ข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะ

วิวรณ์  14 : 6    แล้วข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่ชนชาวโลกทั้งปวง ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา 1 ยอห์น  4 : 7 – 8  ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า       และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก ข่าวประเสริฐที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้กับมนษยชาติเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในครั้งที่สอง  ได้ถูกบันทึกอยู่ในพระธรรมเล่มสุดท้ายในบทที่ 14  คือข่าวของทูตสวรรค์ทั้ง 3 องค์  การประกาศข่าวประเสริฐของทูตสวรรค์ในครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นการเตือนครั้งสำคัญที่พระเจ้าได้ทรงประทานผ่านทูตสวรรค์มาสู่พลไพร่ของพระองค์ในโลกนี้   ข่าวประเสริฐของพระเจ้านั้นครั้งนี้เป็นการสรุปรวมข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศมาแล้วทั้งหมดในโลกนี้ให้รวบรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวอย่างครบถ้วน   โดยไม่มีขาดตกบกพร่อง ทูตสวรรค์ได้ประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะ   ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐ (ข่าวดี)  ที่ได้ถูกประกาศมาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงที่สุดปลาย  ซึ่งหมายความว่าข่าวประเสริฐนี้เป็นข่าวที่จะยังคงอยู่ตลอดไปไม่มีกาลเวลา ไม่มีที่สิ้นสุด  คำว่าอมตะนั้นหมายถึง “พระเจ้า”  เพราะพระเจ้าเท่านั้นทรงเป็นอมตะ  1 ทิโมธี 1 : 17  “พระเกียรติและพระสิริจงมีแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระเจริญอยู่นิรันดร์ ผู้ทรงเป็นองค์อมตะ  ซึ่งมิได้ปรากฏพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียวสืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน”  ดังนั้นข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะนั้นจึงเป็นข่าวประเสริฐที่เกี่ยวข้องกับพระองค์โดยตรง   ซึ่งก็คือพระลักษณะของพระองค์ …

เติบโตในพระคริสต์

ยน.15:4  “จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น.” ยน.17:21–23  “เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์ คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ และกับข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา  เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น  ข้าพระองค์อยู่ในเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์    เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์.” ถ้าเราไม่มีประสบการณ์แห่งชีวิตที่ถูกต้องและเพียงพอกับพระเจ้า   เราก็ไม่อาจที่จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์    ในแต่ละวันเราจำต้องมั่นใจและกล่าวว่า “วันนี้เราอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์ก็อยู่ภายในเรา”   เพื่อที่ว่าเราจะยืนยันความเชื่อและความมั่นใจที่เราเป็นแขนงที่ต่อเชื่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเถาองุ่นแท้คือพระเยซูคริสต์ในทุกๆ วัน  โดยมีพระองค์ทรงเป็นศรีษะ และเราเป็นอวัยวะของพระกายทั้งหมดของพระองค์ ต้นองุ่นนั้นมีกิ่งมากมายแต่กิ่งมากมายเหล่านี้ก็ล้วนประกอบเป็นต้นองุ่นต้นเดียวกัน ซึ่งทั้งต้นและกิ่งนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย    ถ้าเรากล่าวว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  เราก็ต้องตรวจสอบว่าเราได้เป็นหนึ่งกับอวัยวะส่วนอื่นๆ หรือไม่. ถ้าเราไม่มีความเป็นหนึ่งกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในพระองค์การที่เราอ้างว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้   เพราะขณะที่เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นองุ่นแท้คือพระคริสต์ที่มีกิ่งและแขนงมากมาย  แต่เรากลับปฏิเสธกิ่งหรือแขนงอื่นๆ  ก็แสดงว่าเรายังไม่ยอมรับการมีส่วนในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้อื่นที่มีต่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน เมื่อเรายอมที่จะปฏิเสธตัวเองเราก็มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้า  และทำนองเดียวกันขณะที่พี่น้องอีกคนหนึ่งยอมปฏิเสธตัวเอง   เขากับเราก็มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณองค์เดียวกัน   ซึ่งจากนั้นเราก็จะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ …  พี่น้องผู้เชื่อทุกคนล้วนยอมรับว่าชีวิตของพวกเขาได้ถูกตรึงไว้บนกางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว   และพวกเขาก็ตระหนักว่าพวกเขาได้มีชีวิตอยู่ร่วมในการเป็นขึ้นมาของพระคริสต์แล้วเช่นกัน     เรามีพระองค์เป็นชีวิตของเราเราตระหนักในเรื่องนี้และเราก็ยืนอยู่บนพื้นฐานนี้โดยการปฏิเสธความปรารถนาและความเป็นตัวตนของเราเอง     นี่เป็นเรื่องที่อัศจรรย์ยิ่งนัก!   ที่เราในฐานะมนุษย์ผู้เป็นคนบาปได้กลายเป็นหนึ่งในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นและมีชีวิตในองค์พระผู้เป็นเจ้า    การที่เราเข้าส่วนจนเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมิใช่เพราะเราได้เรียนรู้หลักธรรมจนเข้าใจ    แต่เป็นเพราะว่าเราได้มีชีวิตอยู่ในประสบการณ์แห่งการทนทุกข์ทรมาน  การสิ้นพระชนม์  และความชื่นชมยินดีกับการเป็นขึ้นมาของพระองค์   ซึ่งในฐานะวิสุทธิชนแห่งพระองค์ …

การเลี้ยงดูตามอย่างพระเจ้า

ยน.3:16   เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ 1ทธ.1:15 คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลกเพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก. ยอห์น 3:16 กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”. น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นไม่เพียงรักคนที่ชอบธรรม  แต่ยังรักคนบาป  และยังรักโลกด้วย.  โลกนั้นมีความชั่วร้ายเนื่องมาจากความบาป.  คำว่า “โลก”  นั้นในภาษากรีกชี้ถึงผู้คนที่ทำบาปและตกต่ำและเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ตกอยู่ในความบาปแห่งโลกนี้   ท่ามกลางมนุษยชาติทั้งหมดล้วนได้กลายเป็นมนุษย์แห่งความบาปที่มีชีวิตอยู่ฝ่ายโลก…พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติที่ตกต่ำเหล่านี้ พวกเขาได้เสื่อมเสียพระสิริของพระเจ้าไปจนถึงขั้นที่ได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับซาตานเสียแล้ว   คำว่า “โลกหรือมนุษย์โลก”  เป็นการบ่งชี้ว่ามนุษย์ได้กลายเป็นหนึ่งกับซาตานเพราะความบาปนั้น  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์โลกได้กลายเป็นศัตรูกับพระเจ้าไปเสียแล้ว  การที่ยอห์น 3:16 ได้กล่าวว่ามนุษยชาติก็คือ “โลก” นั้นเป็นคำที่ชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายที่มนุษย์ได้ละทิ้งพระสิริและสง่าราศีของพระเจ้าไปแล้วอย่างสิ้นเชิง    แต่ทว่าพระเจ้าทรงรักโลก นั่นก็คือรักมนุษย์ที่ชั่วร้ายที่สุดในท่ามกลางมนุษย์ที่ชั่วร้าย ยิ่งกว่านั้นพระเจ้ายังได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้กับเรา ไม่ใช่เพียงช่วยเราขึ้นสู่แผ่นดินสวรรค์ แต่เพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์นั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์. 1 ทิโมธี 1:15 กล่าวว่า “คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก”. เราได้มองเห็นแล้วว่าคำว่า “โลก” ในวลีที่กล่าวว่าพระคริสต์เยซูได้เสด็จเข้ามาในโลกนั้น (ภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า “มนุษย์โลก”)  พระองค์เสด็จมาในโลกโดยการเข้ามาอยู่ท่ามกลางมนุษยชาติก็เพื่อจะช่วยคนบาปให้รอด. ขณะที่เปาโลยังเป็นเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัสนั้นท่านเป็นคนบาปในลำดับต้นๆ. ถ้าหากพระคริสต์มาช่วยเพียงคนปกติ …

จิตวิญญาณที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระคริสต์

รม.8:16 พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า 1คร.6:17 แต่ส่วนคนที่ผูกพันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นจิตใจอันเดียวกันกับพระองค์. จิตวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของผู้เชื่อจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ภายในเรา (1คร.6:17) …เพื่อให้เราดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์  ดังนั้นการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อก็คือการดำเนินชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าร่วมประสานกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเข้าสนิทระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับ…การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทั้งสองส่วนนี้อย่างสิ้นเชิง   พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณมนุษย์ก็มีจิตวิญญาณ  ทั้งสองส่วนนี้จึงสามารถเข้าผสานกันเป็นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อนั้นก็คือ  การที่ผู้เชื่อได้ยอมให้พระเจ้าเข้ามาสู่ภายในชีวิตของเขาและนำพาชีวิตของเขาในทุกกรณี  จนตัวของเขา  ความคิดของเขา  การกระทำของเขา  กลายเป็นสิ่งเดียวกัน  หรือเหมือนกันกับพระเจ้า  ซึ่งนี่คือความล้ำลึกแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทรงสำแดงผ่านชีวิตของผู้เชื่อในพระองค์  ด้วยเหตุนี้กุญแจสำคัญแห่งชีวิตในความรอดของผู้เชื่อในพระองค์ก็คือ  การมีชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระองค์ทรงนำพาในทุกกรณีนั่นเอง “พระ​วิญ​ญาณ​นั้น​เป็น​พยาน​ร่วม​กับ​จิต​วิญ​ญาณ​ของ​เรา​ว่า เรา​เป็น​ลูก​ของ​พระ​เจ้า”  โรม 8:16 เมื่อพิจารณาตามพระธรรม 1 โครินธ์ 6:17 นั้นสำแดงให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตแห่งความรอดสำหรับผู้เชื่อก็คือ   การมีชีวิตที่จิตวิญญาณของเขาได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระวิญญาณของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ทั้งทางด้านกายภาพ (การกระทำ)  และทางจิตวิญญาณ (ความรู้สึกนึกคิด)  ซึ่งในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงสร้างเสริมอุปนิสัยของผู้เชื่อเสียใหม่จนกลายเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยเดียวกันกับพระคริสต์  และนี่ก็คือชีวิตที่เติบโตในพระคริสต์นั่นเอง ผู้ที่ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามเนื้อหนังและราคะตัณหาชีวิตของเขาจะตกต่ำ   ส่วนผู้ที่ดำเนินชีวิตตามความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นจะมีความสูงส่งกว่า  พระเจ้าได้ทรงประทานพระบัญญัติจารึกลงในแผ่นศิลาให้กับชนชาติของพระองค์เมื่อพวกเขาเดินทางออกมาจากอิยิปต์  แต่ทว่าวาระสุดท้ายนี้พระองค์จะทรงจารึกบัญญัติของพระองค์ไว้ที่หัวใจของผู้เชื่อที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์  เพราะว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ถามอีกแล้วว่าพระบัญญัติของพระเจ้าตรัสว่าอะไร  แต่พวกเขารู้ซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์  ผู้ทรงประทานความรักอันยิ่งใหญ่ให้กับมนุษย์โดยประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาเพื่อสิ้นพระชนม์บนโลกนี้แทนเรานั้น  พระองค์ต้องการให้มนุษย์กระทำในสิ่งใดเพื่อสำแดงออกถึงการตอบสนองต่อความรักที่พระองค์ทรงมีให้กับพวกเขา… ขอให้พี่น้องผู้เชื่อทุกๆ ท่านได้มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์นะครับ

พระคริสต์เป็นศีรษะและมีเป็นชีวิต

มธ.28:18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว. อฟ.4:15 แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์. คส.1:18 พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย  เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง. พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร และคริสตจักรก็เป็นพระกายของพระคริสต์นั้น หมายความว่าอะไร? ก็หมายความว่าสิทธิอำนาจทุกอย่าง ล้วนอยู่ในพระองค์. การที่อำนาจทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์ ก็เนื่องจากชีวิตทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์. คริสตจักรทั้งหมดได้สมบูรณ์อยู่ในพระองค์  และพระองค์เองคือ แหล่งแห่งชีวิตในร่างกาย  เพราะว่าตัวของร่างกายเองนั้น ไม่มีชีวิต. 1 ยอห์น 5:11 กล่าวว่า “พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์”. แม้ว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตนิรันดร์นี้ให้แก่เราแล้ว แต่ชีวิตนี้ก็ยังคงอยู่ในพระบุตรของพระองค์  พระเยซูคริสต์ไม่เคยแยกออกจากชีวิตนี้เลย พระเจ้าประทานชีวิตไว้ในของพระองค์  ข้อ 12 กล่าวว่า “ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต”  โดยการได้รับชีวิตของพระบุตรมาเป็นชีวิตของเรา  ทำให้เราได้มีชีวิตใหม่ โดยการได้รับพระบุตรของพระเจ้า  คริสเตียนได้ต้อนรับชีวิตใหม่จากองค์พระผู้เป็นเจ้า  แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ได้แยกออกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า  ผู้เชื่อไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้แต่เพียงประการอย่างเดียว แต่การที่ผู้เชื่อมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้  ก็เท่ากับมีความอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบุตรของพระเจ้า การบังเกิดใหม่นี้ทำให้เรากลายเป็นอวัยวะ ที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชีวิตใหม่นี้ ก็ทำให้เราไม่อาจแยกออกจากศีรษะ เพราะว่าชีวิตของเราได้รับมาจากศีรษะคือองค์พระเยซูคริสต์นั่นเอง การที่จะมีชีวิตของพระคริสต์อยู่ภายในเราได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระบุตรของพระเจ้า …

พระเยซูทรงได้ยินผู้ที่สำนึกผิด

“จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ดู​หมิ่น​ผู้​เล็ก​น้อย​เหล่า​นี้​สัก​คน​หนึ่ง เพราะ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ทูต​สวรรค์​ของ​พวก​เขา​คอย​เฝ้า​อยู่​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​เสมอ” . Matthew 18:10. เมื่อม่านที่ปิดบังพระรัศมีภาพแห่งพระสิริของพระคริสต์ได้ถูกเปิดออก  พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้ทรงสำแดงพระองค์ในฐานะองค์ผู้สูงสุดและองค์บริสุทธิ์ พระองค์ไม่ได้แยกพระองค์อยู่อย่างโดดเดี่ยว  หรือไม่สนใจผู้ซึ่งปรารถนาความช่วยเหลือแต่อย่างใด  แต่ทว่ามีทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ล้อมรอบพระองค์อยู่นับล้าน และทูตสวรรค์ทุกองค์เหล่านั้นก็พร้อมที่จะกระทำให้พันธกิจของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์นั้นสำเร็จลงให้จงได้ องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงอยู่ในท่ามกลางคำร้องทูลของมนุษย์ทุกๆ คน  พระองค์ทรงออกมาจากบัลลังก์ที่ประทับของพระองค์เพื่อมาฟังคำร้องทูลของบรรดาประชากรของพระองค์  จิตใจของพระองค์เต็มล้นไปด้วยความรักและความเมตตาต่อพวกเขา  แต่ทว่าสิ่งที่นำความโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่มาสู่พระองค์ก็คือ  เหล่าผู้ซึ่งไม่เข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระองค์ที่เรียกร้องให้พวกเขาหันคืนกลับมาจากการที่ไม่ต้องถูกพิพากษาด้วยพระคำของพระองค์  นับเดือนนับปีที่ผู้คนปรารถนากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ยอมรับคำแนะนำของพระองค์ เราจะต้องไม่เศร้าเสียใจที่พระผู้ช่วยให้รอดของเราดูเหมือนจะรักใครบางคนมากกว่าอีกคนหนึ่ง  ในครั้งหนึ่งเหล่าสาวกของพระองค์ได้มาพบกับพระเยซูคริสต์และได้ตั้งคำถามว่า  “ผู้ใดจะเป็นใหญ่ในสวรรค์?”  แล้วพระเยซูคริสต์ได้เรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมาพาพระองค์แล้วให้เด็กคนนั้นนั่งลงท่ามกลางเหล่าสาวกนั้นแล้วบอกว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​กลับใจ​และ​เป็น​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ก็จะ​เข้า​ใน​แผ่น​ดิน​สวรรค์​ไม่​ได้​เลย”  (มัทธิว 18:1-3)…. เราทั้งหลายได้มีส่วนร่วมในพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ เราได้ติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเราอย่างใกล้ชิด  พระองค์จะทรงนำพาเราไปยังที่สูง  และสูงขึ้นไปในความจริง  “ท่านทั้งหลายจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้”   พระองค์ได้ทรงตรัส  “จะมีเพียงแต่ผู้ที่ตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น” พระองค์ทรงเปิดหนังสือที่บันทึกนามของผู้ที่ติดตามพระองค์อยู่ในนั้น  และรายชื่อของพวกเขาได้ถูกบันทึกอยู่โดยที่เป็นรายชื่อของผู้ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และผู้ที่กระทำตามพระบัญญัติของพระองค์อยู่ในนั้น  ในทุกๆ วันบันทึกเหล่านี้ได้ถูกสำแดงให้เห็นถึงการกระทำของบุคคลเหล่านั้นอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยเหลือคนเหล่านี้ด้วยความรัก  ความเมตตา  ความอ่อนโยน  ความสุภาพ และความทะนุถนอมตลอดมา พระคริสต์ทรงได้ยินทุกๆ คำของบุตรของพระองค์ที่ทูลต่อพระองค์  พระองค์ทรงรู้เมื่อเขาเหล่านั้นกำลังมีจิตใจที่ว้าวุ่นกับการงานของเขาเพราะผู้คนที่อยู่รอบข้าง,  เพราะการงานอันยากลำบากของเขา  หรือแม้กระทั่งภาระงานอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาจะต้องแบกรับภาระไป  ให้เราช่วยให้ผู้เขายังอยู่ในความบาปนั้นได้เปิดดวงตาของตนขึ้นเขาจะได้เห็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดกำลังเข้ามาใกล้เขา  แม้ว่าเขาจะถูกกล่าวร้ายจะถูกตำหนิต่อหน้าพระองค์  และแม้แต่เขาจะมีความสงสัยมากเพียงใด …

ความช่วยเหลือตามพระสัญญา

แต่​บัด​นี้ ยา​โคบ​เอ๋ย พระ​ยาห์​เวห์​ผู้​ทรง​สร้าง​ท่าน  อิส​รา​เอล​เอ๋ย พระ​องค์​ผู้​ทรง​ปั้น​ท่าน​ตรัส​ดัง​นี้​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​ได้​ไถ่​เจ้า​แล้ว”  อิสยาห์ 43:1. ทุกๆ อุปสรรคของประชากรของพระเจ้าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยการเปิดเผยโดยพระวจนะของพระองค์  และการดำเนินไปอย่างเรียบง่าย  “พระเจ้าตรัสว่า”  นี่คือแสงสว่างแห่งความจริงที่ฉายส่องเข้ามาในโลกแห่งความมืดมิดและผู้คนที่ยังหลงอยู่ในทางแห่งความมืดนั้น  ชีวิตแห่งความจริงของพระเจ้านั้นจะเป็นชีวิตที่ตรงกันข้ามกับความผิดบาปทั้งปวง  เราประกาศข่าวประเสริฐว่าเรามีพระผู้ช่วยให้รอดผู้ซึ่งได้ประทานชีวิตของพระองค์เองให้แก่ผู้เชื่อทุกคน  และในพระองค์นั้นจะไม่มีการปรับโทษจะมีแต่ชีวิตนิรันดร์ อย่างไรก็ดีอุปสรรที่ขัดขวางงานของพระเจ้ามิให้ก้าวหน้าไปนั้นก็ยังคงปรากฏอยู่  แต่เราไม่ต้องหวาดกลัวเพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ  และทรงเป็นพระเจ้าผู้ที่สุภาพทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่อ่อนโยนที่สุด  ไม่มีสิ่งใดที่จะมาขัดขวางงานของพระองค์ได้  ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นแน่นอนและพระสัญญาของพระองค์ก็จะไม่หายไปจากประชากรของพระองค์  พระองค์จะทรงทำให้สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่องานของพระองค์ทุกสิ่งให้หายไป…. คริสตจักรของพระคริสต์เป็นตัวแทนของพระองค์ในการประกาศความจริงแก่โลกนี้  และทรงฤทธานุภาพโดยพระองค์เองที่จะกระทำพันธกิจพิเศษแก่โลก  และถ้าคริสตจักรนั้นจงรักภักดีต่อพระองค์  เชื่อฟังพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์  คริสตจักรนั้นก็จะได้รับฤทธานุภาพอย่างน่าอัศจรรย์จากพระองค์  ถ้าคริสตจักรสัตย์นั้นซื่อต่อพระเจ้าแห่งอิสราเอลจะไม่มีอำนาจใดที่จะมาต่อต้านหรือทำลายคริสตจักรของพระองค์ได้  ถ้าคริสตจักรนั้นจะอยู่ในความจริงและจงรักภักดีต่อพระเจ้า  อำนาจแห่งศัตรูร้ายก็จะไม่สามารถกระทำอันตรายใดๆ แก่คริสตจักรได้เหมือนแกลบที่ไม่สามารถต้านทานลมพายุได้เช่นนั้น มีสิ่งหนึ่งก่อนที่คริสตจักรจะขึ้นสู่ความสุกสดใส และวันแห่งสง่าราศีคือ  ถ้าคริสตจักรนั้นจะสวมใส่เสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมของพระคริสต์  และดำเนินชีวิตออกจากการเป็นพันธมิตรต่อสิ่งที่เป็นอันตรายแห่งโลกนี้   มวลหมู่สมาชิกในคริสตจักรจะต้องกลับใจสารภาพความบาปที่ตนได้กระทำและกลับใจหันมาสู่ทางของพระองค์โดยทันที  และต้องกระทำร่วมกันทุกคน   พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลายไม่มีสิ่งใดที่จะมาพรากพวกท่านคนหนึ่งคนใดออกไปจากพระเจ้าได้  แม้จะมีความคิดที่แตกต่างกันแต่ทว่าเราทั้งหลายล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักและความจริงแท้ในพระคริสต์  ขอให้เรามาอยู่รวมกันที่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าและยอมรับการไถ่ให้รอดด้วยพระโลหิตของพระผู้ช่วยให้รอด  ซึ่งสิ่งนี้คือหนทางเดียวที่จะทำให้เราได้รับการช่วยเหลือในสงครามแห่งการต่อสู้กับความบาปอันยิ่งใหญ่นี้  ข้าพเจ้าขอรับรองต่อท่านว่าท่านจะหลุดพ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ เมื่อท่านเข้ามาใกล้พระเจ้าด้วยจิตใจที่สำนึกในพระคุณความรักของพระองค์และด้วยความเชื่ออันเต็มเปี่ยม  ศัตรูที่พยายามจะทำลายท่านจะพ่ายแพ้ไป ขอให้หันกลับมาหาพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นแหล่งแห่งความหวังของเรา  แสวงหาความเข้มแข็งในพระองค์และมีชีวิตในพระองค์ แสดงออกถึงความมั่นคง  ความสุภาพอ่อนโยนในพระองค์และยอมรับการช่วยเหลือจากพระองค์  โดยพระคริสต์ผู้เป็นแหล่งน้ำพุแห่งชีวิตที่จะทรงประทานพลังอำนาจทุกอย่างให้แก่เรา —Letter 199, September 8, 1903,…

จงซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย

ท่าน​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า ‘ดี​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี เพราะ​เจ้า​ซื่อ​สัตย์​ใน​ของ​เล็ก​น้อย เจ้า​จง​มี​อำ​นาจ​ครอบ​ครอง​สิบ​เมือง​เถิด ลูกา 19:17. ถ้าอารมณ์และอุปนิสัยของเรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะดูแลการงานที่ยิ่งใหญ่ได้  พระคุณของพระคริสต์จะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องให้แก่เรา    ทุกๆ สิ่งที่เราสำแดงออกมาแม้จะไม่สมบูรณ์แบบหรือเกิดความเสียหาย หรือบางครั้งพระเจ้าอาจจะไม่ได้รับการถวายพระเกียรติ   แต่อย่างไรก็ดีการตั้งใจทำงานรับใช้พระองค์ก็เป็นการเสริมกำลังใจอย่างดียิ่งสำหรับประชากรของพระองค์ พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะให้เราเอาใจใส่ในพระคำของพระองค์  ให้เราระมัดระวังในการรับใช้พระองค์   ในสายพระเนตรของพระองค์ทุกๆ การรับใช้ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าแม้ว่าในสายตาของมนุษย์การรับใช้เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเสียเหลือเกิน  ถึงกระนั้นการรับใช้พระองค์อย่างเต็มกำลังก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา  พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นผู้ฉลาดรอบคอบ  ทำงานของพวกเขาอย่างมีความสุข ก็ต้องเป็นผู้รอบคอบถี่ถ้วน และเป็นผู้สามารถสำแดงพระคริสต์ออกมาจากชีวิตของเขาได้ตลอดเวลา บรรดาผู้ที่มีความเอาใจใส่และมีความเพียรพยายามจะได้รับมอบหมายให้กระทำพันธกิจการงานในหน้าที่ ที่สูงขึ้น โดยเริ่มต้นจากการกระทำหน้าที่อันเล็กน้อยแต่เขาได้สำแดงให้เห็นถึงความรอบคอบและฉลาดหลักแหลมในการทำหน้าที่นั้นออกมา น่าเศร้าที่มีการงานมากมายที่ถูกละเลยไม่ได้กระทำ  มีสิ่งต่างๆ มากมายที่จะต้องสูญเสียไปเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เพราะว่าผู้รับใช้มีความปรารถนาที่จะทำแต่การงานที่ยิ่งใหญ่  ทำให้การรับใช้พระเจ้าในด้านอื่นถูกละเลยไป ด้วยเพราะว่าเขาเหล่านั้นมีภาระงานที่ต้องทำมากมายแต่ไม่มีงานใดที่สำเร็จสมบูรณ์สักชิ้นเดียว  แต่อย่างไรก็ดีการงานทุกอย่างต้องนำไปสู่เป้าหมายแห่งการพิพากษาโลกนี้  การงายอันเล็กน้อยนั้นจะต้องมีสายสัมพันธ์ไปถึงการรับใช้เจ้านายผู้ยิ่งใหญ่คือพันธกิจแห่งการรับใช้ของพระเยซูคริสต์  ความเห็นแก่ตัวและความคิดที่เอาตนเองเป็นที่ตั้งจะต้องถูกกันออกไปในฐานะศัตรูผู้ต่อต้านงานของพระเจ้า    แต่ทว่าอย่างไรก็ดีเราจะต้องแสวงหาของประทานเหล่านั้นโดยการรับใช้ต่างๆ  ด้วยตนเอง    และต้องเรียนรู้ว่าซาตานจะต่อต้านพระคริสต์ด้วยงานของพระองค์เอง และจะกระทำให้เหล่าบรรดาทูตสวรรค์ และมนุษย์ของพระเจ้าจะได้รับความอับอายที่พวกเขาได้กลายเป็นบุคคลที่โง่เขลาไปเชื่อฟังซาตาน  ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะไม่เหมือนกับชีวิตของพระคริสต์ที่ได้ทรงประทานให้แก่เรา  ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน            เราจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการที่จะตรึงความต้องการทางอารมณ์และความลุ่มหลงของเราไว้บนกางเขนของพระคริสต์…. พี่น้องที่รักเราจะมีความรู้สึกเช่นไรเมื่อเราต่างได้ไปยืนอยู่ริมทะเลแก้ว?  และเมื่อเราได้มองย้อนหลังดูถึงความอดทนที่เราได้กระทำมา  และเมื่อเรายืนอยู่บนภูเขาแห่งชีวิตที่เป็นนิรันดร์ร่วมกับพระเจ้าเราระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมาซึ่งเราไม่จำเป็นจะต้องเล่าเรื่องราวเหล่านั้นแก่ผู้ใด  เพราะเราทราบดีว่าพระเจ้าได้ทรงเป็นผู้ปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระจากสิ่งสารพัดในอดีต  พระเจ้าทรงช่วยเราในฐานะที่เราเป็นผู้ที่เล็กน้อยที่สุดแต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  พระเจ้าไม่ทรงยินยอมให้เรามีความคิดที่ออกไปในทางที่ไม่ถูกต้องในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง  จำนวนแห่งประสบการณ์ที่เราได้ประสบมานั้นไม่มีความหมายอะไร  มาตรฐานของพระเจ้าแตกต่างจากมาตรฐานของมนุษย์  ถ้าเราเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อเรา   เราจะเห็นถึงสิ่งสูงค่าเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำกับผู้ที่เล็กน้อยที่สุด  ซึ่งสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดนั้นจะได้รับการดูแลด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระองค์เอง…

เอโนคผู้ซึ่งพระเจ้าทรงชื่นชมยินดี

เอโนคดำเนิน​กับ​พระ​เจ้า​แล้ว​ก็​หาย​ไป​เพราะ​พระ​เจ้า​ทรง​รับ​เขา​ไป ปฐมกาล 5:24. พระเจ้าทรงสถาปนาคริสตจักรขึ้นเมื่อ อาดัม, เอวา, และเอเบล  ยอมรับและยกย่องข่าวประเสริฐด้วยชีวิตที่มี ความสุขและยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา  นี่คือสิ่งที่ทำให้เราได้ตระหนักอย่างแท้จริงถึงพระสัญญาของพระองค์ว่าพระองค์จะทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเขา  อย่างไรก็ดีเอโนคเป็นผู้ที่ปรารถนาจะได้ยินถึงพระคำของพระองค์อย่างใกล้ชิด  พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเขาในการนมัสการด้วย  ในยุคสมัยของเอโนคนั้นเขาได้มีชีวิตอยู่ในยุคแห่งความชั่วร้ายของโลกนี้  พระเจ้าไม่เคยละทิ้งผู้เชื่อที่แม้จะมีจำนวนน้อยนิดไว้ท่ามกลางโลกนี้โดยปราศจากการเป็นพยานของพระองค์ เอโนคเป็นครูที่สอนถึงความจริงต่อสาธารณชนในยุคสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่  เอโนคสั่งสอนความจริง; เขามีชีวิตอยู่ในความจริง;  และมีบุคลิกของความเป็นครูผู้ซึ่งดำเนินชีวิตอยู่กับพระเจ้าในทุกหนทุกแห่งอย่างถ่อมตนด้วยความบริสุทธิและเป็นที่น่ายกย่องในพันธกิจของท่าน  เอโนคเป็นผู้เผยพระวจนะที่พูดออกมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  เอโนคมีชีวิตเป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดของศีลธรรมที่เกิดขึ้นในยุคนั้น  เอโนคเป็นบุคคลที่ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างร่วมไปกับพระเจ้าและเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์  ซึ่งพระบัญญัตินี่แหละที่ซาตานปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง  และอาดัมก็ได้ก่อกบฏขึ้น  แต่เอเบลกลับประพฤติตามและด้วยเหตุที่เอเบลประพฤติตามพระบัญญัตินี่เองทำให้ท่านต้องถูกสังหาร  และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ทรงประทานผู้ที่เป็นแบบอย่างให้กับจักรวาลนี้ได้เห็นถึงในสิ่งที่ซาตานได้กล่าวอ้างว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถรักษาบัญญัติของพระองค์ได้นั้น  ทำให้จักรวาลนี้ได้ทราบว่ามีบุคคลที่อุทิศตนเองให้กับพระเจ้าด้วยจิตใจ  จิตวิญญาณ  และสามารถมีชีวิตอยู่โดยสำแดงถึงพระลักษณะของพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์  บุคคลผู้มีชีวิตอันบริสุทธิ์นี้ได้เลือกที่จะดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าโดยกล่าวติเตียนความบาปของโลก  และมีชีวิตที่เป็นพยานแก่โลกนี้ว่าสามารถมีมนุษย์ที่ดำรงชีวิตโดยการรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ในโลกนี้…. เอโนคมิได้มีชีวิตอยู่เพียงการอธิษฐานเพื่อตนเอง  และสวมใส่ยุทธภัณฑ์แห่งพระเจ้าเท่านั้น  แต่เขามายังโลกนี้ด้วยคำทูลวิวอนต่อพระเจ้าสำหรับผู้คนในโลกนี้ด้วย  เอโนคมิได้สำแดงความจริงเพื่อที่จะทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อรู้สึกเจ็บปวดทรมานใจ  แต่ทว่าการที่เอโนคมีชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิดกับพระเจ้านั้นทำให้เขามีความกล้าหาญที่จะทำงานของพระเจ้าในโลกแห่งความชั่วร้ายนี้ต่างหาก  เอโนคดำเนินไปกับพระเจ้า  “การเป็นพยานของท่านเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า”  สิ่งนี้เป็นเกียรติยศของผู้เชื่อที่อยู่ในโลกใบนี้เพราะนี่คือมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางพระเจ้า  และพระเจ้าก็ยกชูเขาให้ขึ้นสูงกว่ามนุษย์ทั้งปวง  “เราอยู่ในพระองค์  และพระองค์อยู่ในเรา”  พระเยซูคริสต์ตรัสดังนี้  การมีชีวิตที่ดำเนินไปกับพระเจ้าของเอโนคนั้นคือการเป็นพยานเพื่อพระองค์มิใช่การถูกกักขังโดยพระเจ้า  บุคคลเช่น เอโนค, เอลียาห์, เหล่าบรรพชนในยุคแรก, ผู้เผยพระวจนะ  และผู้ที่ยอมทนทุกข์เพื่อพระเจ้า  พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในพระองค์ทั้งสิ้น… สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงสิทธิพิเศษที่จะได้กระทำเพื่อพระเจ้าเท่านั้น  แต่เป็นหน้าที่สำหรับผู้ที่ติดตามพระคริสต์ที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ประทับอยู่ภายในจิตใจ  และประทับสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในชีวิตของพวกเขาเพื่อจะได้บังเกิดเป็นผลแห่งคุณความดีที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้บังเกิดในตัวของบุคคลเหล่านั้นด้วย —Manuscript 43,…

ออกจากเมฆหมอกแห่งความสับสนและสงสัย

เพราะ​เหตุ​นี้​จง​รับ​ยุทธ​ภัณฑ์​ทั้ง​ชุด​ของ​พระ​เจ้า​ไว้ เพื่อ​ท่าน​จะ​สา​มารถ​ต่อ​สู้​ใน​วัน​ชั่ว​ร้าย​นั้น และ​เมื่อ​ทำ​ทุก​อย่าง​แล้ว​จะ​ยัง​ยืน​หยัด​อยู่​ได้  เอเฟซัส 6:13. ซาตานพยายามที่จะนำเอาสิ่งหลอกลวงฝ่ายวิญญาณมาล่อลวงให้จิตใจของเราหลงไปอยู่เสมอ  เวลานี้เป็นเวลาที่ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะต้องสวมยุทธภัณฑ์ทุกชิ้นของพระเจ้าเพื่อที่จะต่อสู้กับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งความมืดที่กำลังล่วงล้ำเข้ามา  ทหารของพระคริสต์จะต้องไม่หลับไหลอยู่ในเพราะขณะนี้เราได้ยินเสียงเตือนมาจากทั่วโลกเกี่ยวกับเรื่องนี้…. มีผู้ที่เข้มแข็งในความเชื่อ และมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าแต่เขากลับตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดแห่งการหลอกลวง  พวกเขามิได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่าพวกเขากำลังกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมือนกลุ่มหญิงพรหมจารีย์ที่โง่เขลา  วิทยาศาสตร์  ความเชื่อเรื่องวิญญาณ  และเรื่องจิตวิทยา  ได้ชักนำให้จิตใจของพวกเขาออกไปจากพระคำของพระเจ้าที่กำลังกล่าวถึงเวลาที่มาถึงแล้วนี้   มีบางคนที่มีชีวิตอยู่เพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์  เขาเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้กับผู้ที่กำลังหลอกลวงและบิดเบือนความจริงในโลกนี้  หัวใจของพวกเขามีแต่พิษของเหล่างูร้ายนั้น และพวกเขาก็ยังพร้อมที่จะเข้าไปสู่แนวทางแห่งการไม่เชื่อฟังในอนาคตอีกด้วย . เหล่าผู้ที่ตกอยู่ในการหลับใหลอยู่นั้นบัดนี้ขอให้ตื่นขึ้นเพื่อตกแต่งตะเกียงของตน  เพื่อเขาจะได้ไม่สับสนและสงสัยในความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้  การล่อลวงของซาตานนั้นจะแสดงออกมาเหมือนกับว่ากำลังยกชูความจริงไว้  แต่ทว่าเราจะต้องไม่หันหลังกลับไปยังอิยิปต์ที่จากมาแต่ต้องมุ่งหน้าไปยังแผ่นดินสวรรค์คือคานาอันแห่งคำสัญญาของพระเจ้า  พระเจ้าทรงตรัสว่า,  “เราจะให้ความเข้มแข็งแก่เจ้าเพื่อนำข่าวสารของเราประกาศออกไปแก่โลกนี้ มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ยจงตื่นจากการรับข้อมูลข่าวสารแห่งการล่อลวงนั้น  เจ้ากำลังหลับใหลอยู่ในห้วงเวลาอันสำคัญยิ่งและกำลังเป็นอันตรายอย่างมาก”  สำหรับบางคนที่มิได้มีประสบการณ์แห่งการบังเกิดใหม่อย่างแท้จริงตั้งแต่ในอดีตนั้นก็เพราะว่าเขานำชีวิตเข้าไปสู่สิ่งที่ขัดแย้งกับความจริงที่เขาเชื่อถืออยู่จนกลายเป็นชีวิตของเขา ความคิด,  ทัศนคติ, และการตัดสินใจของเราจะต้องนำพาให้ชีวิตของเราไปสู่น้ำพระทัยของพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้จะได้รับการดลใจและควบคุมโดยพระองค์  เราจะต้องถามตัวเราเองว่า  “ฉันได้พยายามอย่างเต็มกำลังที่จะรักษาตะเกียง, น้ำมัน และระวังรักษาด้วยการตกแต่งตะเกียงนั้นให้ส่องสว่างออกไปจากชีวิตของฉัน  ด้วยแสงสว่าง  ความชัดเจนแห่งความจริงในวาระสุดปลายนี้หรือไม่?   ฉันอาศํยอยู่ในโลกที่อันตรายนี้ด้วยความตื่นตัวแล้วหรือไม่?   ฉันได้นำพาจิตวิญญาณที่กำลังจะพินาศนี้มาถึงพระคริสต์แล้วหรือไม่?  ฉันได้กระตุ้นให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นถึงจุดจบของทุกๆ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วหรือยัง? สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานะของหญิงพรหมจารีย์ที่ฉลาดนั้น  พวกเขาได้ผ่านชีวิตแห่งความจริงที่มี่ประสบการณ์อันมีค่า ซึ่งในเวลานี้พวกเขาจึงได้ลุกขึ้นและตกแต่งตะเกียงของตน ขอให้ผู้ที่หลงเชื่อสิ่งที่หลอกลวงนั้นจงเลิกที่จะเชื่อฟังและตัดสิ่งเหล่านั้นออกจากประสบการณ์ในชีวิตของตน  อย่าพยายามสูญเสียเวลาไปกับการถกเถียงในเรื่องที่เป็นสิ่งหลอกลวงเหล่านี้  อย่าพยายามมีชีวิตอยู่ในม่านหมอกแห่งความสงสัยจนกระทั่งเวลาจะผ่านไปจนชีวิตท่านนั้นสายเกินไป  ขอให้ท่านได้ถวายทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและยุติการถกเถียงในสิ่งที่ไร้สาระ, และโง่เขลาที่อาจจะมีจิตนาการณ์อันบรรเจิดเป็นสิ่งสนับสนุนก็ตาม —Manuscript 80, 1905, August…