ครอบครัวที่มีลูกๆกำลังเติบโตจากเด็ก กำลังย่างเข้าวัยรุ่น หนุ่มสาว ก็ย่อมเป็นที่รัก หวงแหนดังแก้วตาดวงใจ และมีความหวังอยากจะให้เขาเป็นคนดี เป็นลูกที่มีความรับผิดชอบ นำความชื่นชม เกียรติมาสู่ครอบครัว วงศ์ตระกูล การเลี้ยงดูอบรมลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก การเลี้ยงลูกๆให้ถูกวิธีนั้น ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำหลักการซึ่งคนส่วนใหญ่นำไปใช้แล้วได้ผลดี เราจึงนำมาแบ่งปันในที่นี้
หลักการที่ 1 : มอบหมายงานรับผิดชอบที่จริงจังแก่ลูกๆบ้าง และคาดหวังให้ลูกทำ
การเรียนรู้อย่างตรงไปตรงมา จะเปิดโอกาสให้ลูกๆได้ ลงมือทำงานจริงๆ แล้วพวกเขาจะค่อยๆ
สามารถรับภาระ และเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบได้ในภายหลัง แม้จะมีลูกกี่คนก็ตาม ไม่ว่าเพียงคนเดียว หรือ 3-4 คน ก็สามารถฝึกฝนให้เขาเติบโตและมีความรับผิดชอบได้ ถ้าตัดสินใจที่จะทำตามวิถีทางที่แนะนำนี้
พูดถึง การทำงาน มิได้หมายความว่า จะให้ลูกไปขุดดิน หรือแบกหาม งานของเด็กวัย 5-8 ขวบ ได้แก่ เก็บข้าวของของตน(วันละ 3-4 ครั้ง) จัดเตียงนอนของตัวเอง ช่วยเช็ดโต๊ะ ช่วยเก็บกวาดสิ่งที่เด็กทำเลอะเทอะ และให้อาหารสัตว์เลี้ยงก็ได้
ส่วนงานของเด็กวัย 9-12 ขวบ ได้แก่ ให้เขาช่วยล้างจาน เก็บพับเสื้อผ้าที่ซักแล้ว ทำความสะอาดห้องนอนของตน ดูแลน้อง ๆ (โดยมีผู้ใหญ่อยู่ในบ้าน) ช่วยทำอาหารง่าย ๆ ช่วยคุณพ่อเก็บขยะในสนามก่อนตัดหญ้า และ แน่นอนคะให้เด็กจัดห้องตัวเองให้เรียบร้อยด้วย
นี่ไม่ได้หมายความว่า ลูก ๆ จะไม่มีเวลาเล่นเลย พวกลูก ๆ มีเวลาเล่นหลายชั่วโมงในวัยเด็ก (ต่ำกว่า 12 ปี) และมีเวลามากมายสำหรับกีฬา หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่สนุกๆในช่วงวัยรุ่นมากเพียงพออยู่แล้ว
หลักการที่ 2 : พ่อแม่ควรควบคุมการดูโทรทัศน์ การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ดูอินเตอร์เนต และเล่นไลน์
สาเหตุที่ลูก ๆ ไม่มีเวลาสำหรับงานที่มีสาระ (รวมทั้งทำการบ้าน) ก็คือ พวกเขาได้ใช้เวลาหมดไปกับการดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์ ทางอินเตอร์เนต เล่นไลน์จากมือถือ พ่อแม่ควรจะให้ดูทีวีหรือเล่นเกมส์ได้สัปดาห์ละ 5-6 ชั่วโมงก็เพียงพอ การแชท หรือคุยทางไลน์ก็ต้องพอสมควร เพราะมีงานวิจัยรายงานว่า เด็กไทยโดยเฉลี่ยดูโทรทัศน์หรือ เล่นอินเตอร์เนต ราว 4 ถึง 10 ชั่วโมงต่อวัน
เด็กบางคน ติดเล่นเกมส์ แชท อินเตอร์เนต จนต้องใส่แพมเพอร์ ไม่ยอมลุกไปปัสสาวะ แช่อยู่อย่างนั้น ฝ่ายแม่ก็เป็นใจ เอาข้าว เอาน้ำป้อนให้ถึงที่ เด็กนั่งหน้าจอโทรทัศน์หรือติดเล่นเกมส์ จนไม่เรียนรู้ที่จะทำงาน อ่านหนังสือหรือเล่นตามธรรมชาติเลย ทั้งๆ ที่กิจกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี และเป็นประโยชน์สำหรับเด็กมากกว่า ไม่ใช่ติดเกมส์จนงอมแงม หรือ ติดจนมอมเมา
ถ้าตัวพ่อแม่เองไม่สามารถควบคุมนิสัย ในการดูโทรทัศน์ และเล่นเกมส์อินเตอร์เนต ก็อย่าหวังว่าลูกๆคุณจะทำได้เลย เพราะชีวิตของพ่อแม่เอง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับลูกๆด้วย การฝึกอบรมลูกจึงจะได้ผล
ถ้าปล่อยให้ลูกๆติดรายการโทรทัศน์อันไร้สาระ เล่นเกมส์อินเตอร์เนต เล่นเฟสบุ๊ค ซึ่งมีการหลอกลวง สิ่งลามก การท้าทายยั่วยุที่เลวร้ายต่อตัวของลูกถึงขั้นเสียตัว เสียอนาคต และเสียชีวิตได้ ตามที่เป็นข่าว ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ ต้องป้องกันลูกๆ ก่อนที่อันตรายร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขา
หลักการที่ 3 : มอบงานที่ลูกคนสุดท้องสามารถทำได้ และเพิ่มระดับความรับผิดชอบให้มากขึ้น
พ่อแม่บางคน มีน้องหมาอยู่ 2 ตัว โดยมอบงานให้ลูกคนโตและคนกลางเปลี่ยนเวรกันให้อาหารน้องหมา แต่เมื่อลูกคนเล็กสุดท้องอายุได้ 5 ขวบ เขาก็มอบหน้าที่ให้อาหารน้องหมาด้วย ซึ่งเด็กก็เต็มใจ มีความสุข เมื่อได้เล่นและให้อาหารแก่เจ้าน้องหมาสองตัวนี้
การมอบหมายให้ลูกคนสุดท้องทำตามความสามารถที่พอทำได้นั้น จะเป็นวิธีช่วยแบ่งเบาภาระของลูกคนที่โตกว่า (ซึ่งช่วยป้องกันความขุ่นเคืองใจ) และก็เป็นประโยชน์มากต่อการส่งเสริมให้ลูก ๆ มีความรับผิดชอบในระดับที่สูงขึ้นด้วย
หลักการที่ 4 : ให้รางวัลแก่การทำงานและทุ่มเทมากกว่าปกติแก่ลูก
พ่อแม่ควรมีปรัชญาในการเลี้ยงลูก คือ ลูก ๆ ควรทำงานส่วนหนึ่ง เพื่อแบ่งปันความรับผิดชอบในการเป็นเจ้าของครอบครัว ถ้าลูกไม่ทำงานก็ไม่ได้รับสิทธิ์พิเศษ พ่อแม่ควรถือเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับลูกเรียนรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานและเงินในครอบครัวของพ่อแม่ การทำงานพิเศษนอกเหนืองานปกติลูกๆก็สมควรจะได้รับรางวัล เช่น ถ้าลูกวัยเตาะแตะทำเลอะเทอะ คุณอาจจะเรียกลูกคนกลาง (บางทีก็ลูกคนโต) ไปช่วยทำความสะอาด เมื่อเขาทำเสร็จ คุณก็ควรจะซื้อขนมให้เป็นรางวัล หรือให้คำชมเชยในการช่วยงานนอกเหนือจากงานปกติที่เขารับผิดชอบอยู่
การให้รางวัลแก่ลูกที่เสนอตัวทำงานโดยไม่ต้องเรียก เช่น เด็กวัย 9-12 ขวบ ที่ได้รับการฝึกฝนและกำลังใจโดยให้รางวัล ที่ช่วยทำงานโดยไม่ต้องเรียก สักวันหนึ่งข้างหน้า เขาอาจมีความสามารถและความริเริ่มที่ดีในการทำงานได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้บริหารระดับสูงต้องมี
ทุกวันนี้ การทำงานหนัก และการมีความคิดริเริ่มที่ดีช่างหายาก ในครอบครัวและในสังคมไทย การฝึกอบรม และการให้กำลังใจในเรื่องทำนองนี้ สามารถก่อให้เกิดผลดีเกินกว่า
นอกจากนี้ยังมีการฝึกความรับผิดชอบในเรื่องเงินทอง โดยมีหลักการอยู่ 5 ประการดังนี้คือ
หลักการที่ 1 : สอนลูกให้รู้ว่า เงินทองมาจาการทำงาน
ครอบครัวคนไทย เรามักสั่งสอนกันมาผิด ๆ ในเรื่องนี้คือ กลัวลูกจะลำบาก เข้าใจและสอนว่าการทำงานเป็นเรื่องของคนชั้นต่ำ ผู้ดีมีสกุลจะต้องอยู่เฉย ๆ มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ ให้ผู้อื่นทำให้ ซึ่งปัจจุบันนี้ถือว่าหมดยุคแล้ว สังคมโลกถือว่า คนมีเกียรติคือคนที่ทำงาน แม้แต่ครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุด ลูกๆก็จำเป็นต้องทำงานบางสิ่งบางอย่าง เพื่อเป็นการตอบแทน และช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว
พ่อแม่ควรสอนลูกๆให้มีน้ำใจ มีใจเมตตาปรานี เห็นใจในความทุกข์ยากลำบากของผู้อื่น เช่น ยามเกิดภัยพิบัติ มีน้ำท่วมหรือไฟไหม้ใหญ่ ควรสอนลูกให้มีส่วนร่วมบริจาค เงิน สิ่งของ แรงงานและ เวลา แต่ที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องทำเป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเขาเห็น
พ่อแม่ควรปลูกฝังความเข้าใจ และเห็นใจในความทุกข์ยากของคนอื่นให้แก่ลูก ไม่นิ่งดูดายหรือซ้ำเติม หลงระเริงในความสุขของตนฝ่ายเดียว เราทุกคนในครอบครัวควรมีส่วนแบ่งเบาความทุกข์ยากลำบากของเพื่อนมนุษย์
หลักการที่ 3 : สอนลูกให้รู้จักใช้เงินทุกบาท ทุกสตางค์อย่างรอบคอบ
เด็กที่มีอายุประมาณ 12-15 ปี จะไม่ค่อยสนใจเรื่องราคาค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเสื้อผ้านัก คุณพ่อคุณแม่มักเป็นคนจ่ายให้เสมอ แต่ถ้าพ่อแม่ฝึกให้ลูกใช้เงินส่วนตัวของเขาที่เก็บไว้ เพื่อจ่ายค่าเสื้อผ้าของตนบ้าง ไม่เพียงแต่พวกลูก ๆ จะรอบคอบในการใช้จ่ายเงินของตนเท่านั้น แต่ยังระมัดระวังการใช้เงินของพ่อแม่ และรู้ถึงคุณค่าของเงินด้วย
หลักการที่ 4 สอนลูกให้รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาด เสียหาย
เด็กๆจะได้เรียนรู้ว่า ถ้าเขาทำข้าวของเสียหายเนื่องจากพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ เขาต้องจ่าย ชดใช้ ค่าเสียหาย เชื่อว่าพ่อแม่คงไม่เคยบังคับให้ลูกจ่ายค่าเสียหายโดยสุดวิสัย เช่น ทำแก้วน้ำตกหล่น แต่ถ้าเกี่ยวของกับพฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบตามวัยอันสมควร และทำให้ข้าวของในบ้านบางอย่างเสียหาย พวกลูกๆ ควรทำงานหรือชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น นี่เป็นบทเรียนที่พ่อแม่ควรสอนลูกให้ดูแลเอาใจใส่ต่อข้าวของของตนเองหรือของครอบครัว และให้เขาได้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่ตนได้ทำลงไป เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการแสดงความโหดร้ายต่อลูก แต่เป็นการฝึกให้เขารู้จักความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาได้ทำผิดพลาด
หลักการที่ 5 : สอนลูกให้ซื่อสัตย์อย่างเต็มร้อย
วิธีดีที่สุดในการสอนความสัตย์ซื่อด้านเงินทองแก่ลูก ก็คือ พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างในชีวิตที่ซื่อสัตย์ เช่น เมื่อพ่อหรือแม่ไปซื้อผลไม้ราคา 50 บาทและให้เงินแม่ค้าไป 100 บาท แต่แม่ค้าเข้าใจผิด คิดว่าเป็นแบ็ง 500 บาท จึงทอนมาให้ 450 บาท ซึ่งทอนเกินมา 400 บาท และลูกก็เห็นและรับรู้ด้วย ถ้าหากพ่อแม่ไม่แสดงความซื่อสัตย์ให้ลูกเห็น โดยเก็บเงินเข้ากระเป๋า ไม่คืนให้แก่แม่ค้า 400 บาท ตามที่ได้เงินทอนเกินมา ถ้าพ่อแม่โกงในเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อพบว่าลูกของตนก็ไม่สัตย์ซื่อในเรื่องสำคัญและเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นเช่นกัน
เป้าหมายของเราในฐานะเป็นเพ่อแม่ คือ เลี้ยงดูลูกๆให้เติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ ท่าทีและการกระทำของพ่อแม่ที่มีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ในเรื่องเงินทอง สามารถปลูกฝังให้กับลูกๆได้ ตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็กเล็กอยู่
พ่อแม่ควรคิด และพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้ว่า ….
- ทีวี เกมส์ แชทคอมพิวเตอร์ ไลน์ เฟสบุ๊ค ที่บ้านเปิดบ่อยแค่ไหน มันเป็นศูนย์กลางของครอบครัวหรือครอบครัวเป็นศูนย์กลางกันแน่ สิ่งเหล่านั้นมันเสริมสร้างชีวิตในแง่ดีหรือไม่
- พ่อแม่สอนอะไรแก่ลูกๆบ้าง เกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ในทางวาจา และ โดยการเป็นแบบอย่างที่ดีของตน
- งานอะไรบ้างที่สามารถมอบหมายให้ลูกๆทำ เพื่อเริ่มต้นสอนเรื่องความรับผิดชอบแก่ลูก และได้ให้รางวัลอะไรบ้างเพื่อสอนลูกให้รู้จักคุณค่าของเงินอย่างถูกต้อง






