การเลี้ยงลูกให้เป็นอนาคตของชาติ

เราควรจะปลูกฝังบุคลิกภาพที่ดีและถูกต้องให้แก่บุตรหลานของเรา ซึ่งจะต้องเติบโตขึ้นเป็นคนของสังคม เป็นความหวังของชาติในอนาคต เราจะต้องขยายความคิดและความตั้งใจของเราให้กว้างขึ้นจากการที่เราเพียงแต่คิดว่าเราจะเลี้ยงเขาให้เป็นเด็กดี มีงานทำ เลี้ยงชีพตนเองได้และมีครอบครัวเท่านั้นก็พอ  เราจะต้องตั้งใจเพิ่มขึ้นอีกด้วยว่า เราจะเลี้ยงเขาให้เป็นความหวังของสังคมและเป็นอนาคตของชาติด้วย เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ในสังคมของเรายังต้องการทรัพยากรบุคคลอีกมากที่จะมาช่วยกันสร้างสรรค์ความเจริญในด้านต่างๆ    อนาคตของชาติจะเป็นอย่างไรถ้าขาดคนที่มีคุณภาพ     เรามักจะคิดถึงคนที่เฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์ ทำงานอย่างเสียสละอุทิศตนเองเพื่อสังคม   นี่เป็นเรื่องส่วนใหญ่ที่เราคิดถึงกันถ้าเราอยากเห็นภาพเช่นนั้น เราก็ควรจะปลูกฝังสอนลูกหลานของเราในด้านนั้นตามภาพที่เราอยากจะเห็นในอนาคต ให้เขาเป็นคนดีมีคุณธรรมและความรัก ประการแรกที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ ความรัก  ความรักไม่ได้หมายถึงการให้หรือการรับแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการแบ่งปันกันด้วย  ทุกชีวิตต้องการความรักไม่ว่าจะเป็นที่รักหรือรักคนอื่น ความรักทำให้บุตรหลานของเรามีชีวิตชีวา มีพลังที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และสังคมของเราก็จะเจริญงอกงามด้วยทรัพยากรบุคคลจะมีประสิทธิภาพไม่ได้ ถ้าหากว่าเราไม่ได้ฟูมฟักเขาด้วยความรักหรือพวกเขาไม่ได้เติบโตขึ้นภายใต้บรรยากาศแห่งความรัก    แท้จริงแล้วแหล่งแห่งความรักคือพระเจ้า เราสามารถที่จะรับเอาความรักแท้จากพระองค์ได้   ความรักเป็นความสัมพันธ์ เป็นสื่อสัมพันธ์ที่มอบให้แก่กันและกันทางจิตใจ ความรู้สึกและการแสดงออกที่ไม่สามารถจะทดแทนกันได้ด้วยสิ่งของหรือเกมส์คอมพิวเตอร์หรือมือถือราคาแพงๆได้   ความแห้งแล้งน้ำใจ  การทดแทนความรักด้วยวัตถุสิ่งของในเหล่านี้ อาจจะทำให้บุตรหลานเติบโตขึ้นมาแบบที่ไม่รู้จักว่าความรักคืออะไร  กลายเป็นผู้ใหญ่ที่รักใครไม่เป็น   แล้วสังคมของเราจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด     เราอาจจะเห็นมนุษย์คอมพิวเตอร์เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดก็ได้ การตัดสินใจ ตัดสินปัญหาก็คงจะอยู่ในลักษณะที่รวดเร็ว รุนแรงและเร่งด่วน ความเมตตาและความออมชอมคงจะหาพบได้ยาก   ฉะนั้นจงสละเวลาให้กับบุตรหลานบ้างในวันนี้ แสดงความรักต่อพวกเขาทั้งคำพูดและการกระทำ ก็เท่ากับช่วยอนาคตของพวกเขาและช่วยให้สังคมมีอนาคตที่สดใส  การให้เวลากับลูกอย่าลืมว่าคุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ ถ้ามีได้ทั้งสองอย่างก็จะยิ่งดี       เวลาที่เรามีอยู่อันน้อยนิดในปัจจุบัน เราควรจะให้แก่บุตรหลานบ้างด้วยการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อชีวิตของพวกเขา มันจะประทับใจยิ่งกว่าอยู่ด้วยกันยาวนานเป็นวันๆ แต่เต็มไปด้วยการบ่นต่อว่า จับผิดดุด่าพวกเขา    ถ้าเป็นเช่นนั้นลูกหลานก็ไม่อยากใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ ในปัจจุบันสังคมของเราเต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เห็นแก่ตัว…

บ้านเป็นสมบัติของทุกคนในครอบครัว

บ้านนั้นเป็นสมบัติของทุกคนในครอบครัว  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ บ้านเป็นอาณาจักรของพ่อ เป็นโลกของแม่ และเป็นสวรรค์ของลูกๆ   ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจึงมีส่วนในการเป็นเจ้าของ ทุกคนมีส่วนที่จะสร้างบ้านให้เป็นสวรรค์    ถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ  จะคิดว่า ธุระไม่ใช่ เป็นเรื่องของพ่อแม่เท่านั้น    แน่นอนที่สุด บ้านที่ควรจะเป็นบ้านก็จะเกิดขึ้น  ถ้าหากพ่อแม่และลูกๆมีความรู้สึกว่า  นี่เป็นบ้านของเรา  ทุกคนก็จะช่วยกันดูแลบ้านให้สวยงาม  สะอาด น่าอยู่ และมั่นคงปลอดภัย   ไม่ใช่เป็นเหมือนอย่างกับคนทำสวนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน  เวลาทำสวนหรือรดน้ำต้นไม้ก็จะทำไปโดยหน้าที่ให้เสร็จๆไป   ซึ่งต่างจากเจ้าของบ้านที่จะดูแลรักษาเป็นอย่างดีเพราะเป็นผู้ลงทุนชื้อต้นไม้มา   ความรู้สึกเช่นนี้ ช่วยให้เราทุกคนมีส่วนร่วมอย่างจริงจังเพราะเป็นเจ้าของบ้านร่วมกัน หลายครอบครัว บ้านไม่ได้เป็นสวรรค์  ไม่มีความสุข ก็เพราะผู้เป็นพ่อไม่มีความรู้สึกว่า เป็นอาณาจักรของเขา เขาไม่ได้เป็นหัวหน้าของบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บ้านเป็นอาณาจักรของพ่อ      พ่อหลายคนมีความรู้สึกว่า   บ้านไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของภรรยา   เพราะเขามาแต่ตัว ก็ต้องไปแต่ตัว  อันนี้ถูกภรรยากรอกหู เวลาทะเลาะกับภรรยาหรือทะเลาะกับพ่อตาแม่ยาย  จนพ่อบ้านมีความรู้สึกว่า บ้านนี้ไม่ใช่ของเขา    เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรับผิดชอบก็ไม่มี ความรู้สึกภูมิใจก็ไม่ตามมาและการที่จะทำบ้านให้เป็นสวรรค์ อยากอยู่บ้าน รักบ้านมันก็ไม่เกิดขึ้น   ดังนั้น  คุณผู้หญิงที่เป็นภรรยาที่พ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ให้มาก และมีบ้านเป็นของตัวเอง  เมื่อท่านมีสามี และตัดสินใจรักเขา อยู่ร่วมชีวิตกับเขาแล้ว ก็ไม่ควรยึดถือหรือคำนึงถึงทรัพย์สินภายนอกกาย   แต่ควรคำนึงถึงทรัพย์สินภายในกาย คือ…

แนวทางการสั่งสอนบุตร

            เรื่อง แนวทางการสั่งสอนบุตร ซึ่งเราจะพูดถึงเด็กในวัยเริ่มเข้าเรียน นั่นคือ  เด็กอายุระหว่าง 6-12 ขวบ นะค่ะ     เด็กในวัยระยะนี้จะค่อยๆเจริญเติบโตอย่างช้าๆ      จนเมื่อมาถึงวัย 10-12 ปี เด็กก็จะเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง การเจริญขึ้นทางด้านความสามารถ เด็กในวัยนี้จะรู้จักใช้เหตุผลต่างๆอธิบายความคิดเห็นของตนได้แล้ว ในด้านภาษา เด็กเริ่มจะรู้จักภาษาได้กว้างขึ้นและเรียนรู้จักภาษาพูดมากขึ้น เด็กในวัยนี้   มีปัญหา 2 อย่างเกี่ยวกับการปรับตัวที่จะต้องเจออย่างแน่นอน เมื่อเริ่มไปโรงเรียน  ซึ่งเป็นปัญหาที่อาจกระทบกระเทือน  ต่อจิตใจและอารมณ์ของเด็กได้ ถ้าพ่อแม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไม่ถูกต้อง  ปัญหาทั้ง 2 อย่างนี้ก็คือ (1)  การปรับตัวของเด็กในระยะแรกๆของการเข้าโรงเรียน    (2)  การปรับตัวของเด็กให้เข้ากับพวกเพื่อนๆและครูบาอาจารย์    ปัญหาทั้ง 2 อย่างนี้ถ้าพ่อแม่ไม่เอาใจใส่หรือแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว ก็จะส่งผลเสียต่อจิตใจและชีวิตของเด็กเป็นอย่างมาก ประการแรก   ปัญหาที่เด็กในวัยนี้จะต้องพบก็คือ การปรับตัวของเด็กในการเข้าโรงเรียนในระยะแรก การปรับตัวของเด็กในระยะแรกที่เข้าโรงเรียนใหม่ๆ นั้นเป็นระยะที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ  เพราะโดยปกติแล้ว เด็กอายุ 1-5 ขวบ มักจะเคยชินอยู่กับบรรยากาศภายในบ้าน ซึ่งได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่  พวกพี่ๆ และญาติๆทั้งหลาย เด็กก็ย่อมจะมีความรู้สึกอบอุ่นมาก  จนไม่อยากจะออกไปไหน ไม่อยากจากอกแม่ไปไกล      …

การอบรมสอนบุตรในครอบครัว

ปัจจุบันเด็กในสังคมมีปัญหามากมาย   ขาดความรัก   ความอบอุ่น   ถูกทอดทิ้ง  ว้าเหว่   บ้างมีพ่อที่ไปทางและแม่ไปทาง มีพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยงทำให้ไม่อยากอยู่บ้าน    บางคนอาจจะมีพ่อแม่อยู่ครบ   แต่อยู่ในบ้านที่ไม่เป็นบ้านสักเท่าไร  จึงไม่เป็นที่น่าอยู่สำหรับลูก ทำให้เด็กไม่อยากอยู่      เลยหนีออกจากบ้านไป ประพฤติตัวเสเพล       ทำตามใจตนเอง    ใช้ชีวิตเหลวแหลก    บ้างก็ประชดชีวิต ประชดพ่อแม่     มีพฤติกรรมอยู่ในมุมมืดที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง      ตามที่เราเคยได้ยินได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเด็กๆที่น่าสงสารเหล่านั้น เราไม่ได้กล่าวเน้นถึงด้านการเลี้ยงดูหรือการดูแลลูกในแง่ของสภาพความเป็นอยู่ทางร่างกาย เช่น    จะกินจะนอนอย่างไร เราอาจจะพูดถึงบ้าง แต่เน้นที่คุณภาพชีวิตด้านพฤติกรรม ระเบียบวินัย นิสัยใจคอ คุณธรรมและศีลธรรมมากกว่า  ปัจจัยที่จะสร้างเด็กให้ได้ดีนั้น อันดับหนึ่ง ก็คือบ้าน     ไม่ใช่โรงเรียน ไม่ใช่สิ่งแวดล้อม  โรงเรียนและสิ่งแวดล้อมรอบบ้านเป็นอันดับสองและสามตามมา แต่อันดับแรกที่จะช่วยหล่อหลอมมนุษย์    ให้เป็นคนดีหรือคนไม่ดี    เป็นคนมีระเบียบหรือเป็นคนไม่มีระเบียบ   เป็นคนใจแคบหรือใจกว้าง ก็คือ  บ้าน  เพราะบ้านหรือครอบครัวเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง     อย่าลืมว่าบ้านนั้นเป็นได้ถึงเจ็ดอย่างในชีวิตของเด็ก    บ้านในลักษณะที่เป็นครอบครัวเป็นเหมือนศูนย์กลางของชีวิตคน   ก็อยากจะขอเสนอดังนี้ว่า    บ้านนั้นเป็นได้ถึงเจ็ดอย่างสำหรับลูก    นั่นคือ บ้านเป็นบ้านสำหรับลูก                                     5.  บ้านเป็นโบสถ์  วิหาร ศาสนา สำหรับลูก บ้านเป็นโรงเรียนสำหรับลูก                                6.  บ้านเป็นโรงพยาบาล สำหรับลูก…

ความฉลาดทางอารมณ์กับครอบครัว

ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่อง  ความฉลาดทางอารมณ์กับครอบครัว ขอให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า ความฉลาดทางอารมณ์ ก่อน       คำว่า “ความฉลาดทางอารมณ์” ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Emotional Quotient  หรือ เรียกย่อๆว่า  E.Q. นั่นเอง   “ความฉลาดทางอารมณ์” หรือ I.Q. หมายถึง ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ ทั้งของตัวเองและของผู้อื่น    ตลอดจนมีสามารถในการปรับอารมณ์หรือควบคุมอารมณ์ได้ดีและควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ E.Q. หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ นี้  แตกต่างจาก  ความฉลาดทางเชาว์ปัญญา ในภาษาอังกฤษ คือ Intelligence Quotient หรือ I.Q. นั่นเอง  เนื่องจาก ความฉลาดทางเชาว์ปัญญา เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดซึ่งจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก    ความฉลาดทางเชาว์ปัญญา หรือ I.Q. นี้ คือ ความสามารถทางด้านการใช้ความคิด การใช้เหตุผล  การคิดคำนวณ  และ การเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆได้ E.Q. หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ นี้ ถึงแม้จะเป็นศักยภาพทางสมองเหมือนกัน  แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยน…

วงจรชีวิตครอบครัว ระยะที่ 6 เป็นระยะที่สู่บั้นปลายชีวิต

ครอบครัวในระยะนี้ต้องเจอกับปัญหาหลายอย่าง ที่สำคัญคือ การเกษียณอายุ การสูญเสียบุคคลใกล้ชิด และ เรื่องสุขภาพ การเกษียณอายุทำให้เกิดความเครียดได้    สำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจกันมาก่อน หลายคนอาจจะเกิดความรู้สึกไร้คุณค่า ไม่มีประโยชน์และไม่เป็นที่ต้องการของใคร สภาพที่ไม่มีงานทำจึงไม่มีโอกาสสร้างผลงานอีกทั้งเมื่อไม่มีตำแหน่งในการงาน ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต จิตใจหดหู่ นอกจากนี้ความสัมพันธ์กับคู่สมรสอาจจะแย่ลงและเกิดปัญหาทางอารมณ์ตามมา การสูญเสียญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงจะเกิดขึ้นบ่อยในระยะนี้ และจะเป็นเครื่องเตือนว่า บั้นปลายชีวิตของตนก็กำลังใกล้จะมาถึงในไม่ช้า เช่นกัน ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์กล่าวว่า “ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา” ฉะนั้นชีวิตที่เหลืออยู่ ควรจะอยู่อย่างมีคุณค่าและคุ้มค่าเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น และพระเจ้ายังตรัสอีกว่า “ส่วนมนุษย์นั้น วันเวลาของเขาเหมือนหญ้า เขาเจริญขึ้นเหมือนดอกไม้ในทุ่งนา เพราะเมื่อลมพัดผ่านมันก็จะสูญเสียไป นี่แสดงให้เห็นว่าวันเวลาของเราในโลกนี้สั้นมากเมื่อเทียบกับนิรันดร์กาลในพระเจ้า เมื่อพูดถึงเรื่องการสูญเสีย  ในบรรดาการสูญเสียทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น การเสียชีวิตของคู่สมรสทำให้เกิดความซึมเศร้าและความเครียดมากที่สุด และโดยทั่วไปแล้วผู้ชายที่สูญเสียภรรยามักจะมีปัญหาในด้านการปรับตัวมากกว่าผู้หญิงที่สูญเสียสามีไป  ทั้งนี้เพราะผู้ชายขาดการดูแลเอาใจใส่ ดังที่เคยได้รับจากภรรยาและไม่สามารถดูแลตนเองได้ดี    ในขณะที่ผู้หญิงสามารถดูแลตนเองได้ดีกว่า เพราะเคยดูแลทำหน้าที่ดูแลผู้อื่นมาตลอดเวลา ดังนั้นในช่วงนี้ผู้ชายจึงรู้สึกเหงามากกว่าผู้หญิง ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมาได้ถ้าไม่มีการเก็บออมหรือดูแลสุขภาพให้ดีตั้งแต่วัยก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่ารายได้ลดลงหลังจากเกษียณอายุ ร่างกายเสื่อมถอยและความสามารถทางสติปัญญาที่ลดลง เช่น สมองเสื่อม ดังนั้นจึงทำให้ความมั่นคงทางจิตใจลดลงด้วย ผู้สูงอายุหลายคนจึงมีความวิตกกังวล ซึมเศร้า และมีพฤติกรรมที่ถดถอยกลับกลายเป็นเหมือนเด็ก นอกจากนี้ ด้วยความกลัวว่าจะถูกลูกหลานทอดทิ้ง จึงอาจทำให้ผู้สูงอายุบางคนพยายามที่จะรักษาอำนาจของตนเองไว้ เช่น คนที่มีตำแหน่งบริหารในระดับสูง อาจจะไม่ยอมสละตำแหน่งให้ลูกชาย ทั้ง…

วงจรชีวิตครอบครัว ตอนที่2

จากครั้งที่แล้ว ได้เสนอไป 3 ระยะ  ในระยะที่3 ซึ่งเป็นระยะที่ครอบครัวมีลูกเล็กทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คู่สมรส สามี-ภรรยามีบทบาทความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในฐานะเป็นพ่อแม่ เนื่องจากมีสมาชิกใหม่คือ ลูกเกิดขึ้นในครอบครัว ความสัมพันธ์และเวลาที่ให้ต่อกันระหว่างสามีและภรรยาจะลดลง เพราะต่างทุ่มเทความรักและเวลาให้กับลูก วิถีชีวิตประจำวันก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะมีภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบมากขึ้นในการเลี้ยงดูลูก ระยะที่ 4 คือระยะที่ลูกเป็นวัยรุ่นนั่นเอง ลูกๆมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม  ครอบครัวเองจะต้องมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ แบบแผน ค่านิยมและความคาดหวังให้เหมาะสม ต้องมีการประนีประนอมกับลูกที่เป็นวัยรุ่นในเรื่องที่ขัดแย้งกันให้ได้  มิฉะนั้นจะเกิดความตึงเครียดภายในครอบครัวซึ่งจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาสร้างบุคลิกภาพของลูก ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตที่ดีของวัยรุ่น เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น ความผูกพันที่เคยแน่นแฟ้นกับพ่อแม่ก็จะลดลงลูกๆเริ่มห่างจากครอบครัวและไปสร้างความผูกพันใหม่กับผู้อื่น เช่น เพื่อนๆและครู เป็นต้น การสร้างความผูกพันใหม่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นด้วย เพราะจะทำให้วัยรุ่นมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น มีประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกับคนอื่น ที่สำคัญก็คือ จะมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวมากเกินไป เด็กวัยรุ่นมักมีอารมณ์และความรู้สึกแปรปรวนได้ง่าย จากการสำรวจของนักวิชาการ พบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้สึกซึมเศร้า รู้สึกว่าไม่มีใครรักและเคยคิดฆ่าตัวตาย ฉะนั้นความแปรปรวนทางอารมณ์ดังกล่าวประกอบกับความตึงเครียดหลายอย่างจึงทำให้วัยรุ่นมีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์เพิ่มขึ้นกว่าในวัยเด็ก อย่างไรก็ตามวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็สามารถที่จะพัฒนาไปสู่วัยผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี สติปัญญาของวัยรุ่นจะพัฒนาขึ้นมากกว่าวัยเด็ก ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และหาเหตุผลจะมีมากขึ้น เป็นคนช่างคิดช่างสงสัยในกฎระเบียบ บรรทัดฐานและค่านิยมของครอบครัว โรงเรียน และสังคม บวกกับความรู้สึกที่รุนแรงในวัยนี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยได้ ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นกับผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่จะมีความตึงเครียดสูง   บางครั้งวัยรุ่นจะแสดงพฤติกรรมแบบต่อต้านไม่เชื่อฟัง ดูถูกความคิดเห็นของพ่อแม่และไม่ต้องการให้พ่อแม่เข้ายุ่งวุ่นวายในเรื่องของตน ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้สอนไว้ว่า“…

วงจรชีวิตครอบครัว

เรื่อง  “ วงจรชีวิตครอบครัว” ของคนเรา  ทั้งนี้ ได้มีนักวิจัยครอบครัวซึ่งแบ่งครอบครัวออกเป็นระยะต่างๆ  ความจริงก็มีการแบ่งหลายแบบด้วยกัน แต่ละแบบมีสาระคล้ายคลึงกัน   เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียดบางอย่างเท่านั้น ในที่นี้เราจะมาพูดถึงวงจรชีวิตตามการแบ่งของ Carter และ Mc Goldrick ซึ่งแบ่งไว้ 6 ระยะ ในระยะแรก  วงจรชีวิตครอบครัวเราเริ่มต้นเมื่อ สมาชิกคนหนึ่งแยกออกมาจากครอบครัวเดิม เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเริ่มต้นครอบครัวใหม่ของตนเอง ในระยะนี้ความสัมพันธ์กับครอบครัวจะเปลี่ยนไป เริ่มออกห่างกันเพื่อที่เขาจะไปใช้ชีวิตตามลำพัง  พึ่งตนเองและมีอิสรภาพที่จะดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ตนเลือก     บางคนอาจจะแยกตัวออกไปเช่าบ้านหรือคอนโดอยู่เองหรือรวมกับเพื่อน   ในปัจจุบันการศึกษาเล่าเรียนค่อนข้างใช้เวลานาน จนทำให้ลูกต้องพึ่งพิงครอบครัวนานเกินไป   นอกจากนี้การเลี้ยงดูลูกที่เป็นแบบปกป้องและตามใจมากเกินไป ไม่ได้สอนให้ลูกหัดคิดและทำด้วยตนเอง    คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันจึงไม่สามารถแยกไปจากครอบครัวได้เมื่อถึงวัยอันสมควร    ส่วนบางครอบครัวก็เป็นไปในลักษณะตรงกันข้าม คือ พยายามผลักดันให้ลูกเป็นผู้ใหญ่เร็วเกินไป โดยที่ลูกยังไม่พร้อม เช่น  ให้ลูกที่อายุยังน้อย ออกไปหางานทำเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว หรือให้แต่งงานออกไป เพื่อจะไม่ต้องเป็นภาระกับครอบครัว       การที่ลูกออกจากบ้านเร็วเกินไป โดยไม่พร้อม จะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนกับถูกปฏิเสธ อาจมีความรู้สึกโกรธและขมขื่นใจ  ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกมีปัญหาได้ สิ่งที่ควรทำในระยะนี้คือ ให้ครอบครัวมีความสัมพันธ์กับลูกอย่างเหมาะสม แบบผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ ส่งเสริม ให้ลูกมีความเป็นตัวของตัวเอง   รับผิดชอบตนเองได้อย่างเต็มที่   และ  พร้อมที่จะรับผิดชอบครอบครัวใหม่ ของตนเองในอนาคต  ช่วยให้ลูกแยกออกจากครอบครัวได้โดยไม่เกิดการตัดขาดทางอารมณ์ ช่วยให้ลูกมีความผูกพันที่เหมาะสมกับครอบครัวเดิม เพื่อที่จะสามารถสร้างความผูกพันที่เหมาะสมกับครอบครัวใหม่ได้ต่อไป   …

ธรรมชาติเด็กวันอนุบาล

พ่อแม่ที่ดูแลเลี้ยงดูลูกในวัยอนุบาล   มีความจำเป็นต้องเข้าใจ ถึง ธรรมชาติของเด็กในวัยนี้ ก่อนว่าเป็นอย่างไร คือ   ด้านร่างกาย   ด้านความคิด-จิตใจและอารมณ์  ด้านการเข้าสังคม และด้านจิตวิญญาณเพื่อจะ สามารถช่วยให้เด็กมีความสุข  และพัฒนาเด็กได้อย่างถูกต้อง      เพื่อช่วยส่งเสริมให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต   ทีนี้ เรามาพิจารณาดูว่า ลักษณะธรรมชาติพิเศษของเด็กในวัยนี้ เป็นอย่างไรบ้าง  ประการแรก(1) คือ  ธรรมชาติทางด้านร่างกาย  –   เด็กในวัยอนุบาลนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว     มีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่แคล่วคล่องว่องไว  และมักจะเคลื่อนไหวตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่จะต้องเข้าใจเด็กว่า นี่คือธรรมชาติของเขา เพราะพ่อแม่บางคนอาจคิดว่า ลูกของตนเองซน อยู่ไม่ค่อยสุข  แต่ความจริงแล้ว เด็กกำลังตื่นเต้นและฝึกประสบการณ์ในการเดิน การวิ่งและการเล่นสิ่งต่างๆ –   เด็กวัยนี้จะชอบถือของเล่นติดมือและเรียนรู้ไปพร้อมๆกับการเล่น แต่กล้ามเนื้อมือยังไม่คล่องแคล่วเท่าที่ควร   พ่อแม่จึงควรจัดหาของเล่นที่เหมาะสม ไม่อันตรายและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก –  เด็กในวัยอนุบาลนี้  เริ่มมีความรู้สึกชอบดนตรี   ซึ่งโดยมาก มักจะชอบเครื่องเคาะจังหวะดนตรีเร็วๆทุกชนิด และเป็นวัยที่ชอบเลียนแบบ ทั้งการเต้นและการร้องเพลงตาม ประการที่ 2.   ธรรมชาติทางความคิด  จิตใจ และอารมณ์ –  เด็กในวัยอนุบาลเป็นวัยช่างคิดช่างฝัน แต่จะไม่รู้ว่า อะไรคือความจริงและอะไรคือความฝัน  บางเรื่องที่พ่อแม่…

เราจะสร้างครอบครัวให้มั่นคงและมีความสุขได้อย่างไร

คำว่า “ครอบครัว” ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “FAMILY”   ความเป็นครอบครัวนั้น มีความสำคัญมากต่อมนุษย์ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์  ได้บอกถึงความจริวเกี่ยวกับครอบครัว ว่า   พระเจ้าทรงได้ทรงสถาปนาครอบครัวของมนุษย์ขึ้นในโลกเป็นสถาบันแรก แม้ว่าเป็นหน่วยเล็กที่สุด แต่ มีความสำคัญมากที่สุดในสังคมของมนุษย์ในโลกนี้ ครอบครัวมีความสำคัญมากถึงเพียงนี้    แล้วเราจะสร้างหรือดำเนินชีวิตครอบครัวอย่างไร เพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคง มีความสุขและประสบความสำเร็จ   จงระลึกไว้เสมอว่า…  “ ไม่มีความสำเร็จใดๆในโลก  ชดเชยความล้มเหลวของครอบครัว” การที่เราจะสร้างครอบครัวให้มั่นคงและมีความสุขได้นั้น  มีแนวทางที่สำคัญอยู่  6 ประการ ที่เราต้องปฏิบัติ   ( ขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษ 6 คำ จากคำว่า  “ F A M I L Y ” ซึ่งแปลว่า  “ครอบครัว” ) F  :  Forgiveness ( การยกโทษ)   ครอบครัวที่มีมั่นคงและมีความสุข จะต้องมีการยกโทษหรือให้อภัยต่อกันโดยไม่มีเงื่อนไข การยกโทษให้กันและกันโดยไม่มีเงื่อนไข  เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ที่จะดำรงรักษาครอบครัวให้มั่นคง และยั่งยืนนาน  มันไม่สำคัญว่า…