การสามัคคีธรรมแห่งพระวิญญาณ

1ยน.1:2-3 (และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น  และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย)  ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา     เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ในหนังสือ 2 โครินธ์ 13:14 การสามัคคีธรรมอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนี้ ถูกเรียกว่า “ความสนิทสนมซึ่งมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ” ในหนังสือกิจการ 2:42 การสามัคคีธรรมนี้ก็คือ “การสามัคคีธรรม ของพวกอัครทูต” และในหนังสือฟิลิปปี 2:1 การสามัคคีธรรมนี้ก็คือ “การมีความรักของพระวิญญาณ.” จากพระคำเหล่านี้ เรามองเห็นได้ว่า การสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้นั้น เป็นของพระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณบริสุทธิ์, พวกอัครสาวก, และเหล่าผู้เชื่อทุกคน  พวกเขาทุกคนล้วนมีความเกี่ยวข้องอยู่ในการสามัคคีธรรมนี้. การสามัคคีธรรมนี้มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลมากมายดังนั้นการสามัคคีธรรมนี้จึงมีลักษณะร่วมจิตใจซึ่งกันและกัน  เป็นไปไม่ได้ที่คนๆ เดียวจะมีการสามัคคีธรรมนี้ด้วยตัวเอง เพราะแม้ว่าการสามัคคีธรรมนี้จะมีหนึ่งเดียวแต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลมากมายร่วมกัน การสามัคคีธรรมคือ การแบ่งปันชีวิตซึ่งกันและกัน  และชีวิตนั้นเป็นชีวิตนิรันดร์ที่มีอยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน ซึ่งต่างก็ได้รับเอาและมีชีวิตแห่งองค์พระเยซูคริสต์อยู่ภายใน. … ซึ่งโดยการแบ่งปันและเป็นพยานซึ่งกันและกันของผู้ชอบธรรมเหล่านี้   รวมถึงการสามัคคีธรรมของผู้เชื่อทุกคนด้วยเหตุนี้เองจึงสามารถรักษาความเป็นหนึ่งในพระคริสต์ร่วมกันไว้ได้ หนังสือ 1 ยอห์น 1:2-3 และข้อ 6-7 เปิดเผยว่าการสามัคคีธรรมของชีวิตที่อยู่ในพระเจ้านั้น…

พระวิญญาณของพระเจ้ายังคงตรัสกับเรา

ฮบ.1:1-2  ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ   แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก   พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร กจ.2:42 เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม        ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปังและการอธิษฐาน คำสอนของอัครทูตก็คือ  สิ่งที่พระเยซูได้ทรงตรัสไว้ทั้งหมดของพระองค์. พันธสัญญาใหม่ทั้งหมดก็คือคำสอนของอัครทูตที่พระเจ้าทรงตรัสผ่านนั่นเอง และวันนี้พระเจ้าก็ยังทรงตรัสอยู่. เรื่องที่พระเจ้าทรงตรัสนั้นมีมากมาย. หนังสือฮีบรู 1:1-2 “กล่าวว่า “ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ   แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร…” วันนี้พระเจ้าทรงตรัสแก่เราผ่านทางพระบุตร.  พระเจ้ามิได้ตรัสแก่เราในวิธีทางอื่น  แม้พระองค์ตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะแต่นั่นก็คือการที่พระบุตรของพระเจ้าทรงใช้นั่นเอง…. พันธสัญญาใหม่นั้นมีลักษณะที่พิเศษจากข้อความนี้เราก็สามารถตระหนักว่า การตรัสของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่นั้นเกิดขึ้นโดยวิธีการที่พระเยซูทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์นั่นเอง. การบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูนั้นได้บันทึกไว้ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่ม. พระเยซูผู้ทรงตรัสไว้ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่มก็คือ  พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่แท้จริง และพระบุตรของพระเจ้าผู้นี้ก็คือตัวของพระเจ้าเอง. ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่าการตรัสขององค์พระเยซูเจ้า ก็คือการตรัสของพระเจ้า ที่อยู่ในพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ในหนังสือกิตติคุณสี่เล่ม (ยน.14:10; 5:24; มธ.28:19-20). หนังสือยอห์น 14:10 กล่าวว่า “ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา คำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น  เรามิได้กล่าวตามใจชอบ แต่พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา ได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์.”    ….เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (ยน.10:30). ขณะที่พระบุตรทรงตรัสพระบิดาก็ทรงตรัสด้วย. พระบิดาทรงตรัสอยู่ภายในของพระบุตรนั้น. การตรัสของพระบิดาไม่ได้หยุดลงในหนังสือกิตติคุณสี่เล่ม. พระองค์ยังทรงตรัสในพระบุตร ในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณโดยเหล่าอัครทูต ตั้งแต่หนังสือกิจการไปถึงหนังสือวิวรณ์ (ยน.16:12-15; วว. 2:1, 7; 1คร.…

ปอด ตอนที่ 1

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงปอดของเราค่ะ มนุษย์ทุกคนมีปอด 2 ข้างนะคะ ปอดมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ เพราะประกอบด้วยถุงลมจำนวนมากมาอยู่รวมกัน ถุงลมมีลักษณะเป็นถ้วย คล้ายพวงองุ่น ภายในปกคลุมด้วยสาร ชื่อ surfactant ซึ่งช่วยไม่ให้ถุงลมยุบตัว ถุงลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.25-0.5 มม. ท่านผู้ฟังพอจะเดาได้ไหมคะว่า ร่างกายของเรามีถุงลมมากน้อยแค่ไหน ขอใบ้ว่าเป็นหลักล้านค่ะ ค่ะ ปอด 1 ข้าง มีถุงลม ~ 300-400 ล้านถุง ถ้านำถุงลมทุกถุงมาคลี่ออกเรียงต่อกันจะได้พื้นที่ผิว 70-80 ตารางเมตร เมื่อเรามาพิจารณาถุงลม 1 ถุง เราจะพบว่า ถุงลมมีผนังบางมาก และสัมผัสโดยตรงกับหลอดเลือดฝอยที่อยู่ล้อมรอบคล้ายใยแมงมุม เมื่อเราหายใจอากาศเข้าสู่ปอด แก๊สออกซิเจนจากอากาศจะถูกส่งไปยังถุงลม แล้วจะซึมผ่านผนังถุงลมเข้าไปยังหลอดเลือดฝอยและไปเกาะอยู่กับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่คล้ายรถขนส่ง บรรทุกแก๊สออกซิเจนพาไปส่งยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ตอนนี้เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนมากก็จะเป็นสีแดงสวยเชียวค่ะ เมื่อเม็ดเลือดแดงเดินทางไปถึงเซลล์เป้าหมาย ก็จะปล่อยแก๊สออกซิเจนให้แก่เซลล์ แล้วก็จะรับผู้โดยสารคนใหม่ ก็คือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาในเซลล์เข้ามาแทนที่นะคะ ตอนนี้เลือดจะมีสีค่อนข้างคล้ำออกจะดำๆ ไม่ใช่สีแดงสวยแล้วค่ะ เม็ดเลือดแดงจะพาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์วิ่งไปตามหลอดเลือด กลับมายังเส้นเลือดฝอยที่อยู่รอบถุงลม หลังจากนั้นแก๊สคาร์บอดไดออกไซด์ก็จะซึมออกจากเส้นเลือดผ่านเข้าไปในถุงลมและถูกขับออกจากร่างกายในช่วงที่เราหายใจออกค่ะ การหายใจเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดทุกเวลา นาที โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย…

ก้าวพ้นจากความท้อแท้ใจ

1พกษ18 : 37 – 40  “ข้าขอแต่พระเจ้า ขอทรงฟังข้าพระองค์ ทรงฟังข้าพระองค์ เพื่อชนชาตินี้จะทราบว่าพระองค์คือพระเยโฮวาห์  ทรงเป็นพระเจ้า และพระองค์ทรงหันจิตใจของเขาทั้งหลายกลับมาอีก”  38 แล้วไฟของพระเจ้าก็ตกลงมาและไหม้เครื่องเผาบูชา และฟืนและหิน และผงคลี และเลียน้ำซึ่งอยู่ในคู  39 และเมื่อประชาชนทั้งปวงได้เห็น เขาก็ซบหน้าลงและร้องว่า  “พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า”   40 และเอลียาห์บอกเขาว่า   “จงจับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล อย่าให้หนีไปได้สักคนเดียว”      และเขาทั้งหลายก็ไปจับเขามา และเอลียาห์ก็นำเขามาที่ลำธารคีโชน และฆ่าเขาเสียที่นั่น ความท้อแท้ใจเกิดขึ้นกับคนในทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย  เช่นเดียวกับเอลียาห์ผู้รับใช้ของพระเจ้า   ชัยชนะที่เขาพึ่งได้รับสดๆร้อนๆ ต่อหน้าผู้คนมากมาย  พระเจ้าได้รับการกอบกู้สง่าราศีของพระองค์กลับคืนมา   ผู้รับใช้ของพระบาอัลต้องอับอายขายหน้า และ 450 ชีวิตต้องตายไป  (1พกษ18) เขาก้าวเดินลงมาจากยอดเขาอย่างผู้ชัยชนะ    คำถาม :  ในชีวิตคริสเตียนของท่านเคยอยู่ในสภาพอารมณ์เช่นนี้บ่อยหรือไม่  เมื่อคุณได้รับการปกป้องดูแล  การเอาใจใส่พิเศษจากพระเจ้า การช่วยเหลือในวิกฤต ให้พ้นจากสภาพที่อับอายขายหน้า  สภาพที่จนตรอก  ? แต่น่าเสียดายที่ความรู้สึกที่ตื่นเต้นชื่นชมของเอลียาห์เป็นเพียงเหตุการณ์ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นเอง   ซึ่งเราสามารถเรียนรู้บทเรียนจากความท้อใจของเอลียาห์ได้ดังนี้  หนึ่ง  จงรักษาความตื่นตัว และชื่นชมในพระเจ้าเสมอไป …

ความอธรรมทำให้มนุษย์ที่เป็นมลทิน

มาระโก 7 : 21 – 23  “เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ ความอธรรม….. สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” เอเสเคียล 28 : 17  “และเมื่อคนอธรรมหันกลับจากความอธรรมที่ตนกระทำไป และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม  เขาก็ได้ช่วยชีวิตของเขาเองไว้” ทิตัส 2 : 12   “สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ   สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม” พระเจ้าทรงเป็นแหล่งแห่งความชอบธรรม  เมื่อพระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะทรงสร้างมนุษย์นั้น  พระองค์ได้ทรงประทานพระองค์เอง คือ “ลมปราณแห่งชีวิต”  ซึ่งหมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์  (ยอห์น 20 : 22)  เข้ามาสู่ภายในมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง  พระองค์ได้ทรงให้คุณความดีของพระองค์เองกลายเป็นชีวิตของมนุษย์ในครั้งนั้น  ด้วยเหตุนี้เมื่อแรกสร้างนั้นมนุษย์จึงมีความบริสุทธิ์  และความชอบธรรมที่สมบูรณ์  เพราะความชอบธรรมนั้นมาจากพระเจ้า เมื่อมนุษย์กระทำความบาป  ความบริสุทธิ์ได้ถูกความไม่บริสุทธิ์เข้ามาแทรกแซง,  ความชอบธรรมได้ถูกความไม่ชอบธรรม (อธรรม)  เข้ามาแทรกแซงซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างไปจากธรรมชาติเดิมของมนุษย์ แต่ได้สอดแทรกเข้ามาในชีวิตของมนุษย์  ธรรมชาติบาปไม่ใช่ธรรมชาติปกติของมนุษย์เมื่อแรกเริ่ม  (มนุษย์ฝ่ายวิญญาณ)  แต่เป็นธรรมชาติเทียมที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังแทน ด้วยเหตุนี้ความอธรรมจึงเป็นสิ่งต่าง…

ความโลภทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

มาระโก 7 : 21 – 23 “เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ…….. สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” อพยพ  20 : 17  “อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา  หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน” ปฐมกาล  3 : 6 เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน เป้าหมายของซาตานในการทำลายมนุษย์นั้นก็คือ  ความคิด   เมื่อซาตานล่อลวงให้มนุษย์เห็นถึงประโยชน์เฉพาะหน้าที่จะได้รับจากสิ่งนั้นแล้ว  ความคิดของมนุษย์ก็จะถูกชักจูงให้เคลื่อนคล้อยไปในทางที่ตกต่ำ  เพราะเหตุที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษยฺ์มาให้มีอิสระในการที่จะเลือก  ที่จะทำ หรือไม่กระทำ  ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ได้  ดังนั้นความ  “อยากรู้อยากเห็น”   ความปรารถนาที่จะได้รับในสิ่งที่ยังไม่ได้เป็นของตน   ก็จะเกิดขึ้นตามมา จิตใจเป็นส่วนที่สามารถสำแดงถึงพระฉายาของพระเจ้าได้  และพระเจ้าจะทรงติดต่อกับท่านโดยผ่านทางจิตวิญญาณ  แต่เมื่อจิตใจของท่านเป็นมลทินพระเจ้าก็ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับท่านได้อีกต่อไป  พระองค์ไม่สามารถที่จะเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ต่อท่านได้อีก  ซาตานได้หลอกลวงให้มนุษย์เชื่อว่า  “สิ่งมันบอกนั้น  ดีกว่า …

สารพฤกษเคมี

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนั้น พระองค์ทรงประทานอาหารให้แก่มนุษย์ดังที่พบใน ปฐมกาล 1:29 พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า” ซึ่งอาหารดั้งเดิมเริ่มแรกก็คือ ผลไม้ ลูกนัท ถั่วต่างๆ เมล็ดต่างๆ ธัญพืช และภายหลังจากที่มนุษย์ทำบาปแล้ว พระเจ้าทรงประทานผักให้แก่มนุษย์ดังที่พบใน ปฐมกาล 3:18 ซึ่งกล่าวว่า …เจ้าจะกินพืชต่างๆของทุ่งนา อายุเฉลี่ยของมนุษย์ช่วงแรกคือ 912 ปี  เมื่อมีน้ำท่วมโลก พระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์รับประทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ไม่ใช่ทุกชนิดนะคะ ต้องเป็นสัตว์สะอาดเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเรามาดูอายุเฉลี่ยของมนุษย์ 10 ช่วงอายุคนนับจากน้ำท่วมโลก จะได้เท่ากับ 317 ปี ลดลงไปถึง 600 ปีเชียวนะคะ แสดงว่าเนื้อสัตว์มาพร้อมกับโรคและความเจ็บป่วยมากมาย และถ้าดูปัจจุบันอายุเฉลี่ยของมนุษย์ลดลงไปมาก เหลือประมาณ 70-80 ปีเท่านั้นเอง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะในวงการแพทย์ได้ค้นพบสารเคมีที่ช่วยป้องกันโรคในมนุษย์ เป็นสารเคมีที่พบในพืชเท่านั้น โดยไม่พบในเนื้อสัตว์ เราเรียกสารเคมีนี้ว่า phytochemical หรือพฤกษเคมีในชื่อภาษาไทยค่ะ พฤษเคมีหลายชนิดมีสีสดใส กลิ่นฉุน และรสจัด จึงทำให้ผักหรือผลไม้มีสีสันและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ สารพฤษเคมีหลายชนิดมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด…

ฆาตกรคนแรกของโลกนี้

มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน……   สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” มัทธิว 5 : 21 – 24 ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่า  อย่าฆ่าคน       ถ้าผู้ใดฆ่าคน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดโกรธพี่น้องของตน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ ถ้าผู้ใดจะพูดกับพี่น้องว่า    ‘อ้ายโง่’ ผู้นั้นต้องถูกนำไปที่ศาลสูงให้พิพากษาลงโทษและผู้ใดจะว่า ‘อ้ายบ้า’ ผู้นั้นจะมีโทษถึงไฟนรก เหตุฉะนั้นถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน สุภาษิต  14 : 31 บุคคลผู้บีบบังคับคนยากจน ดูถูกพระผู้สร้างของเขา แต่บุคคลที่เอ็นดูต่อคนขัดสนก็ถวายเกียรติแด่พระองค์ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นผู้บริสุทธิ์เพื่อได้ครอบครองสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นในโลกนี้  พระองค์ได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้กับเขาตั้งแต่แรกสร้างจนมนุษย์ได้กลายเป็น “ฉายา”  ของพระเจ้า  ในพระฉายาของพระเจ้านั้นมนุษย์จึงประกอบไปด้วยคุณความดี  (อพยพ 33 :…

ชีวิตมนุษย์ที่เป็นมลทินจากความบาป

มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย……   สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” อพยพ 20 : 15 อย่าลักทรัพย์ อพยพ 20 : 17 อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา  หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน มาลาคี 3 : 8  จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา แต่เจ้ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร’ ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์และเครื่องบูชานั่นซี ความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อพระเจ้านั้นเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของการดำรงอยู่เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้    โดยพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์และมีชีวิตอยู่ในโลก   และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ตั้่งแต่แรกเริ่มนั้นก็เพื่อประโยชน์ของการดำรงอยู่ของมนุษย์เองทั้งสิ้น  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสรรพสิ่งทุกอย่างนั้นพระเจ้าตระเตรียมเอาไว้เพื่อมนุษย์หรือเป็นของมนุษย์นั่นเอง….องค์พระเจ้านั้นทรงเป็นพระวิญญาณ  พระองค์ไม่มีรูปกายที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกนี้….  แต่เมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์นั้น  มนุษย์เป็นเพียง  “ดิน”  ที่ผสมกับ  “ลมปราณ (พระวิญญาณ)” ปฐก. 2 : 7,…

ระบบทางเดินหายใจ

เราทุกคนทราบดีว่า เราต้องการอากาศหายใจและร่างกายก็มีการหายใจอยู่ตลอดเวลา การหายใจนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของจิตใจนะคะ ถ้าเราขาดอากาศหรือไม่หายใจ อย่างน้อย 3 นาที เซลล์ก็จะเริ่มตายค่ะ  พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกใบนี้ภายใน 6 วัน และในวันที่ 2 พระเจ้าได้ทรงสร้างท้องฟ้า อากาศ ดังในพระคำปฐมกาล 1:6 และข้อ 8 ซึ่งกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสว่า จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สอง” พระเจ้าทรงรักมนุษย์นะคะ จึงได้ทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้แก่มนุษย์ไว้พร้อมก่อนที่จะทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในวันที่ 6 ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับคุณพ่อคุณแม่ที่จัดเตรียมห้องพักและของใช้ต่างๆไว้พร้อมสำหรับลูกน้อยคนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นมา และอากาศก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการและขาดไม่ได้ค่ะ วันนี้เราจะมาคุยกันเล็กน้อยถึงระบบทางเดินหายใจของเราซึ่งทำหน้าที่ในการนำอากาศเข้าสู่ร่างกายค่ะ พระเจ้าทรงสร้างร่างกายของเราให้ทำงานอย่างมีระบบ ระเบียบเรียบร้อย ระบบทางเดินหายใจเริ่มตั้งแต่จมูกค่ะ จมูกเป็นอวัยวะรับกลิ่น สร้างจากกระดูกอ่อนและถูกปกคลุมด้วยผิวหนัง จมูกถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่อุ่นอากาศที่ผ่านเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อากาศชุ่มชื้นและยังช่วยกรองอากาศให้สะอาดขึ้นด้วยขนเล็กๆที่อยู่ภายในจมูกที่เรียกว่า ซีเลีย ถัดจากจมูกก็เป็นคอหอยค่ะ ในส่วนนี้จะมีทั้งอาหารและอากาศผ่าน  ท่านผู้ฟังอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ถ้ามีทั้งอาหารและอากาศแล้วเราจะหายใจอย่างไร อาหารที่เรากลืนผ่านคอหอยจะผ่านลงไปยังหลอดอาหาร ส่วนอากาศที่เราหายใจจะผ่านไปยังกล่องเสียงและหลอดลมคอค่ะ โดยมีฝาปิดกล่องเสียงเป็นตัวปิดเปิดเส้นทาง ทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจจราจรทำให้รถไม่ชนกันค่ะ โดยขณะที่เรากลืนอาหาร ฝาปิดกล่องเสียงจะปิดกล่องเสียงทำให้อาหารเดินลงไปยังหลอดอาหาร โดยไม่ลงไปในหลอดลม แต่ในขณะที่เราหายใจ ฝาปิดกล่องเสียงจะเปิดขึ้นทำให้อากาศผ่านลงไปยังกล่องเสียงและลงไปยังหลอดลมค่ะ …