มาระโก 7 : 20 – 23 พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย…… สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”
อพยพ 20 : 15 อย่าลักทรัพย์
อพยพ 20 : 17 อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน
มาลาคี 3 : 8 จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา แต่เจ้ากล่าวว่า ‘เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร’ ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์และเครื่องบูชานั่นซี
ความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อพระเจ้านั้นเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของการดำรงอยู่เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้ โดยพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์และมีชีวิตอยู่ในโลก และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ตั้่งแต่แรกเริ่มนั้นก็เพื่อประโยชน์ของการดำรงอยู่ของมนุษย์เองทั้งสิ้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสรรพสิ่งทุกอย่างนั้นพระเจ้าตระเตรียมเอาไว้เพื่อมนุษย์หรือเป็นของมนุษย์นั่นเอง….องค์พระเจ้านั้นทรงเป็นพระวิญญาณ พระองค์ไม่มีรูปกายที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลกนี้…. แต่เมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์นั้น มนุษย์เป็นเพียง “ดิน” ที่ผสมกับ “ลมปราณ (พระวิญญาณ)” ปฐก. 2 : 7, ยน. 20 :22 ของพระองค์ ดังนั้นมนุษย์จึงมีสภาพที่แตกต่างจากพระเจ้าในด้านรูปกายที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และบทบัญญัติที่พระองค์ทรงกำหนดเอาไว้อย่างสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้มนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นจึงต้องได้รับการเพิ่มเติมและเรียนรู้จากพระองค์เพื่อให้พวกเขาพร้อมสำหรับการมีชีวิตเติบโตและมีความไพบูรณ์ในพระคริสต์ต่อไป สิ่งที่พระเจ้าทรงสอนมนุษย์นั้นก็คือ “ความรัก” ของพระองค์ที่ได้ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมา มนุษย์ได้รับสติปัญญาที่พระเจ้าทรงประทานให้ มนุษย์ได้รับอิสระในการเลือกผ่านทางความคิดจากสติปัญญานั้น…. แม้ว่าพระเจ้าจะทรงสร้างมนุษย์มาให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระองค์ในด้านจิตวิญญาณ และฉายา แต่มนุษย์ก็ไม่ใช่พระเจ้า และไม่มีวันที่จะเป็นพระเจ้าไปได้…..
พระเจ้าทรงตรัสว่า “….บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่” ปฐก. 2 : 16 – 17 พระเจ้าทรงตรัสห้ามมนุษย์มิใช่เป็นการแสดงว่าพระองค์ปิดบังหรือเห็นแก่ตัว แต่เพื่อแสดงความรักต่อมนุษย์และพยายามอธิบายให้มนุษย์ทราบว่า “มีขอบเขตบางอย่างที่มนุษย์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง) จะไม่สามารถล่วงละเมิดได้และสิ่งนั้นเป็นสิทธิอำนาจโดยแท้ของพระผู้สร้างแต่เพียงผู้เดียว” โดยใช้ต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่วเป็นตัวอย่าง….เมื่อมนุษย์ “กินผลไม้” ที่พระเจ้าไม่ได้อนุญาต ก็เท่ากับว่าเขาได้ “ขโมย” หรือ “ล่วงละเมิด” เข้าไปในขอบเขตที่เกินกว่าตัวของเขาเองจะผ่านไปได้ในขณะนั้น และผลก็คือพวกเขาได้ตกลงไปในความบาปและการถูกทำลาย มิใช่โดยพระเจ้าเป็นผู้กระทำแต่โดยตัวของเขาเองและผลแห่งความบาปนั้น
เมื่อเราเห็นแจกันใบหนึ่งตั้งอยู่ที่ร้านค้าแล้วเราหยิบเอากลับไปบ้านโดยไม่ได้จ่ายเงินพฤติกรรมนี้เรียกว่า “ขโมย” แต่ถ้าเราเดินไปที่คนขายจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วหยิบเอาแจกันกลับบ้าน (อาการหยิบเหมือนกัน) พฤติกรรมนี้ไม่ได้เรียกว่าขโมย เพราะเจ้าของแจกันอนุญาตให้นำไปได้ด้วยเหตุที่ว่า เราได้จ่ายเงินแล้ว ด้วยเหตุนี้ “การลักขโมย” จึงเป็นพฤติกรรมการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนที่ขั้นตอนการยอมรับจะได้ถูกกระทำให้สำเร็จ ในส่วนของมนุษย์ก็เช่นกันเมื่อเรามีความ “โลภ” อยากได้ของคนอื่นในขณะที่เราไม่มีสิทธิที่จะมีของชิ้นนั้นได้ แล้วเราไปฉกฉวยเอามาเป็นของตนเอง สิ่งนี้ก็คือพฤติกรรม “การลักขโมย” ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งต่อความรู้สึกและความคิดของมนุษย์ด้วยกัน ผลก็คือการถูกลงโทษโดยกฎหมายที่ถูกตราขึ้น มิใช่โดยมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของนั้น
แต่ทว่าในส่วนของพระเจ้า “การลักขโมย” ไม่ใช่เพียงการหยิบฉวย, การยักยอก, การเบียดบัง เท่านั้น แต่ยังหมายถึง “การล่วงละเมิด” เข้าไปยังขอบเขตที่มนุษย์ไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะได้รับอนุญาตให้ยึดครองนั้นได้ การกินผลไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่วนั้น คือ “การลักขโมย” แต่ไม่ใช่การ “ขโมยผลไม้” แต่เป็นการ “ขโมยสิทธิ” อันยังไม่สมควรที่มนุษย์ยังไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า “เพราะพระองค์ทรงสร้างเขาให้ต่ำกว่า พระเจ้าแต่หน่อยเดียว และสวมศักดิ์ศรีกับเกียรติให้แก่เขา” สดุดี 8 : 5 ด้วยเหตุนี้พระบัญญัติที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษย์ในข้อที่ 8 ว่า อย่าลักทรัพย์นั้น มิได้มีความหมายเพียงแค่ การขโมย หรือการยักยอกเงินทองของเพื่อนบ้านที่เป็นมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังมีความหมายอันกว้างไกลที่รวมถึงการเชื่อฟังที่จะไม่ล่วงละเมิดความสัมพันธ์ หรือขอบเขตอันเหมาะสมที่พระเจ้าทรงประทานและตระเตรียมเอาไว้ให้แก่มนุษย์ก่อนถึงเวลาอันควรด้วย ดังนั้นมนุษย์จึงได้รับผลแห่งการกระทำนั้นไม่ใช่โดยพระเจ้าแต่จากกฎเกณฑ์แห่งจักรวาล คือพระบัญญัติของพระองค์
พระเยซูคริสต์ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา “การโลภ และการลักขโมย” ให้แก่มนุษย์ในเรื่องนี้ด้วยการย้ำคำสัญญาของพระองค์ว่า “อย่ากระวนกระวาย…. เพราะชีวิตสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด” มัทธิว 6 : 25 – 33 เมื่อผู้เชื่อ เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง, ทรงเป็นผู้พิทักษ์รักษา, และทรงเป็นผู้ดูแลชีวิตของเราแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง “ขโมย” ในสิ่งของที่มิใช่ของตนเองมาเป็นของตน พระสัญญาของพระองค์ที่จะดูแลผู้เชื่อมีมากมายเช่น “ข้าพเจ้าเคยหนุ่ม และเดี๋ยวนี้แก่แล้ว แต่ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นคนชอบธรรมถูกทอดทิ้ง หรือลูกหลานของเขาขอทาน” สดุดี 37 : 25 ดังนั้นโดยพระคุณเพราะ “ความเชื่อ” เราจึงได้รับความรอดเข้าส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า และโดย “ความวางใจ” เราจึงสามารถมีชีวิตที่จะดำเนินตามพระบัญญัติของพระเจ้าได้อย่างอิสระ และมีความสุขในโลกแห่งความมลทินบาปนี้ได้ เพราะในที่สุดแล้วเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา ผู้เชื่อทุก ๆ คนก็จะได้รับบำเหน็จของพวกเขาจากพระเจ้าทุก ๆ คน






