดยที่พระเจ้าปรารถนาให้คริสตจักรเป็นแบบจำลองการปกครองฝ่ายวิญญาณที่จะมีขึ้นในอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่จะมาถึงในโลกหน้า  เพราะคริสตจักรที่มีผู้เชื่อมีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเยซูคริสต์นั้นจะสำแดงออกถึงความรักของพระองค์จนกลายเป็นพระกายของพระองค์ที่แท้จริง  ซึ่งเป็นการสำแดงชีวิตของพระคริสต์ในโลกนี้นั่นเอง คำอุปมาของเมล็ดพืชในมาระโก 4:26–29 ได้เปิดเผยว่าอาณาจักรของพระเจ้านั้นเป็นการมีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์ได้อย่างไร ข้อ 26 กล่าวว่า “แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน”. เมล็ดพืชนี้ก็คือพระวจนะของพระเจ้าซึ่งก็หมายถึงองค์พระคริสต์เองผู้ซึ่งทรงเป็นพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงนำชีวิตของพระองค์เองเข้ามาสู่ชีวิตของมนุษย์ผู้เป็นคนบาปในโลกนี้ถ้าพิจารณาตามคำอุปมานั้น เมล็ดพืชนี่จำเริญขึ้นเป็นต้น ออกรวง  มีเมล็ดข้าวเต็มรวง และเมล็ดนั้นก็สุก  เพื่อนำมาซึ่งการเก็บเกี่ยว (ข้อ 27–28)   ตั้งแต่วันที่พระคริสต์ได้เสด็จมาเพื่อหว่านตัวของพระองค์เองลงในสภาพมนุษย์ที่เป็น…