ดื่มน้ำกันมากๆ

วันหนึ่งขณะที่ดิฉันทำงานตรวจผู้ป่วยในแผนกผู้ป่วยนอก ก็มีผู้ป่วยหญิงท่านหนึ่ง อายุประมาณ 58 ปี มาพบด้วยอาการว่าประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีอาการปวดเมื่อยตามตัว ใจเต้นเร็ว และรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิมเวลาทำงานมากๆ ไม่มีไข้ รับประทานอาหารได้ตามปกติ อาการอื่นๆก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ภายหลังจากฟังประวัติแล้ว เธอรู้สึกกังวลมาก กลัวว่าจะเป็นโรคหัวใจ ดิฉันก็ตรวจร่างกายของเธอ พบว่า เธอดูซีดเล็กน้อย ความดันโลหิต 125/89 มม.ปรอท อยู่ในเกณฑ์ปกติ ชีพจร 86 ครั้ง/นาที ถือว่าเร็วเล็กน้อย ฟังเสียงปอดและหัวใจก็พบว่าปกติ ตรวจร่างกายอื่นๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ จากการตรวจร่างกายดิฉันคิดว่า ยังไม่ได้คำตอบสำหรับอาการของเธอ  จึงเริ่มถามประวัติเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเธอตามหลักการของพระเจ้า คือ นิวสตาร์ท ก็พบข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจดังนี้ค่ะ เธอทำงานนวดแผนไทย โดยจะอยู่ในห้องแอร์ตลอด ในห้องมีอโรมาด้วย เธอดื่มน้ำ 2-3 แก้ว/วัน ส่วนอาหารก็รับประทานปกติ ออกกำลังกายโดยการทำงานนวด เธอไม่มีโรคประจำตัวใดๆ และไม่ได้กินยาประจำ จากข้อมูลทั้งหมดดิฉันคิดว่า สาเหตุอาการของเธอน่าจะเป็นจากการดำเนินชีวิตที่ไม่ถูกต้อง คือ ขาดอากาศบริสุทธิ์และดื่มน้ำไม่เพียงพอ รวมทั้งออกกำลังกายไม่เพียงพอ ดิฉันก็ได้อธิบายให้เธอฟังว่า เมื่อเราหายใจอยู่ในห้องแอร์นานๆ ไม่มีอากาศถ่ายเท…

ครอบครัวที่หลอมบุคลิก

ตามที่เราทราบกันดีว่า      ในปัจจุบัน มีปัญหาสังคมมากมายเกิดขึ้น หลายรูปแบบ  หลายด้าน และนับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น     เมื่อวิเคราะห์กันลึกลงไปแล้ว   เราจะพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากปัญหาครอบครัวนั่นเอง  เพราะครอบครัวขาดความรัก ความอบอุ่น ขาดความเข้าใจ รวมทั้งขาดการอบรมสั่งสอนบุตรหลานในทางที่ถูกที่ควร ครอบครัวเป็นหน่วยพื้นฐานของสังคม คนเราไม่สามารถพัฒนาไปได้ดีและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้หากปราศจากครอบครัวที่ดี         ครอบครัวไม่ได้แต่มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของคนเท่านั้น    แต่ยังเป็นสถาบันที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาคนให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์  โดยผ่านประสบการณ์แห่งการอยู่ร่วมกัน  มีความเข้าใจที่ดีต่อกัน  มีการแบ่งปันกัน และ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เมื่อทารกเกิดมา ยังไม่มีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว มีเพียงศักยภาพที่ได้จากพันธุกรรมเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ความเป็นบุคคลของทารกนั้นก็จะพัฒนาขึ้นตามลำดับ     จากกระบวนการที่ทารก มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อ-แม่ และ กับสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว    เขาจะเกิดการเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้นซึ่งนำไปสู่การหล่อหลอมเอกลักษณ์เฉพาะตัวในที่สุด ครอบครัวยังเป็นหน่วยพื้นฐานแห่งการแลกเปลี่ยน    สิ่งสำคัญ ที่แลกเปลี่ยนกัน ก็คือ “ความรัก”  โดยเริ่มต้นจาก พ่อ-แม่ ซึ่งเป็นผู้ให้  และลูกๆซึ่งเป็นผู้รับ    ถ้าการแลกเปลี่ยนความรักกัน  เป็นไปในบรรยากาศที่น่าพึงพอใจ  มีทั้งการให้ และการรับในสัดส่วนที่เหมาะสม  แต่ละคนในครอบครัวก็จะพัฒนาเป็นไปอย่างราบรื่น  จะเกิดเป็นความรู้สึกไว้วางใจคนในครอบครัว  มีความเอื้ออาทรต่อกัน   และพร้อมที่จะเสียสละให้แก่กัน         แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้  ดำเนินไปอย่างไม่เหมาะสม   ก็จะก่อให้เกิด  ความรู้สึกทุกข์ใจ  คับข้องใจ   …

คำพยานความเจ็บป่วย

มีอยู่วันหนึ่ง ดิฉันมีปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ รู้สึกปวดหน่วงท้องน้อย ปัสสาวะบ่อย แสบขัดและเป็นมากถึงขั้นมีลิ่มเลือดปนมาในปัสสาวะด้วย ตอนนั้นก็อธิษฐานขอพระเจ้าให้ทรงรักษา รีบดื่มน้ำมากๆ กินยาปฏิชีวนะ และไม่กลั้นปัสสาวะ ขอบคุณพระเจ้า ในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ปัสสาวะก็กลับมาใสปกติ แต่อาการอื่นๆ ยังคงมีอยู่ แต่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นดิฉันก็ยังกินยาต่อจนครบคอร์ส เหตุการณ์เจ็บป่วยในครั้งนี้ ดิฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าด้วยเหตุผล 2 ข้อ 1 คือ ได้มีโอกาสรู้ว่า ผู้ป่วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้นมีอาการเป็นอย่างไร ทำให้เข้าใจจิตใจของผู้ป่วยมากขึ้น และ 2 ดิฉันรู้ค่ะว่า พระเจ้าทรงเตือนให้ดูแลสุขภาพของตนเอง เพราะสาเหตุที่ทำให้ดิฉันมีปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบก็เพราะดิฉันกลั้นปัสสาวะนั่นเอง ท่านผู้ฟังคะ สุขภาพที่ดีนั้นเป็นพระพรที่พระเจ้าทรงมอบให้ ต้องรักษาไว้ให้ดี ดิฉันรู้สึกว่าเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ทรงอนุญาตให้ความเจ็บป่วยเกิดขึ้น และเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ และไม่รุนแรง จริงๆ แล้วกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้น อาจนำไปสู่การเกิดโรคกรวยไตอักเสบ ทำให้มีไข้สูงและเชื้อโรคอาจจะแพร่เข้าสู่กระแสเลือดทำให้ช็อคได้ ในพระธรรมโรม 8:28 กล่าวว่า “เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”  สำหรับผู้ที่รักพระเจ้านั้น เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต พระเจ้าจะทรงช่วยให้เกิดผลอันดีค่ะ ขอเน้นคำว่า ทุกอย่างนะคะ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความเสียใจ…

แสงแดด ครั้งที่ 2

แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ซึ่งทางรายการของเราได้นำเสนอไปแล้วบางส่วน ได้แก่ ฆ่าเชื้อโรค ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส แสงแดดยกชูจิตใจ ทำให้มีความรู้สึกผาสุกชื่นบาน แสงแดดช่วยในการสร้างวิตามินดี ซึ่งทำให้กระดูกแข็งแรง แสงแดดยังช่วยในการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้ร่างกายอ่อนเยาว์และนอนหลับได้ดีค่ะ เราจะมาคุยกันต่อนะคะว่า แสงแดดยังมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง แสงแดดช่วยให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรง แสงแดดช่วยบรรเทาอาการปวด เคยมีผู้ที่มีปัญหาปวดเข่า แล้วนำเข่าทางด้านข้อพับไปตากแดดทุกวัน วันละประมาณ 10-20 นาที พบว่า ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ด้วย น่าลองนะคะวิธีนี้ ได้ผลดีและไม่เสียเงินด้วย แสงแดดช่วยลดความดันโลหิตและลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงก็อย่าลืมออกแดดทุกวันนะคะ แสงแดดในปริมาณที่พอเหมาะป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่และต่อมลูกหมาก วิตามินดีจากแสงแดดช่วยยับยั้งการเติบโตของมะเร็ง รวมทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ แสงแดดมีข้อดีมากมายเช่นนี้ เราจึงควรจะให้ร่างกายสัมผัสกับแสงแดดทุกวัน แต่สิ่งดีที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดโทษได้ ถ้าเราได้รับแสงแดดมากเกินไปโดยเฉพาะเมื่อโดนแดดจนผิวหนังไหม้หรือ sun burn จะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นได้ sun burn จะทำลายเนื้อเยื่อที่ดีของผิวหนัง และเมื่อผิวหนังไหม้หรือ sun burn เกิดขึ้นซ้ำๆ จะทำให้เนื้อเยื่อชั้นผิวหนังถูกทำลายอย่างถาวรและเกิดมะเร็งได้มากขึ้น ผิวหนังไหม้ที่เกิดซ้ำๆเหล่านี้ ยังทำลายความยืดหยุ่นและต่อมไขมันใต้ผิวหนังอีกด้วยนะคะ ผลก็คือทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น และแก่กว่าวัยค่ะ ดังนั้นจึงไม่ควรตากแดดมากเกินไป อาหารก็มีส่วนป้องกันหรือส่งเสริมการเกิดมะเร็งผิวหนังด้วยค่ะ พบว่า อาหารที่มีไขมันสูง…

ครอบครัวเป็นรากฐานของเด็ก

ครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลที่สุดต่อชีวิตของเด็กๆ บ้านเป็นที่หล่อหลอมบุคลิกและอุปนิสัย แม้ว่าอารมณ์ของเด็กๆเองจะสืบทอดผ่านพันธุกรรมได้ แต่อารมณ์ของเด็กๆนั้นยังขึ้นกับสภาพครอบครัวและวิถีการอบรมเช่นกันไม่น้อย เด็กที่เติบโตจากครอบครัวที่ไม่สนใจเขา มีพ่อแม่ที่ดื้อดึงต่อต้านกฎหมาย เมื่อเด็กคนนี้เติบโตขึ้น เขาจะมีแนวโน้มจะเป็นคนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น แต่เด็กที่เติบโตในบ้านที่เต็มไปด้วยความรัก ได้รับคำชมเมื่อประพฤติดี และสอนให้เคารพกฎหมาย ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่จะเกิดผลและบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม เราลองมาดูครอบครัวที่จะถูกยกตัวอย่าง สองครอบครัวต่อไปนี้  คือ ครอบครัวของ แม๊กซ์ จู๊กส์ และ ของ โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ ให้อุทาหรณ์ที่น่าตกใจแห่งความตรงกันข้ามนี้ แม๊กซ์ จู๊กส์ อาศัยในรัฐนิวยอร์ค เขาไม่เชื่อการอบรมของคริสเตียน แต่งงานกับหญิงที่มีลักษณะคล้ายเขา คู่สมรสคู่นี้มีลูกหลานสืบสายมา 1026 คน ปรากฏว่า 300 คนจากคนจำนวนนี้ตายก่อนกำหนด 100คน ถูกส่งเข้าสถานดัดสันดานอยู่ประมาณ 13ปีเฉลี่ยต่อคน 190คน กลายเป็นโสเภณีและ 100คนเป็นคนขี้เมา ถ้าเราใช้สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐบาลต้องเสียเงินกว่า 6ล้านเหรียญสหรัฐในการแก้ไขปัญหาที่ครอบครัวนี้ก่อขึ้น และไม่มีบันทึกใดที่แสดงว่าครอบครัวนี้ทำประโยชน์ต่อสารธารณะเลย โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ที่อยู่ในรัฐเดียวกัน แต่เชื่อในการอบรมแบบคริสเตียนและแต่งงานกับหญิงที่คล้ายเขา ได้มีการศึกษาและพบว่า ลูกหลาน 729คนจากตระกูลนี้ 300คนเป็นนักเทศนา 65คนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 13คนเป็นประธานมหาวิทยาลัย 60คนเป็นนักประพันธ์หนังสือ…

แสงแดด ครั้งที่ 1

หลายๆท่านคงจะรู้สึกกลัวแสงแดดนะคะ เวลาต้องออกไปอยู่กลางแดดก็อดไม่ได้ที่จะกางร่มหรือทาครีมป้องกันแสงแดด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะแสงแดดที่แรงเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพของเราได้ แต่ท่านผู้ฟังทราบไหมคะว่า เมื่อร่างกายของเราได้รับแสงแดดในปริมาณที่พอเหมาะและในระยะเวลาที่เหมาะสมจะส่งผลดีต่อสุขภาพของเรามากทีเดียว พระเจ้าทรงสร้างโลกใน 6 วันนะคะ วันแรกเป็นวันที่ทรงสร้างแสงสว่าง ส่วนดวงอาทิตย์นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 4 สิ่งเหล่านี้พระเจ้าทรงเตรียมไว้พร้อมก่อนที่จะทรงสร้างมนุษย์ แสดงว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและมีความสำคัญต่อมนุษย์ค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงประโยชน์ของแสงสว่างนะคะ 1.แสงแดดเป็นนักฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพ ในปี 1903 ในประเทศ Switzerland นพ. Auguste Rollier ได้เปิด sun clinic หรือคลินิกดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นคลินิกที่ใช้ UV จากแสงอาทิตย์ในการรักษาโรค เช่น วัณโรค rickets หรือโรคกระดูกอ่อน ฝีดาษ lupus vulgaris หรือ skin tuberculosis และบาดแผลต่างๆ ซึ่งคลินิกของคุณหมอก็ได้ช่วยเหลือคนไข้มากมายเชียวค่ะ ซึ่งมีผู้ประมาณว่า ในช่วงเวลา 20 ปี คลินิกของคุณหมอได้รักษาผู้ป่วยวัณโรคของกระดูกและข้อมากกว่า 2000 ราย และมากกว่า 80% ของผู้ป่วยหายโรคค่ะ แสงแดดในปริมาณที่เหมาะสมทำให้ผิวพรรณผ่องใส เนียนลื่นและยืดหยุ่น และยังช่วยให้ต้านทานการติดเชื้อได้ดีขึ้น…

การเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าให้สู่ความเชื่อต่อหลักความจริงแท้2

1ทธ.2:3-4 การ​กระ‌ทำ​เช่น‍นี้​เป็น​การ​ดี และ​เป็น​ที่​ชอบ‍พระ‍ทัย​ของ​พระ‍เจ้า​พระ‍ผู้‍ช่วย‍ให้‍รอด​ของ​เราพระ‍องค์​ทรง​ประ‌สงค์​ให้​ทุก​คน​ได้​รับ​ความ​รอด​และ​รู้​ความ​จริง 1ทธ.3:15 …​คริสต‌จักร​ของ​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พระ‍ชนม์ เป็น​หลัก​และ​เป็น​ราก‍ฐาน​แห่ง​ความ​จริง มก.1:14-15 …ทรง​ประ‌กาศ​ข่าว‍ประ‌เสริฐ​ของ​พระ‍เจ้าโดย​ตรัส​ว่า “เวลา​กำ‌หนด​มา​ถึง​แล้ว​และ​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​ก็​มา​ใกล้​แล้ว จง​กลับ‍ใจ​ใหม่ และ​เชื่อ​ข่าว‍ประ‌เสริฐ” หนังสือ 1 ทิโมธี 3:15 วรรคหลังกล่าวว่า “คริสต‌จักร​ของ​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พระ‍ชนม์ เป็น​หลัก​และ​เป็น​ราก‍ฐาน​แห่ง​ความ​จริง” กรณีนี้ก็บ่งชี้ว่าถ้าปราศจากความจริงก็ปราศจากคริสตจักร  ความจริงจะนำมาซึ่งชีวิต และเมื่อเรามีชีวิตเราก็จะกลายเป็นคริสตจักรทันที ภารกิจเพียงหนึ่งเดียวของคริสตจักรในวันนี้ก็คือการประกาศกิตติคุณ และเนื้อหาของกิตติคุณก็คือความจริง   ความจริงได้บ่งบอกถึงประเด็นที่เป็นศูนย์กลางให้กับเรา นั่นก็คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพผู้เป็นพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ประทานพระองค์เองเข้าสู่ภายในชีวิตของมนุษย์ที่เป็นคนบาป เพื่อความบาปของเราจะได้รับการอภัย ได้รับชีวิตของพระเจ้า และมีชีวิตองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ภายในเราทำให้เราเปลี่ยนแปลงเป็นบุตรของพระองค์  นี่ก็คือความจริงและก็คือพระกิตติคุณ  เราจำต้องเรียนรู้พระกิตติคุณเหล่านี้ เปาโลกล่าวว่าการที่ท่านถูกใช้ออกไปนั้นไม่เพียงเพื่อประกาศกิตติคุณเท่านั้น แต่ยังต้องสอนความจริงให้กับผู้อื่นอีกด้วย (1ทธ.2:7; 2ทธ.1:11). นี่ก็หมายความว่าเพียงแต่ประกาศกิตติคุณเท่านั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน   แต่ยังต้องสอนความจริงอีกด้วย. ประเด็นที่สำคัญในพระคัมภีร์ก็คือพระกิตติคุณและความจริงแท้ …เราจำต้องศึกษาพระคัมภีร์อย่างถ่องแท้  จนกระทั่งเราสามารถมองเห็นว่าพระกิตติคุณก็คือความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้า  และความจริงก็คือองค์พระเจ้านั่นเอง  พระกิตติคุณไม่เพียงเป็นข่าวสารอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่คือความรอดแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า  และความจริงก็ไม่ใช่เพียงเป็นหลักธรรมเท่านั้น แต่ความจริงก็คือตัวของพระเจ้าเองเลยทีเดียว เราจำต้องตระหนักว่าสิ่งที่ทั่วโลกต้องการในวันนี้ก็คือพระกิตติคุณและความจริง. พระคัมภีร์ได้บันทึกสำเร็จแล้วตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อน และก็ได้มอบไว้ให้กับคริสตจักรแล้วด้วย. แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือเนื่องจากการตกต่ำลงของคริสตจักร ความสว่างของพระกิตติคุณจึงได้หายไป และความสว่างของความจริงก็มืดมนไป …จนกระทั่งมาถึงช่วงของการปฏิรูปศาสนา ประเด็นที่สำคัญแห่งการงานของนักปฏิรูปก็คือต้องปลดปล่อยความจริงในพระคัมภีร์ …แม้ว่าความสว่างในตอนนั้นจะมีเพียงน้อยนิด แต่ว่ายิ่งส่องสว่างแรงกล้าขึ้นทุกที…

การเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าให้เข้าสู่ความเชื่อที่มีต่อหลักความจริง

ยน.14:6 พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง และ​เป็น​ชีวิต ไม่‍มี​ใคร​มา​ถึง​พระ‍บิดา​ได้​นอก‍จาก​จะ​มา​ทาง​เรา ยน.17:17 บัด‍นี้​พวก‍เขา​รู้​ว่า​ทุก‍สิ่ง​ที่​พระ‍องค์​ประ‌ทาน​แก่​ข้า‍พระ‍องค์​นั้น​มา​จาก​พระ‍องค์ ยน.18:37 …พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ท่าน​พูด​ว่า​เรา​เป็น​กษัตริย์ เพราะ‍เหตุ‍นี้​เรา​จึง​เกิด​มา​และ​เข้า‍มา​ใน​โลก เพื่อ​เป็น​พยาน​ให้​กับ​สัจจะ ทุก‍คน​ที่​อยู่​ฝ่าย​สัจจะ​ย่อม​ฟัง​เสียง​ของ​เรา” การฟื้นฟูชีวิตให้พ้นจากความบาปขององค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งอยู่บนหลักการที่สำคัญสี่ประการ คือหนึ่งหลักความจริง  สองคือชีวิต  สามคือคริสตจักร และสี่คือพระกิตติคุณ …พระคัมภีร์ได้บอกกับเราว่าตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองก็คือความจริง และตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองก็คือชีวิต. องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสในหนังสือยอห์น 14:6 ว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต”. ความจริงในที่นี้ก็คือหลักความจริงนั่นเอง. พูดอีกนัยหนึ่งก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าตัวของพระองค์เองก็คือชีวิตและหลักความจริง. หลักความจริงและชีวิตทั้งสองนี้ล้วนแต่เป็นตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง แต่ว่าต่างก็มีเงื่อนแง่ที่แตกต่างกัน. ซึ่งข้อแตกต่างก็คือหลักความจริงเป็นการอธิบายและการชี้แจงทางภายนอก ส่วนชีวิตเป็นเนื้อหาสาระที่อยู่ภายในและเป็นเรื่องทางภายในของเรา. องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ภายในเราทรงเป็นชีวิตของเรา ซึ่งประสบการณ์เช่นนี้จำต้องมีการชี้แจงเพื่อความเข้าใจ  และการชี้แจงนี้ก็คือการเรียนรู้หลักความจริงนั่นเอง  ถ้าเราต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าตามการชี้แจงนี้ เราก็จะได้รับชีวิต  ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราต้องการมีประสบการณ์แห่งชีวิตของพระเจ้า  เราก็ต้องเรียนรู้จักหลักความจริง  ถ้าพูดในอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตที่ซ่อนอยู่ในหลักความจริงของพระองค์นั่นอง   ดังนั้น ถ้าเราไม่มีความชัดเจน ไม่เข้าใจ หรือไม่รู้จักหลักความจริง เราก็ไม่อาจมีชีวิตร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราได้เลย  ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องทุ่มเทเวลาอย่างเพียงพอในการเรียนรู้หลักความจริงของพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ให้เราคงอยู่ในที่มืด วันนี้หลักความจริงของพระองค์ล้วนแต่อยู่ในพระคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานให้กับเรา. เราจำต้องตระหนักว่าพระคัมภีร์เล่มนี้ก็คือหนังสือแห่งชีวิต. การที่พระคัมภีร์เป็นหนังสือแห่งชีวิตก็เพราะว่าเนื้อหาทั้งหมดล้วนแต่เป็นหลักความจริง …ไม่มีคนใดที่สามารถมีชีวิตในพระองค์ได้โดยไม่รู้จักพระคัมภีร์และไม่รู้หลักความจริงในพระคัมภีร์. วันนี้ถ้าเราต้องการให้ชีวิตในร่างกายของเราได้รับความชื่นชมยินดีในพระองค์…