การเลี้ยงดูตามอย่างพระเจ้า

ยน.3:16   เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ 1ทธ.1:15 คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลกเพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก. ยอห์น 3:16 กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”. น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นไม่เพียงรักคนที่ชอบธรรม  แต่ยังรักคนบาป  และยังรักโลกด้วย.  โลกนั้นมีความชั่วร้ายเนื่องมาจากความบาป.  คำว่า “โลก”  นั้นในภาษากรีกชี้ถึงผู้คนที่ทำบาปและตกต่ำและเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ตกอยู่ในความบาปแห่งโลกนี้   ท่ามกลางมนุษยชาติทั้งหมดล้วนได้กลายเป็นมนุษย์แห่งความบาปที่มีชีวิตอยู่ฝ่ายโลก…พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติที่ตกต่ำเหล่านี้ พวกเขาได้เสื่อมเสียพระสิริของพระเจ้าไปจนถึงขั้นที่ได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับซาตานเสียแล้ว   คำว่า “โลกหรือมนุษย์โลก”  เป็นการบ่งชี้ว่ามนุษย์ได้กลายเป็นหนึ่งกับซาตานเพราะความบาปนั้น  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์โลกได้กลายเป็นศัตรูกับพระเจ้าไปเสียแล้ว  การที่ยอห์น 3:16 ได้กล่าวว่ามนุษยชาติก็คือ “โลก” นั้นเป็นคำที่ชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายที่มนุษย์ได้ละทิ้งพระสิริและสง่าราศีของพระเจ้าไปแล้วอย่างสิ้นเชิง    แต่ทว่าพระเจ้าทรงรักโลก นั่นก็คือรักมนุษย์ที่ชั่วร้ายที่สุดในท่ามกลางมนุษย์ที่ชั่วร้าย ยิ่งกว่านั้นพระเจ้ายังได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้กับเรา ไม่ใช่เพียงช่วยเราขึ้นสู่แผ่นดินสวรรค์ แต่เพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์นั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์. 1 ทิโมธี 1:15 กล่าวว่า “คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก”. เราได้มองเห็นแล้วว่าคำว่า “โลก” ในวลีที่กล่าวว่าพระคริสต์เยซูได้เสด็จเข้ามาในโลกนั้น (ภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า “มนุษย์โลก”)  พระองค์เสด็จมาในโลกโดยการเข้ามาอยู่ท่ามกลางมนุษยชาติก็เพื่อจะช่วยคนบาปให้รอด. ขณะที่เปาโลยังเป็นเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัสนั้นท่านเป็นคนบาปในลำดับต้นๆ. ถ้าหากพระคริสต์มาช่วยเพียงคนปกติ …

จิตวิญญาณที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระคริสต์

รม.8:16 พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า 1คร.6:17 แต่ส่วนคนที่ผูกพันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นจิตใจอันเดียวกันกับพระองค์. จิตวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของผู้เชื่อจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ภายในเรา (1คร.6:17) …เพื่อให้เราดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์  ดังนั้นการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อก็คือการดำเนินชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าร่วมประสานกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเข้าสนิทระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับ…การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทั้งสองส่วนนี้อย่างสิ้นเชิง   พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณมนุษย์ก็มีจิตวิญญาณ  ทั้งสองส่วนนี้จึงสามารถเข้าผสานกันเป็นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อนั้นก็คือ  การที่ผู้เชื่อได้ยอมให้พระเจ้าเข้ามาสู่ภายในชีวิตของเขาและนำพาชีวิตของเขาในทุกกรณี  จนตัวของเขา  ความคิดของเขา  การกระทำของเขา  กลายเป็นสิ่งเดียวกัน  หรือเหมือนกันกับพระเจ้า  ซึ่งนี่คือความล้ำลึกแห่งพระวิญญาณของพระองค์ที่ทรงสำแดงผ่านชีวิตของผู้เชื่อในพระองค์  ด้วยเหตุนี้กุญแจสำคัญแห่งชีวิตในความรอดของผู้เชื่อในพระองค์ก็คือ  การมีชีวิตที่มีพระวิญญาณของพระองค์ทรงนำพาในทุกกรณีนั่นเอง “พระ​วิญ​ญาณ​นั้น​เป็น​พยาน​ร่วม​กับ​จิต​วิญ​ญาณ​ของ​เรา​ว่า เรา​เป็น​ลูก​ของ​พระ​เจ้า”  โรม 8:16 เมื่อพิจารณาตามพระธรรม 1 โครินธ์ 6:17 นั้นสำแดงให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตแห่งความรอดสำหรับผู้เชื่อก็คือ   การมีชีวิตที่จิตวิญญาณของเขาได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระวิญญาณของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ทั้งทางด้านกายภาพ (การกระทำ)  และทางจิตวิญญาณ (ความรู้สึกนึกคิด)  ซึ่งในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงสร้างเสริมอุปนิสัยของผู้เชื่อเสียใหม่จนกลายเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยเดียวกันกับพระคริสต์  และนี่ก็คือชีวิตที่เติบโตในพระคริสต์นั่นเอง ผู้ที่ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามเนื้อหนังและราคะตัณหาชีวิตของเขาจะตกต่ำ   ส่วนผู้ที่ดำเนินชีวิตตามความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นจะมีความสูงส่งกว่า  พระเจ้าได้ทรงประทานพระบัญญัติจารึกลงในแผ่นศิลาให้กับชนชาติของพระองค์เมื่อพวกเขาเดินทางออกมาจากอิยิปต์  แต่ทว่าวาระสุดท้ายนี้พระองค์จะทรงจารึกบัญญัติของพระองค์ไว้ที่หัวใจของผู้เชื่อที่มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์  เพราะว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ถามอีกแล้วว่าพระบัญญัติของพระเจ้าตรัสว่าอะไร  แต่พวกเขารู้ซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์  ผู้ทรงประทานความรักอันยิ่งใหญ่ให้กับมนุษย์โดยประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาเพื่อสิ้นพระชนม์บนโลกนี้แทนเรานั้น  พระองค์ต้องการให้มนุษย์กระทำในสิ่งใดเพื่อสำแดงออกถึงการตอบสนองต่อความรักที่พระองค์ทรงมีให้กับพวกเขา… ขอให้พี่น้องผู้เชื่อทุกๆ ท่านได้มีชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์นะครับ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

“คุณหมอคะ ๆ ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้  2-3 วันมานี้ ปวดปัสสาวะบ่อยเหลือเกิน เข้าห้องน้ำได้ไม่ถึง 15 นาทีก็รู้สึกปวดอีกแล้ว ปัสสาวะก็ออกครั้งละนิดหน่อย แถมแสบๆอีกด้วย รู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด มีปัสสาวะเหลือค้างอยู่ยังไงยังงั้น และยังรู้สึกปวดหน่วงๆ ท้องน้อยอีกด้วย ฉันเป็นอะไรคะคุณหมอ” ค่ะ สวัสดีค่ะ ดิฉันแพทย์หญิงพรวิไล ตันตระรุ่งโรจน์นะคะ วันนี้รเริ่มต้นด้วยปัญหาที่พบบ่อยในผู้หญิงค่ะ นั่นคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ สาเหตุที่พบบ่อยก็เพราะว่า ท่อปัสสาวะของผู้หญิงนั้นสั้น (คือประมาณ 4-5 ซม.)  และอยู่ใกล้ทวารหนัก เชื้อโรคต่างๆ จึงอาจจะมาปนเปื้อนปลายท่อปัสสาวะและย้อนขึ้นมาในกระเพาะปัสสาวะได้ ในขณะที่ความยาวของท่อปัสสาวะในผู้ชายนั้นจะยาวประมาณ 20 ซม. โอกาสติดเชื้อจึงน้อยกว่ากันค่ะ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ การอั้นปัสสาวะ เพราะโดยปกติแล้วในกระเพาะปัสสาวะจะพบแบคทีเรียเพียงเล็กน้อย แต่เมื่ออั้นปัสสาวะ แบคทีเรียมีเวลาเพิ่มจำนวนและเจริญเติบโตจึงทำให้เกิดการอักเสบได้ นอกจากนี้ เมื่อกระเพาะปัสสาวะอยู่ในภาวะยืดตัว คือมีน้ำปัสสาวะอยู่เต็ม จะทำให้ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดลง จึงเกิดการติดเชื้อง่ายขึ้นค่ะ  สำหรับผู้หญิงวัยทองที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงก็พบโรคนี้บ่อยขึ้นได้เช่นกัน เพราะเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะและเยื่อบุช่องคลอดบางลง เชื้อโรคจึงเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่พบได้ คือ การมีเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนแรก…

พระคริสต์เป็นศีรษะและมีเป็นชีวิต

มธ.28:18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว. อฟ.4:15 แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์. คส.1:18 พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย  เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง. พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร และคริสตจักรก็เป็นพระกายของพระคริสต์นั้น หมายความว่าอะไร? ก็หมายความว่าสิทธิอำนาจทุกอย่าง ล้วนอยู่ในพระองค์. การที่อำนาจทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์ ก็เนื่องจากชีวิตทุกอย่างล้วนอยู่ในพระองค์. คริสตจักรทั้งหมดได้สมบูรณ์อยู่ในพระองค์  และพระองค์เองคือ แหล่งแห่งชีวิตในร่างกาย  เพราะว่าตัวของร่างกายเองนั้น ไม่มีชีวิต. 1 ยอห์น 5:11 กล่าวว่า “พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์”. แม้ว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตนิรันดร์นี้ให้แก่เราแล้ว แต่ชีวิตนี้ก็ยังคงอยู่ในพระบุตรของพระองค์  พระเยซูคริสต์ไม่เคยแยกออกจากชีวิตนี้เลย พระเจ้าประทานชีวิตไว้ในของพระองค์  ข้อ 12 กล่าวว่า “ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต”  โดยการได้รับชีวิตของพระบุตรมาเป็นชีวิตของเรา  ทำให้เราได้มีชีวิตใหม่ โดยการได้รับพระบุตรของพระเจ้า  คริสเตียนได้ต้อนรับชีวิตใหม่จากองค์พระผู้เป็นเจ้า  แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ได้แยกออกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า  ผู้เชื่อไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้แต่เพียงประการอย่างเดียว แต่การที่ผู้เชื่อมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตใหม่นี้  ก็เท่ากับมีความอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบุตรของพระเจ้า การบังเกิดใหม่นี้ทำให้เรากลายเป็นอวัยวะ ที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชีวิตใหม่นี้ ก็ทำให้เราไม่อาจแยกออกจากศีรษะ เพราะว่าชีวิตของเราได้รับมาจากศีรษะคือองค์พระเยซูคริสต์นั่นเอง การที่จะมีชีวิตของพระคริสต์อยู่ภายในเราได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระบุตรของพระเจ้า …

พระเยซูทรงได้ยินผู้ที่สำนึกผิด

“จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ดู​หมิ่น​ผู้​เล็ก​น้อย​เหล่า​นี้​สัก​คน​หนึ่ง เพราะ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ทูต​สวรรค์​ของ​พวก​เขา​คอย​เฝ้า​อยู่​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​เสมอ” . Matthew 18:10. เมื่อม่านที่ปิดบังพระรัศมีภาพแห่งพระสิริของพระคริสต์ได้ถูกเปิดออก  พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้ทรงสำแดงพระองค์ในฐานะองค์ผู้สูงสุดและองค์บริสุทธิ์ พระองค์ไม่ได้แยกพระองค์อยู่อย่างโดดเดี่ยว  หรือไม่สนใจผู้ซึ่งปรารถนาความช่วยเหลือแต่อย่างใด  แต่ทว่ามีทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ล้อมรอบพระองค์อยู่นับล้าน และทูตสวรรค์ทุกองค์เหล่านั้นก็พร้อมที่จะกระทำให้พันธกิจของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์นั้นสำเร็จลงให้จงได้ องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงอยู่ในท่ามกลางคำร้องทูลของมนุษย์ทุกๆ คน  พระองค์ทรงออกมาจากบัลลังก์ที่ประทับของพระองค์เพื่อมาฟังคำร้องทูลของบรรดาประชากรของพระองค์  จิตใจของพระองค์เต็มล้นไปด้วยความรักและความเมตตาต่อพวกเขา  แต่ทว่าสิ่งที่นำความโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่มาสู่พระองค์ก็คือ  เหล่าผู้ซึ่งไม่เข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระองค์ที่เรียกร้องให้พวกเขาหันคืนกลับมาจากการที่ไม่ต้องถูกพิพากษาด้วยพระคำของพระองค์  นับเดือนนับปีที่ผู้คนปรารถนากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ยอมรับคำแนะนำของพระองค์ เราจะต้องไม่เศร้าเสียใจที่พระผู้ช่วยให้รอดของเราดูเหมือนจะรักใครบางคนมากกว่าอีกคนหนึ่ง  ในครั้งหนึ่งเหล่าสาวกของพระองค์ได้มาพบกับพระเยซูคริสต์และได้ตั้งคำถามว่า  “ผู้ใดจะเป็นใหญ่ในสวรรค์?”  แล้วพระเยซูคริสต์ได้เรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมาพาพระองค์แล้วให้เด็กคนนั้นนั่งลงท่ามกลางเหล่าสาวกนั้นแล้วบอกว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​กลับใจ​และ​เป็น​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ก็จะ​เข้า​ใน​แผ่น​ดิน​สวรรค์​ไม่​ได้​เลย”  (มัทธิว 18:1-3)…. เราทั้งหลายได้มีส่วนร่วมในพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ เราได้ติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเราอย่างใกล้ชิด  พระองค์จะทรงนำพาเราไปยังที่สูง  และสูงขึ้นไปในความจริง  “ท่านทั้งหลายจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้”   พระองค์ได้ทรงตรัส  “จะมีเพียงแต่ผู้ที่ตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น” พระองค์ทรงเปิดหนังสือที่บันทึกนามของผู้ที่ติดตามพระองค์อยู่ในนั้น  และรายชื่อของพวกเขาได้ถูกบันทึกอยู่โดยที่เป็นรายชื่อของผู้ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และผู้ที่กระทำตามพระบัญญัติของพระองค์อยู่ในนั้น  ในทุกๆ วันบันทึกเหล่านี้ได้ถูกสำแดงให้เห็นถึงการกระทำของบุคคลเหล่านั้นอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งพระองค์ได้ทรงพยายามช่วยเหลือคนเหล่านี้ด้วยความรัก  ความเมตตา  ความอ่อนโยน  ความสุภาพ และความทะนุถนอมตลอดมา พระคริสต์ทรงได้ยินทุกๆ คำของบุตรของพระองค์ที่ทูลต่อพระองค์  พระองค์ทรงรู้เมื่อเขาเหล่านั้นกำลังมีจิตใจที่ว้าวุ่นกับการงานของเขาเพราะผู้คนที่อยู่รอบข้าง,  เพราะการงานอันยากลำบากของเขา  หรือแม้กระทั่งภาระงานอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาจะต้องแบกรับภาระไป  ให้เราช่วยให้ผู้เขายังอยู่ในความบาปนั้นได้เปิดดวงตาของตนขึ้นเขาจะได้เห็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดกำลังเข้ามาใกล้เขา  แม้ว่าเขาจะถูกกล่าวร้ายจะถูกตำหนิต่อหน้าพระองค์  และแม้แต่เขาจะมีความสงสัยมากเพียงใด …

ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็นดึก

เคยมีปัญหาตื่นขึ้นในตอนเช้าแล้วรู้สึกเหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม สมองตื้อๆ ทำงานก็นึกไม่ค่อยออก ท้องอืด เพลียๆบ้างไหมคะ ถ้ามีปัญหาดังที่กล่าวมานะคะ สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นจากการรับประทานอาหารมื้อเย็นดึกเกินไปค่ะ คำแนะนำสำหรับการมีสุขภาพดี คือ ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นก่อนนอนประมาณ 4-5 ชั่วโมงค่ะ และควรเป็นอาหารที่ไม่หนักจนเกินไปนะคะ เราพบว่า ร่างกายใช้เวลาย่อยผลไม้สดประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนผักอาจจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ ของทอดต่างๆ จะใช้เวลานานขึ้น ส่วนพวกน้ำสกัดต่างๆ เช่นน้ำส้ม น้ำคั้นผัก จะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ย่อยและดูดซึมได้หมด ถ้าเรารับประทานอาหารมื้อเย็นใกล้กับเวลานอนมาก ยกตัวอย่างเช่น รับประทานอาหารมื้อเย็นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม แล้วเข้านอนประมาณ 4 ทุ่ม กระเพาะยังย่อยอาหารไม่เสร็จ ก็ต้องใช้เวลาย่อยต่อไป ถึงแม้ร่างกายจะหลับแต่สมองไม่ได้หลับด้วย เพราะยังมีอวัยวะหนึ่งซึ่งคือกระเพาะอาหารกำลังทำงานอยู่ สมองซึ่งเป็นหัวหน้าของอวัยวะทุกส่วน ก็เลยยังคงต้องทำงานด้วย โดยปกติแล้ว ในขณะที่เรานอนหลับนั้น เราต้องการให้สมองของเราได้พักผ่อน แต่ในภาวะดังที่เล่ามานี้ สมองไม่ได้หลับ จนกระทั่งกระเพาะย่อยอาหารหมด จึงจะได้พัก ถ้าอาหารมื้อดึกวันนั้น เรารับประทานข้าวผัดอเมริกัน ไก่ทอด เฟร็ชฟรายด์ กว่าอาหารจะย่อยหมดอย่างน้อยน่าจะประมาณตีสองกว่าๆ…

ความช่วยเหลือตามพระสัญญา

แต่​บัด​นี้ ยา​โคบ​เอ๋ย พระ​ยาห์​เวห์​ผู้​ทรง​สร้าง​ท่าน  อิส​รา​เอล​เอ๋ย พระ​องค์​ผู้​ทรง​ปั้น​ท่าน​ตรัส​ดัง​นี้​ว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​ได้​ไถ่​เจ้า​แล้ว”  อิสยาห์ 43:1. ทุกๆ อุปสรรคของประชากรของพระเจ้าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยการเปิดเผยโดยพระวจนะของพระองค์  และการดำเนินไปอย่างเรียบง่าย  “พระเจ้าตรัสว่า”  นี่คือแสงสว่างแห่งความจริงที่ฉายส่องเข้ามาในโลกแห่งความมืดมิดและผู้คนที่ยังหลงอยู่ในทางแห่งความมืดนั้น  ชีวิตแห่งความจริงของพระเจ้านั้นจะเป็นชีวิตที่ตรงกันข้ามกับความผิดบาปทั้งปวง  เราประกาศข่าวประเสริฐว่าเรามีพระผู้ช่วยให้รอดผู้ซึ่งได้ประทานชีวิตของพระองค์เองให้แก่ผู้เชื่อทุกคน  และในพระองค์นั้นจะไม่มีการปรับโทษจะมีแต่ชีวิตนิรันดร์ อย่างไรก็ดีอุปสรรที่ขัดขวางงานของพระเจ้ามิให้ก้าวหน้าไปนั้นก็ยังคงปรากฏอยู่  แต่เราไม่ต้องหวาดกลัวเพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ  และทรงเป็นพระเจ้าผู้ที่สุภาพทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่อ่อนโยนที่สุด  ไม่มีสิ่งใดที่จะมาขัดขวางงานของพระองค์ได้  ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นแน่นอนและพระสัญญาของพระองค์ก็จะไม่หายไปจากประชากรของพระองค์  พระองค์จะทรงทำให้สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่องานของพระองค์ทุกสิ่งให้หายไป…. คริสตจักรของพระคริสต์เป็นตัวแทนของพระองค์ในการประกาศความจริงแก่โลกนี้  และทรงฤทธานุภาพโดยพระองค์เองที่จะกระทำพันธกิจพิเศษแก่โลก  และถ้าคริสตจักรนั้นจงรักภักดีต่อพระองค์  เชื่อฟังพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์  คริสตจักรนั้นก็จะได้รับฤทธานุภาพอย่างน่าอัศจรรย์จากพระองค์  ถ้าคริสตจักรสัตย์นั้นซื่อต่อพระเจ้าแห่งอิสราเอลจะไม่มีอำนาจใดที่จะมาต่อต้านหรือทำลายคริสตจักรของพระองค์ได้  ถ้าคริสตจักรนั้นจะอยู่ในความจริงและจงรักภักดีต่อพระเจ้า  อำนาจแห่งศัตรูร้ายก็จะไม่สามารถกระทำอันตรายใดๆ แก่คริสตจักรได้เหมือนแกลบที่ไม่สามารถต้านทานลมพายุได้เช่นนั้น มีสิ่งหนึ่งก่อนที่คริสตจักรจะขึ้นสู่ความสุกสดใส และวันแห่งสง่าราศีคือ  ถ้าคริสตจักรนั้นจะสวมใส่เสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมของพระคริสต์  และดำเนินชีวิตออกจากการเป็นพันธมิตรต่อสิ่งที่เป็นอันตรายแห่งโลกนี้   มวลหมู่สมาชิกในคริสตจักรจะต้องกลับใจสารภาพความบาปที่ตนได้กระทำและกลับใจหันมาสู่ทางของพระองค์โดยทันที  และต้องกระทำร่วมกันทุกคน   พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลายไม่มีสิ่งใดที่จะมาพรากพวกท่านคนหนึ่งคนใดออกไปจากพระเจ้าได้  แม้จะมีความคิดที่แตกต่างกันแต่ทว่าเราทั้งหลายล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักและความจริงแท้ในพระคริสต์  ขอให้เรามาอยู่รวมกันที่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าและยอมรับการไถ่ให้รอดด้วยพระโลหิตของพระผู้ช่วยให้รอด  ซึ่งสิ่งนี้คือหนทางเดียวที่จะทำให้เราได้รับการช่วยเหลือในสงครามแห่งการต่อสู้กับความบาปอันยิ่งใหญ่นี้  ข้าพเจ้าขอรับรองต่อท่านว่าท่านจะหลุดพ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ เมื่อท่านเข้ามาใกล้พระเจ้าด้วยจิตใจที่สำนึกในพระคุณความรักของพระองค์และด้วยความเชื่ออันเต็มเปี่ยม  ศัตรูที่พยายามจะทำลายท่านจะพ่ายแพ้ไป ขอให้หันกลับมาหาพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นแหล่งแห่งความหวังของเรา  แสวงหาความเข้มแข็งในพระองค์และมีชีวิตในพระองค์ แสดงออกถึงความมั่นคง  ความสุภาพอ่อนโยนในพระองค์และยอมรับการช่วยเหลือจากพระองค์  โดยพระคริสต์ผู้เป็นแหล่งน้ำพุแห่งชีวิตที่จะทรงประทานพลังอำนาจทุกอย่างให้แก่เรา —Letter 199, September 8, 1903,…

จงซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย

ท่าน​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า ‘ดี​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี เพราะ​เจ้า​ซื่อ​สัตย์​ใน​ของ​เล็ก​น้อย เจ้า​จง​มี​อำ​นาจ​ครอบ​ครอง​สิบ​เมือง​เถิด ลูกา 19:17. ถ้าอารมณ์และอุปนิสัยของเรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะดูแลการงานที่ยิ่งใหญ่ได้  พระคุณของพระคริสต์จะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องให้แก่เรา    ทุกๆ สิ่งที่เราสำแดงออกมาแม้จะไม่สมบูรณ์แบบหรือเกิดความเสียหาย หรือบางครั้งพระเจ้าอาจจะไม่ได้รับการถวายพระเกียรติ   แต่อย่างไรก็ดีการตั้งใจทำงานรับใช้พระองค์ก็เป็นการเสริมกำลังใจอย่างดียิ่งสำหรับประชากรของพระองค์ พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะให้เราเอาใจใส่ในพระคำของพระองค์  ให้เราระมัดระวังในการรับใช้พระองค์   ในสายพระเนตรของพระองค์ทุกๆ การรับใช้ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าแม้ว่าในสายตาของมนุษย์การรับใช้เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเสียเหลือเกิน  ถึงกระนั้นการรับใช้พระองค์อย่างเต็มกำลังก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเรา  พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นผู้ฉลาดรอบคอบ  ทำงานของพวกเขาอย่างมีความสุข ก็ต้องเป็นผู้รอบคอบถี่ถ้วน และเป็นผู้สามารถสำแดงพระคริสต์ออกมาจากชีวิตของเขาได้ตลอดเวลา บรรดาผู้ที่มีความเอาใจใส่และมีความเพียรพยายามจะได้รับมอบหมายให้กระทำพันธกิจการงานในหน้าที่ ที่สูงขึ้น โดยเริ่มต้นจากการกระทำหน้าที่อันเล็กน้อยแต่เขาได้สำแดงให้เห็นถึงความรอบคอบและฉลาดหลักแหลมในการทำหน้าที่นั้นออกมา น่าเศร้าที่มีการงานมากมายที่ถูกละเลยไม่ได้กระทำ  มีสิ่งต่างๆ มากมายที่จะต้องสูญเสียไปเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เพราะว่าผู้รับใช้มีความปรารถนาที่จะทำแต่การงานที่ยิ่งใหญ่  ทำให้การรับใช้พระเจ้าในด้านอื่นถูกละเลยไป ด้วยเพราะว่าเขาเหล่านั้นมีภาระงานที่ต้องทำมากมายแต่ไม่มีงานใดที่สำเร็จสมบูรณ์สักชิ้นเดียว  แต่อย่างไรก็ดีการงานทุกอย่างต้องนำไปสู่เป้าหมายแห่งการพิพากษาโลกนี้  การงายอันเล็กน้อยนั้นจะต้องมีสายสัมพันธ์ไปถึงการรับใช้เจ้านายผู้ยิ่งใหญ่คือพันธกิจแห่งการรับใช้ของพระเยซูคริสต์  ความเห็นแก่ตัวและความคิดที่เอาตนเองเป็นที่ตั้งจะต้องถูกกันออกไปในฐานะศัตรูผู้ต่อต้านงานของพระเจ้า    แต่ทว่าอย่างไรก็ดีเราจะต้องแสวงหาของประทานเหล่านั้นโดยการรับใช้ต่างๆ  ด้วยตนเอง    และต้องเรียนรู้ว่าซาตานจะต่อต้านพระคริสต์ด้วยงานของพระองค์เอง และจะกระทำให้เหล่าบรรดาทูตสวรรค์ และมนุษย์ของพระเจ้าจะได้รับความอับอายที่พวกเขาได้กลายเป็นบุคคลที่โง่เขลาไปเชื่อฟังซาตาน  ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะไม่เหมือนกับชีวิตของพระคริสต์ที่ได้ทรงประทานให้แก่เรา  ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน            เราจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการที่จะตรึงความต้องการทางอารมณ์และความลุ่มหลงของเราไว้บนกางเขนของพระคริสต์…. พี่น้องที่รักเราจะมีความรู้สึกเช่นไรเมื่อเราต่างได้ไปยืนอยู่ริมทะเลแก้ว?  และเมื่อเราได้มองย้อนหลังดูถึงความอดทนที่เราได้กระทำมา  และเมื่อเรายืนอยู่บนภูเขาแห่งชีวิตที่เป็นนิรันดร์ร่วมกับพระเจ้าเราระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมาซึ่งเราไม่จำเป็นจะต้องเล่าเรื่องราวเหล่านั้นแก่ผู้ใด  เพราะเราทราบดีว่าพระเจ้าได้ทรงเป็นผู้ปลดปล่อยให้เราเป็นอิสระจากสิ่งสารพัดในอดีต  พระเจ้าทรงช่วยเราในฐานะที่เราเป็นผู้ที่เล็กน้อยที่สุดแต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  พระเจ้าไม่ทรงยินยอมให้เรามีความคิดที่ออกไปในทางที่ไม่ถูกต้องในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง  จำนวนแห่งประสบการณ์ที่เราได้ประสบมานั้นไม่มีความหมายอะไร  มาตรฐานของพระเจ้าแตกต่างจากมาตรฐานของมนุษย์  ถ้าเราเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อเรา   เราจะเห็นถึงสิ่งสูงค่าเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำกับผู้ที่เล็กน้อยที่สุด  ซึ่งสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดนั้นจะได้รับการดูแลด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระองค์เอง…

เอโนคผู้ซึ่งพระเจ้าทรงชื่นชมยินดี

เอโนคดำเนิน​กับ​พระ​เจ้า​แล้ว​ก็​หาย​ไป​เพราะ​พระ​เจ้า​ทรง​รับ​เขา​ไป ปฐมกาล 5:24. พระเจ้าทรงสถาปนาคริสตจักรขึ้นเมื่อ อาดัม, เอวา, และเอเบล  ยอมรับและยกย่องข่าวประเสริฐด้วยชีวิตที่มี ความสุขและยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา  นี่คือสิ่งที่ทำให้เราได้ตระหนักอย่างแท้จริงถึงพระสัญญาของพระองค์ว่าพระองค์จะทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเขา  อย่างไรก็ดีเอโนคเป็นผู้ที่ปรารถนาจะได้ยินถึงพระคำของพระองค์อย่างใกล้ชิด  พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเขาในการนมัสการด้วย  ในยุคสมัยของเอโนคนั้นเขาได้มีชีวิตอยู่ในยุคแห่งความชั่วร้ายของโลกนี้  พระเจ้าไม่เคยละทิ้งผู้เชื่อที่แม้จะมีจำนวนน้อยนิดไว้ท่ามกลางโลกนี้โดยปราศจากการเป็นพยานของพระองค์ เอโนคเป็นครูที่สอนถึงความจริงต่อสาธารณชนในยุคสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่  เอโนคสั่งสอนความจริง; เขามีชีวิตอยู่ในความจริง;  และมีบุคลิกของความเป็นครูผู้ซึ่งดำเนินชีวิตอยู่กับพระเจ้าในทุกหนทุกแห่งอย่างถ่อมตนด้วยความบริสุทธิและเป็นที่น่ายกย่องในพันธกิจของท่าน  เอโนคเป็นผู้เผยพระวจนะที่พูดออกมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  เอโนคมีชีวิตเป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดของศีลธรรมที่เกิดขึ้นในยุคนั้น  เอโนคเป็นบุคคลที่ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างร่วมไปกับพระเจ้าและเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์  ซึ่งพระบัญญัตินี่แหละที่ซาตานปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง  และอาดัมก็ได้ก่อกบฏขึ้น  แต่เอเบลกลับประพฤติตามและด้วยเหตุที่เอเบลประพฤติตามพระบัญญัตินี่เองทำให้ท่านต้องถูกสังหาร  และด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ทรงประทานผู้ที่เป็นแบบอย่างให้กับจักรวาลนี้ได้เห็นถึงในสิ่งที่ซาตานได้กล่าวอ้างว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถรักษาบัญญัติของพระองค์ได้นั้น  ทำให้จักรวาลนี้ได้ทราบว่ามีบุคคลที่อุทิศตนเองให้กับพระเจ้าด้วยจิตใจ  จิตวิญญาณ  และสามารถมีชีวิตอยู่โดยสำแดงถึงพระลักษณะของพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์  บุคคลผู้มีชีวิตอันบริสุทธิ์นี้ได้เลือกที่จะดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าโดยกล่าวติเตียนความบาปของโลก  และมีชีวิตที่เป็นพยานแก่โลกนี้ว่าสามารถมีมนุษย์ที่ดำรงชีวิตโดยการรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ในโลกนี้…. เอโนคมิได้มีชีวิตอยู่เพียงการอธิษฐานเพื่อตนเอง  และสวมใส่ยุทธภัณฑ์แห่งพระเจ้าเท่านั้น  แต่เขามายังโลกนี้ด้วยคำทูลวิวอนต่อพระเจ้าสำหรับผู้คนในโลกนี้ด้วย  เอโนคมิได้สำแดงความจริงเพื่อที่จะทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อรู้สึกเจ็บปวดทรมานใจ  แต่ทว่าการที่เอโนคมีชีวิตอยู่อย่างใกล้ชิดกับพระเจ้านั้นทำให้เขามีความกล้าหาญที่จะทำงานของพระเจ้าในโลกแห่งความชั่วร้ายนี้ต่างหาก  เอโนคดำเนินไปกับพระเจ้า  “การเป็นพยานของท่านเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า”  สิ่งนี้เป็นเกียรติยศของผู้เชื่อที่อยู่ในโลกใบนี้เพราะนี่คือมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางพระเจ้า  และพระเจ้าก็ยกชูเขาให้ขึ้นสูงกว่ามนุษย์ทั้งปวง  “เราอยู่ในพระองค์  และพระองค์อยู่ในเรา”  พระเยซูคริสต์ตรัสดังนี้  การมีชีวิตที่ดำเนินไปกับพระเจ้าของเอโนคนั้นคือการเป็นพยานเพื่อพระองค์มิใช่การถูกกักขังโดยพระเจ้า  บุคคลเช่น เอโนค, เอลียาห์, เหล่าบรรพชนในยุคแรก, ผู้เผยพระวจนะ  และผู้ที่ยอมทนทุกข์เพื่อพระเจ้า  พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในพระองค์ทั้งสิ้น… สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงสิทธิพิเศษที่จะได้กระทำเพื่อพระเจ้าเท่านั้น  แต่เป็นหน้าที่สำหรับผู้ที่ติดตามพระคริสต์ที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ประทับอยู่ภายในจิตใจ  และประทับสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในชีวิตของพวกเขาเพื่อจะได้บังเกิดเป็นผลแห่งคุณความดีที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้บังเกิดในตัวของบุคคลเหล่านั้นด้วย —Manuscript 43,…

NEWSTART

ส่วนที่เล็กที่สุดในร่างกายคือ เซลล์ ถ้าเซลล์แข็งแรง ร่างกายก็แข็งแรง สิ่งที่เซลล์ต้องการเพื่อเซลล์จะแข็งแรง ได้แก่ 1. ออกซิเจน หายใจอากาศบริสุทธิ์ทุกวันนะคะ โดยเฉพาะใต้ต้นไม้ในเวลากลางวัน เพราะต้นไม้จะให้ออกซิเจนออกมาในช่วงเวลานั้น 2. น้ำ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว ช่วงไหนที่อากาศร้อน เหงื่อออกมากเราก็อาจจะต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้นค่ะ การสังเกตสีปัสสาวะก็ช่วยได้ค่ะ ถ้าปัสสาวะสีค่อนข้างใส ไม่เหลือง ก็น่าจะดื่มน้ำพอค่ะ 3. สารอาหาร ขอให้เน้นรับประทานอาหารที่มาจากพืช  มีลักษณะใกล้เคียงธรรมชาติ มีการดัดแปลงน้อยที่สุด ปราศจากสารปรุงแต่งต่างๆ และควรรับประทานผักสด ผลไม้สดด้วยค่ะ 4. การกำจัดของเสีย เช่นการอาบน้ำ ขัดขี้ไคลออกไปจากผิวหนัง การถ่ายอุจจาระทุกวัน การหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากร่างกาย การเข้าห้องน้ำปัสสาวะเมื่อต้องการ และไม่กลั้นปัสสาวะ และข้อสุดท้ายคือ การป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่นหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ การใช้บุหรี่ นี่คือสิ่งที่เซลล์ต้องการ พระเจ้าทรงสร้างให้มนุษย์มีระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งประกอบด้วย หัวใจและหลอดเลือดต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เหมือนกับเป็นท่อลำเลียง ขนส่งสิ่งที่เซลล์ต้องการไปให้กับทุกๆ เซลล์ และนำของเสียที่เกิดขึ้นจากเซลล์ไปกำจัด เพราะฉะนั้นถ้าระบบไหลเวียนโลหิตทำหน้าที่ได้ปกติ เซลล์ทุกเซลล์ก็จะแข็งแรง ร่างกายก็จะแข็งแรงค่ะ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นดังนี้นะคะ เมื่อเรารับประทานอาหาร อาหารที่อยู่ในกระเพาะ ลำไส้ จะถูกย่อยและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ความดันในหลอดเลือดก็จะส่งแรงดันให้อาหารวิ่งไปตามหลอดเลือดเพื่อส่งให้แก่เซลล์สมอง เซลล์มือ เซลล์ตา และเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกาย ถ้าเรามีปัญหาความดันโลหิตต่ำ ถึงแม้อาหารที่เรารับประทานจะดีแค่ไหนก็ตาม เมื่อแรงดันเลือดต่ำ ก็ไม่มีแรงพอที่จะส่งอาหารไปยังเซลล์สมองและเซลล์ต่างๆ ได้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ขณะเดียวกัน ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ก็อาจจะทำให้หลอดเลือดอุดตัน หรือถ้าเป็นอาหารที่ไม่มีคุณภาพ อาหารนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น สุขภาพที่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับการมีเลือดที่ดี และมีการไหลเวียนโลหิตที่สมบูรณ์ค่ะ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ค่ะ พระองค์ทรงสร้างมนุษย์เราขึ้นมาด้วยความรัก และพระองค์ต้องการให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ พระองค์จึงได้ประทานคู่มือการดูแลสุขภาพให้แก่เราด้วย ซึ่งทางสถาบัน Weimar คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ตเวนตีสได้สรุปหลักการนี้ขึ้นมาเป็นคำย่อง่ายๆ 8 ตัว ว่า NEWSTART ถ้าแปลเป็นภาษาไทย ก็คือ การเริ่มต้นใหม่ คำว่า NEWSTART ประกอบด้วย อักษรภาษาอังกฤษ 8 ตัว คือ 1. N-nutrition โภชนาการ 2. E-exercise การออกกำลังกาย 3. W-water น้ำ 4.S-sunshine แสงแดด 5. T-temperance การประมาณตนหรือการบังคับตน 6. A-air อากาศ 7. R-rest พักผ่อน 8. T-trust in God เชื่อวางใจในพระเจ้า เมื่อเราปฏิบัติตามหลักการ NEWSTART นี้ เราก็จะมีเลือดที่ดีและมีการไหลเวียนโลหิตที่สมบูรณ์ ทำให้สุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรคภัยค่ะ พบกันใหม่ในรายการครั้งหน้า ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรทุกท่าน สวัสดีค่ะ